เพียงเพราะ "ความอาย" ที่เปิดโอกาสให้มะเร็งปากมดลูก ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งของมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิง เฉลี่ยในแต่ละวันสูงถึง 7 คน
ไม่มีใครที่อยากใช้ชีวิตบั้นปลายเคียงคู่กับมะเร็ง แต่หญิงสาวหลายคนกลับอาย และปฏิเสธที่จะให้พบคุณหมอ เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูก นั่นเป็นเหตุผลให้ทุกวันนี้หญิงไทยยังคงตกเป็นเหยื่อของมะเร็งชนิดนี้มากถึง 6 พันคนต่อปี โดยครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิต
แม้ว่าในบรรดาโรคมะเร็งที่คุกคามชีวิตมนุษย์ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งเพียงชนิดเดียวที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รักษาได้ทัน อีกทั้งมีวัคซีนป้องกัน แต่ปัญหาใหญ่ที่พบคือผู้หญิงไทยไม่กล้าไปพบคุณหมอด้วยความอาย
นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกว่า ความขี้อายของหญิงไทยเป็นประเด็นสำคัญ ที่ทำให้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในวันนี้ ทำได้เพียง 60-70% หรือราว 2 ล้านคน ขณะที่อีก 30-40% ยังไม่ยอมเข้ารับการตรวจคัดกรอง
“หญิงไทยจำนวนมากไม่กล้าเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งระบบสืบพันธุ์ ทำให้มะเร็งปากมดลูกที่มีโอกาสรักษาให้หายได้หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น ยังคงติดอันดับต้นๆ ของสาเหตุการเสียชีวิตในหญิงไทย” นพ.ธีรวุฒิกล่าว
ด้วยเหตุที่ "ความอาย" ขัดขวางการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรอง จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถเก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูกได้ด้วยตัวเอง จากนั้นส่งตัวอย่างเซลล์ไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติผ่านทางไปรษณีย์ โดยไม่ต้องเปิดเผยส่วนลับต่อสายตาบุคคลอื่น เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่กล้าไปพบแพทย์ หรือไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน
นวัตกรรมนี้มีลักษณะเป็นแท่งพลาสติกขนาดเท่าปากกา โดยด้านบนนั้นจะมีลักษณะเป็นห่วงและมีปุ่มกดบนห่วง ซึ่งวิธีการใช้นั้นให้นั่งถ่างขาในลักษณะท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน จากนั้นค่อยๆ สอดแท่งพลาสติกดังกล่าวเข้าไปในช่องคลอด โดยที่นิ้วหัวแม่มือสอดเข้าไปห่วง แล้วใช้นิ้วชี้กดไปที่บริเวณปุ่มด้านบนห่วง พร้อมๆ กับการนับ 1 2 3 จากนั้นน้ำเปล่าที่บรรจุอยู่ในแท่งอุปกรณ์ดังกล่าวประมาณ 1 ซีซีจะไหลเข้าไปยังช่องคลอด เพื่อเข้าไปนำเซลล์เนื้อเยื่อบุมดลูก หรือไวรัสเอชพีวีที่เกาะอยู่บริเวณช่องคลอด โดยแท่งพลาสติกจะดูดของเหลวเหล่านี้ไปเก็บไว้ จากนั้นให้นำของเหลวดังกล่าวบีบลงในหลอดเก็บตัวอย่าง (ต้องมีลักษณะขุ่นและมีเนื้อเยื่อบางจึงจะถือว่าตัวอย่างสมบูรณ์พร้อมตรวจ) เพื่อส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสดังกล่าวต่อไป หรือสามารถส่งทางไปรษณีย์ก็ได้เช่นกัน
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ควรทดสอบมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองนั้น ควรเป็นกลุ่มของผู้หญิงที่อายุระหว่าง 25-65 ปี หรือพูดง่ายๆ ว่ากลุ่มผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ และยังไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจแบบตรวจแปปสเมียร์มาก่อน (คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 70) ก็สามารถใช้อุปกรณ์ดังกล่าวได้ และควรทดสอบมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ในอนาคตหากอุปกรณ์ดังกล่าวใช้กันแพร่หลาย ประกอบกับการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เหล่าคุณหมอมะเร็งเชื่อมั่นว่า ความหวังในการลดอัตราการตายจากโรคมะเร็งปากมดลูกคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
อายแต่ไม่เอาท์
สถานการณ์ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ผู้ป่วยใหม่ขยับมาอยู่ที่ 6 พันคนต่อปี สถิติดังกล่าวดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากปี 2548 ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรอง จนทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงจาก 1 หมื่นคนในปี 2545 มาอยู่ที่ 6 พันคนในปัจจุบัน
รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ หัวหน้าหน่วยมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เสริมว่า หญิงไทยจำนวนมากยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีซึ่งมีผู้ชายเป็นพาหะ โดยคู่ครองที่คบกันนาน 3 ปี มีโอกาส 40% รับเชื้อเอชพีวีจากคู่นอนชาย และโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นในสตรีที่นิยมเปลี่ยนคู่นอน ไม่เว้นแม้แต่เพศที่ 3
ขณะที่หญิงโสดที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน ด้วยเหตุปัจจัยจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมซึ่งรวมถึงการใช้ชีวิตและอาหารการกิน
“หญิงไทยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 5 ปี เนื่องจากไวรัสเอชพีวีสามารถแฝงตัวอยู่ที่ปากมดลูก โดยใช้ระยะเวลากว่า 10-15 ปีในการเปลี่ยนเซลล์ปากมดลูกให้เป็นเซลล์มะเร็ง โดยไม่แสดงอาการจนกว่ามะเร็งจะอยู่ในระยะลุกลาม ซึ่งการรักษาทำได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น” คุณหมอวิชัย กล่าว






