ทส.ปัดฝุ่นยกร่างกม.น้ำฉบับใหม่ รับกระทรวงน้ำ ดันเข้าครม.ไม่เกินสิ้นปี56เพิ่มเนื้อหาสำคัญรมต. ประกาศภาวะฉุกเฉินขาดแคลนน้ำ
ยังไม่มีชัดเจนว่าการก่อตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำขึ้นเป็นกระทรวงใหม่ เพื่อให้เป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการน้ำ จะแล้วเสร็จทันภายในปีนี้หรือไม่ แต่ล่าสุดทางกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม (ทส.) ได้เดินหน้าปัดฝุ่นร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ... อีกรอบหนึ่งหลังจากร่างกฎหมายฉบับนี้ เคยถูกผลักดันเข้าสู่การพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2550 มาแล้ว แต่ไม่ผ่านการพิจารณาวาระสาม
ทั้งนี้นายโชติ ตราชู ปลัดทส. กล่าวว่า ขณะนี้ทางทส.โดยกรมทรัพยากรน้ำ ได้มอบหมายให้นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำโครงการศึกษาทบทวน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อจัดทำร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ...ขึ้นอีกครั้ง เพื่อนำความคิดเห็นมาใช้ประกอบการยกร่างพ.ร.บ.น้ำฯ ให้มีความสมบูรณ์ครอบคลุมและมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ และปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง การลดความขัดแย้ง และให้มีเอกภาพในการแก้ปัญหามากที่สุด และต้อง เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
" เนื่องจากการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2550 มีการอภิปรายในวงกว้างโดยเฉพาะเรื่องของการจ่ายค่าใช้น้ำ ที่มีความกังวลจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน จนกระทั่งไม่ผ่านการพิจารณาวาระสาม ดังนั้นการทบทวนกฎหมายน้ำในรอบนี้คาดหวังว่าเมื่อผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั่วประเทศแล้ว ทส.จะสรุปเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันภายในปี 56 ส่วนจะตราเป็นกฎหมายได้ทันทีหรือไม่นั้น ยอมรับว่าต้องรอดูรายละเอียดและท่าทีจากทุกส่วนอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่เสนอเข้าไปก็จะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก " นายโชติ ระบุ
เมื่อถามว่าจะสอดคล้องกับการตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำหรือไม่ นายโชติ กล่าวว่า นอกจากจะรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆและภาคประชาชนแล้ว ทส. ก็จะนำความเห็นของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)มาประกอบไว้ด้วย โดยเฉพาะการตั้งกระทรวงน้ำ ถ้าเห็นว่าทิศทางควรมีกระทรวงน้ำก็จะบรรจุกับกฎหมายฉบับนี้เลย
รับกระทบอำนาจ-ถูกดองไม่ผ่านสภา
นายนิทัศน์ ภู่วัฒนกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำหลายฉบับกระจายในหลายหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมเจ้าท่า เป็นต้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่องจนส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำขาดเอกภาพ และไม่สามารถแก้ปัญหาการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
"ก่อนหน้านี้ในปี 2545 กรมทรัพยากรน้ำ เคยยกร่างพ.ร.บ.น้ำ ...และ เสนอเข้าพิจารณาในครม. หลายครั้งในหลายรัฐบาล แต่เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระที่อาจส่งผลกระทบ รวมทั้งยังเกี่ยวข้องกับอำนาจของหลายหน่วยงาน อีกทั้งยังมีการยกร่างกฎหมายน้ำหลายฉบับทั้งจากฝ่ายบริหารและฝ่ายรัฐสภา ทำให้ร่างกฎหมายต้องตกไป อย่างไรก็ตาม การศึกษาในรอบนี้จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจน และสามารถอธิบายและทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ซึ่งเตรียมจัดเวทีแลรับฟังความคิดเห็นอีก 4 ครั้ง คือที่จังหวัดเชียงราย ขอนแก่น ระยอง และนครศรีธรรมราช " อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุ
เปิดร่างกฎหมายน้ำ-แจงชาวนายังใช้ฟรี
ด้านนายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ หัวหน้าโครงการศึกษาทบทวนร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ.. กล่าวว่า คณะทำงานได้ยกร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำพ.ศ..ฉบับใหม่ โดยดึงเนื้อหาจากร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี 2550 ซึ่งร่างโดยคณะทำงานที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ร่วมกับร่างพ.ร.บ. อื่นๆที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยดำเนินการยกร่างเป็น10 หมวดรวม 99 มาตรา ประกอบด้วย หมวดที่ 1 แหล่งน้ำของรัฐ ครอบคลุมทั้งแหล่งน้ำสาธารณะ และแหล่งน้ำที่รัฐทำขึ้นเพื่อส่วนรวม หมวดที่ 2 สิทธิในน้ำ หมวดที่ 3 องค์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะยังคงคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ(กนช.) และยังคงมีคณะกรรมการลุ่มน้ำที่แต่งตั้งโดยกนช.ดำรงตำแหน่งทุก 2 ปี และให้ประชาชนที่มีส่วนเสียในการใช้ลุ่มน้ำสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ
ประกาศฉุกเฉินน้ำแล้ง-ลดเสี่ยงน้ำท่วม
นักวิชาการ กล่าวว่า ส่วนหมวดที่ 4 เรื่องการจัดสรรน้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดข้อกังวลของชาวนาว่าอาจต้องจ่ายค่าใช้น้ำหรือไม่ จึงยืนยันว่าสิทธิของเกษตรกรในการใช้น้ำเพื่อยังชีพและครัวเรือนและ การใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อยยังทำได้ แต่กลุ่มที่ต้องจ่ายคือเกษตรกรที่ใช้น้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์และพานิชย์ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า ประปาเป็นต้น ขณะที่หมวดที่ 5-6 ภาวะการขาดแคลนน้ำ และภาวะน้ำท่วม
" หมวดที่ 5-6 ถือเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายน้ำที่เพิ่มเติม โดยกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งที่ต้้องมีการบริหารความเสี่ยง การฝ้าระวังปริมาณน้ำที่จะมาในละปี เพื่อให้เห็นการเตรียมการของทั้งประเทศ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นคนดำเนินการ เช่น กรณีที่มีข้อมูลเพียงพอว่าจะขาดแคลนน้ำให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศกรณีฉุกเฉิน ในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตขาดแคลนน้ำ และกำหนดการแบ่งปันน้ำ การเฉลี่ยน้ำ และยกเลิกเมื่อพ้นภาวะวิกฤติ เช่นเดียวกับการป้องกันน้ำท่วม จะต้องมีแผนป้องกันแก้ไขภาวะน้ำท่วม มีการทำระบบเตือนภัย และถ้าต้องผันน้ำท่วมไปอีกลุ่มน้ำหนึ่ง รัฐมนตรี และกนช.มีอำนาจสั่งการได้ เป็นต้น" รศ.ดร.ณรงค์ กล่าว
กำหนดบทลงโทษทางแพ่ง-อาญา
นักวิชาการ กล่าวอีกว่า นอกจากนในหมวดที่ 7 ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีข้อกำหนดใหม่ว่า กนช.สามารถประกาศพื้นที่เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแหล่งต้นน้ำ และออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อ หรืออาจส่งกระทบกับแหล่งน้ำสาธารณะได้โดยใช้ประกาศกฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติเรื่องผังเมือง ขณะที่หมวดทีี่ 8--10 เรื่องอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าท่่ี่ สภาพบังคับทางแพ่ง ซึ่งกำหนดความรับผิดทางแพ่งกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องจ่ายในการช่วยเหลือบุคคล ทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่เสียหาย จากเดิมที่ต้องใช้ตามมาตรา97 ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมพ.ศ.2535 และสุดท้ายยังกำหนดบทลงโทษทางอาญา ในกรณีที่ทำให้เกิดภาวะมลพิษทางน้ำ ต้องจำคุกไม่เกิน 3-10 ปี และค่าปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท
"ยอมรับว่าการร่างกฎหมายน้ำฉบับใหม่นี้ จะกระทบกับหน่วยงานอื่นๆอย่างแน่นอน แต่ย้ำว่าต้องการเขียนให้เป็นกฎหมายแม่บท เพื่อยกการคุ้มครองน้ำให้ได้มาตรฐาน ส่วนกฎหมายน้ำที่มีอยู่ภายใต้กรม กระทรวงต่างๆเช่น กฎหมายการประปา กฎหมายน้ำบาดาลก็ให้เป็นไตามกฎหมายนั้น ยกเว้นถ้ากฎหมายดังกล่าวมีหลักเกณฑ์หรือแนวทางการใช้น้ำ การพัฒนาหารบริหารจัดการ ที่ต่ำกว่าร่างกฎหมายน้ำฉบับนี้ อีกทั้งยังให้คงกรรมการระดับชาติ คณะกรรมการระดับลุ่มน้ำ กลุ่มผู้้น้ำใช้ และองค์กรอื่นๆ นอกจากนี้ในอนาคตถ้ามีการตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำขึ้นมาได้สำเร็จก็ต้องใช้แนวทางจากกฎหมายน้ำฉบับนี้" นักวิชาการ ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีดังกล่าวมีการสอบถามเรื่องเก็บค่าใช้น้ำกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าต่อไปใครจะเป็นผู้เก็บภายใต้กฎ หมายน้ำฉบับใหม่ ซึ่งปัจจุบันทางกรมชลประทาน เป็นหน่วยงานที่เก็บจากผู้ใช้น้ำประเภทที่ 2และ 3 ครอบคลุมเกษตรกรรมพานิชย์ การเลี้ยงสัตว์ อุตสาห กรรม ท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า และประปาอยู่แล้ว รวมทั้งกลุ่มกิจการขนาดใหญ่ รวมทั้งการรับผิดทางอาญากรณีที่ก่อมลพิษ ว่าอาจกระทบกับระดับครัวเรือนหรือไม่หากมีการปล่อยน้ำลงไปแล้วเกิดมลพิษขึ้น และต้องติดเครื่องมือป้องกันปัญหาหรือไม่






