สุขเบาๆ สไตล์เบาหวาน

รู้ว่าเป็นผู้ป่วยเบาหวาน จะเครียดไปทำไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่หากรู้ใจโรคนี้ความสุขก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
นอกจากจะต้องระมัดระวังเรื่องอาหารแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานยังได้รับคำแนะนำให้ใส่ใจสุขภาพเท้าเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลซึ่งรักษาหายยากและเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ ลุกลาม จนต้องตัดทิ้ง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงทั้งๆ ที่สำคัญเช่นกันก็คือ การดูแลสุขภาพช่องปาก
ทันตแพทย์หญิงมาละศรี ปัญญาสกุลวงศ์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ผู้ป่วยเบาหวานควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพราะเสี่ยงที่จะเกิดโรคในช่องปากได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ควรทำความสะอาดช่องปากให้ถูกวิธี เช่น แปรงฟันขึ้นลงอย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนทางช่องปากและรักษาได้ทันหากพบความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น อาการเหงือกอักเสบ ฟันผุ หรือมีคราบหินปูน
ปกติผู้ป่วยเบาหวานจะปากแห้งจากผลข้างเคียงของยาที่กิน ทำให้เกิดแผลในปากได้ง่ายและหายช้า รวมถึงเสี่ยงที่จะติดเชื้อในช่องปากได้ถ้าไม่ดูแลให้ถูกวิธี จึงควรใส่ใจสุขภาพช่องปากไม่น้อยไปกว่าสุขภาพเท้า ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลกดทับหากต้องเดินมากๆ หรือที่ดวงตาซึ่งก็เสี่ยงที่จะมีอาการเบาหวานขึ้นตาจนตาบอดได้เช่นกัน
การติดเชื้อในช่องปากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานพบได้บ่อย หากปล่อยไว้ไม่ยอมรักษา อาการติดเชื้ออาจลามไปอวัยวะสำคัญอื่น เช่น ปากและลำคอ ทำให้อ้าปากไม่ขึ้น กลืนอาหารไม่ได้ ถ้าลามไปใต้คอ ก็อาจทำให้หายใจลำบาก เป็นต้น
“การดูแลช่องปากคนไข้ชอบถามหมอว่า ใช้ยาสีฟันอะไรดี ไม่มีสูตรตายตัวหรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่าแปรงถูกหรือผิดวิธี แต่เวลาเลือกก็ควรเน้นที่มีฟลูออไรด์เป็นส่วนส่วนผสมหลักเพื่อดูแลผิวฟัน และต้องใช้ไหมขัดฟันขัดไปตามความโค้งของฟันหลังการแปรงฟันทุกครั้ง เพื่อลดการสะสมของขี้ฟันที่จะพัฒนาเป็นหินปูน และเกิดอาการเหงือกอักเสบจนเป็นแผลและติดเชื้อตามมาในที่สุด”ทันตแพทย์กล่าวและว่า เพียงแค่รู้จักดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี เพียงเท่านี้ก็จะอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์ได้แล้ว
นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพทางกายแล้ว สุขภาพจากใจของผู้ป่วยก็ต้องการการดูแลเช่นกัน เมื่อผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้มากถึง 30% เพราะความวิตกกังวล ความกลัวเกี่ยวกับโรคที่เป็นจนมีอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้กับโรค ไม่ยอมกินข้าวและยา หากคนไข้เบาหวานคนไหนเป็นอย่างนี้ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมามากกว่าคนไข้ที่มีสภาพจิตใจเป็นปกติถึง 3 เท่า รวมถึงอาจเกิดภาวะสมองเสื่อมตามมาด้วย
นพ.ปราการ ถมยางกูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช กล่าวเสริมว่า คนเราจะรู้จักความสุขได้ต้องเข้าใจความทุกข์เสียก่อน อย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานที่บางคนทุกข์ใจจนเป็นโรคซึมเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือโรคแทรกซ้อนอื่น แต่หากรู้จักวิธีอยู่กับโรค เช่น ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด คุมเรื่องอาหารให้ไม่ขาดหรือเกินได้ เท่านี้ชีวิตก็มีความสุขได้แม้จะป่วย
คุณหมอยกตัวอย่างคนไข้หญิงวัย 40 ปี มาพบแพทย์ด้วยสาเหตุนอนไม่หลับ ถามมาตอบไปจนได้ความ สาเหตุที่เธอนอนไม่หลับก็เพราะกังวลและเครียด หลังทราบว่าผลตรวจสุขภาพว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงมาพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำว่าทำอย่างไรจึงจะรู้สึกดีขึ้น
กรณีนี้อย่างแรกต้องเริ่มจากการผ่อนคลายความกลัวและความวิตกกังวล อธิบายให้เข้าใจว่าโรคไม่ได้น่ากลัวเสมอไป หากดูแลตัวเองให้ดีโรคภัยจะทำอะไรเราไม่ได้ เพราะทุกคนมีโอกาสป่วยและเมื่อป่วยแล้วสิ่งที่ต้องทำคือ หาความสุขใส่ตัวให้ได้ทั้งๆ ที่ป่วยนี่แหละ
“การคิดอย่างนี้ไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการให้กำลังใจตัวเองเพื่อให้มีพลังใจที่จะสู้กับโรค และหันมาดูแลใส่ใจตัวเองมากขึ้น แทนที่จะนั่งเศร้า กินไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ เพราะมัวกลัวโรคจะมาคร่าชีวิตไปก่อนวัยอันควร จนสุดท้ายร่างกายทรุดโทรมผ่ายผอมจากความกังวลนั้นเอง” จิตแพทย์กล่าว
ฉะนั้น หากรู้ตัวว่าเป็นเบาหวานและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น ควบคุมปริมาณอาหาร กินยา ออกกำลังกาย พักผ่อนได้วันละ 8 ชั่วโมง พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เท่านี้ก็ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากแล้ว ทั้งยังสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติไม่ต่างจากคนอื่นอีกด้วย







