แม้ยังไม่มีข้อสรุปและผลการวิจัยที่แน่ชัดว่า การเกิดมะเร็งในร่างกายของคนเรานั้นมาจากปัจจัยใดเป็นหลัก
แม้ยังไม่มีข้อสรุปและผลการวิจัยที่แน่ชัดว่า การเกิดมะเร็งในร่างกายของคนเรานั้นมาจากปัจจัยใดเป็นหลัก แต่ก็มีรายงานที่อ้างอิงได้ว่า อาหาร มลภาวะและความเครียด สามารถก่อให้เกิดเนื้อร้ายในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ดังนั้น การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รู้เท่าทันภาวะของโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
จึงแนะนำว่าควรเริ่มตรวจสุขภาพอย่างจริงจังในทุกระบบเมื่ออายุ 40 ปี และทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกปี หรือทำความสะอาดลำไส้ด้วยการดีท๊อกซ์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้
ทางการแพทย์พบว่า ในร่างกายส่วนต่างๆ จะมีการเกิดติ่งเนื้อขึ้นมาเอง เมื่อเกิดติ่งเนื้อขึ้นในลำไส้ใหญ่นั่นคือกลไกการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อเยื่อบุผนังภายในลำไส้ใหญ่ถูกกระตุ้นด้วยสารพิษที่อยู่ในกากอาหาร จะนำไปสู่ความผิดปกติของยีน จนเกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ เกิดเป็นเนื้องอกเล็กๆ ต่อมาเนื้องอกนี้จะกลายพันธุ์และแบ่งตัวจนมีขนาดใหญ่ขึ้น
การตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ การส่องกล้องตลอดความยาวของลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เมื่อพบติ่งเนื้อก็สามารถใช้เครื่องมือตัดออกมาตรวจได้ ซึ่งถ้าผลการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 1 ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดถึง 95% โดยไม่ต้องรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเพิ่มเติม ส่วนการตรวจหาติ่งเนื้ออีกวิธีหนึ่งคือ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT colonography) ซึ่งสามารถเห็นทั้งภายในและภายนอกของลำไส้ใหญ่
ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้คือ เคยตรวจพบติ่งเนื้อ Adenomatous polyps, มีประวัติครอบครัว เป็นมะเร็งลำไส้ หรือมีติ่งเนื้อชนิด Adenomatous polyps, มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งหลายชนิด อาทิมะเร็งเต้านม รังไข่ มดลูก และอวัยวะอื่นๆ, มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ คือ การกินอาหารที่มีเส้นใยน้อยแต่มีไขมันมาก การนั่งอยู่กับที่ไม่ค่อยมีการขยับไปมา
อาการแสดงของมะเร็งลำไส้นั้น ในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย แต่ต่อมาจะเริ่มมีเลือดออกจากทวารหนัก มีเลือดในอุจจาระ จำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิม รูปร่างของอุจจาระจะเล็กลง มีอาการปวดที่บริเวณท้องช่วงล่าง มีอาการปวดจากท้องอืดบ่อยขึ้น น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องและมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
ถ้าตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว วิธีการรักษาที่ดีก็คือการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้การผ่าตัดได้ผลดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การผ่าตัดผ่านกล้องมีข้อดีคือ ไม่ต้องเปิดปากแผลกว้าง แผลมีขนาด 1-2 เซนติเมตรเท่านั้น ผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นน้อย และยังลดภาวะเสี่ยงต่อการเสียเลือดมาก
เนื่องด้วยผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่มักเป็นคนอายุมากหรือ 45 ปีขึ้นปี ถ้าหากทำการผ่าตัดแบบปกติจะต้องเปิดปากแผลกว้างมาก (ประมาณ 7 - 10 นิ้ว) ทำให้เสียเลือดในปริมาณมาก และยังต้องใช้เวลาในการพักฟื้นหลังผ่าตัดนานมาก เพราะต้องทำช่องขับถ่ายเทียมผ่านทางหน้าท้อง ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีผู้นิยมเลือกการผ่าตัดแบบส่องกล้องมากขึ้น
โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนในประเทศไทยได้นำเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบส่องกล้องมาใช้กันอย่างแพร่หลาย หากแต่การผ่าตัดแบบนี้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผ่าตัดหลายชิ้นที่ต้องใช้แล้วทิ้งเลยนำกลับมาใช้อีกไม่ได้ นอกจากนั้นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญในการผ่าตัดผ่านกล้องก็อยู่ไม่มาก ยิ่งในสาขาของศัลยกรรมผ่าตัดมะเร็งลำไส้มีผู้ที่เชี่ยวชาญอยู่ประมาณ 5-10 % ของแพทย์ทั้งหมดเท่านั้น

