สุดแดนป่าอีสานล่างที่ 'เกิ้งแม่ฟอง'

สุดแดนป่าอีสานล่างที่ 'เกิ้งแม่ฟอง'

พาเดินทางเข้าป่าลึก ณ ดินแดนอีสานล่าง สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และน้ำตกที่น้อยคนจะเข้าไปถึง ซึ่งความทุรกันดารช่วยซ่อนเร้นความอุดมสมบูรณ์เอาไว้

ป่าที่ติดชายแดนทางอีสานล่าง อย่างอุบลฯ-ศรีษะเกษ-บุรีรัมย์-ไล่มาจนถึงตราด ต่างจากป่าที่ติดชายแดนด้านตะวันตกอย่างตาก แม่ฮ่องสอนคือ ลำห้วยลำธารที่อีสานตอนล่าง เกิดจากป่าบ้านเรา ก็ไหลลงทางแผ่นดินบ้านเรา เพราะขอบคูที่เป็นแผ่นดินยกสูงนั้น ไหลลงมาทางบ้านเรา ได้หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรบ้านเรา ก่อนจะไหลลงโขงไป แต่ทางตะวันตกในส่วนที่ติดๆ ชายแดน ลำห้วยลำธารหลายสายเกิดในป่าบ้านเรา แต่ไหลลงน้ำเมยเสียสิ้น ไปเห็นแม่น้ำเงา ที่แม้ในหน้าแล้งน้ำก็ยังมากมายใสแจ๋ว ไหลลงแม่น้ำเมยแล้วเสียดายมาก ก็ได้แต่เสียดาย แต่นั่นก็เป็นธรรมชาติ ว่ากันไม่ได้ แต่คราวนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านดั้นด้น เดินทางอย่างสมบุกสมบันเข้าป่าลึก ของ อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ไปกันให้เกือบสุดชายแดน ไป น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง กันสักครั้ง

ป่าในพื้นที่ของอุทยานภูจอง-นายอย ก็เหมือนป่าทางภาคอีสานทั่วไป คือดินเป็นดินทราย ลานหิน ตรงไหนที่เป็นป่าย่านลานหิน ต้นไม้ก็จะแคระ ไม่สูง บ้างก็เป็นป่าเต็งรัง เบญจพรรณไปโน่น แต่ตรงไหนที่เป็นพื้นดินแม้เป็นดินทราย ต้นไม้ก็ใหญ่โต ร่มรื่น เป็นป่าดงดิบได้เช่นกัน ป่าไม้ ลองไม่ไปเผา ไปโค่น ไปถาง ต้นไม้จะผลัดใบหรือไม่ ก็ทำหน้าที่คลุมดิน รักษาความชื้นในดินทั้งนั้น สรุปคือมีป่าย่อมมีประโยชน์กว่าไปถาง ไปเผาให้แผ่นดินรุ่มร้อน

2.น้ำตกเกิ้งแม่ฟองเมื่อมองจากด้านบน

4.ความยากในการเดินทางด้วยมอเตอรไซค์

ลำห้วยลำธารในอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย มีลำห้วยขนาดใหญ่มากมายที่รู้จักกันก็คือ น้ำตกบักเตว หรือที่เรียกกันว่า ‘น้ำตกห้วยหลวง’ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ยิ่งหน้าฝน ที่ปริมาณน้ำมีมาก พอตกลงจากหน้าผาที่สูงและกว้างใหญ่ มันจึงดูสมเหตุสมผลและดูอลังการมาก ถ้านับจากน้ำตกห้วยหลวงเป็นหลัก ลงไปทางปลายน้ำในลำห้วยเดียวกันจะเป็น น้ำตกปะโอนลออ และ แก่งศิลาทิพย์ ในที่สุด แต่ถ้าไล่ขึ้นมาทางต้นน้ำ จะเป็น แก่งกะเลา อยู่ในลำห้วยเดียวกัน ส่วน น้ำตกสราลีภิรมย์ เป็นลำห้วยเล็กๆ อีกสายที่ไหลลงมาสมทบกับห้วยบักเตว หย่อมย่านน้ำตกทั้งหลายเหล่านี้จะอยู่ย่านเดียวกันคือใกล้ๆ กับน้ำตกห้วยหลวง แต่ถ้าเราจะไปเกิ้งแม่ฟอง ยังต้องอีกยาวไกล

จุดเริ่มต้นของการน้ำตกเกิ้งแม่ฟองนั้น ต้องมาเริ่มที่แก่งกะเลา อันจะเป็นปากทางเข้าไป ซึ่งตัวแก่งกะเลานั้นเป็นแก่งน้ำกว้าง ที่น้ำค่อยๆ ไหลลาดลงมาตามลานหิน จะแผ่กระจายกัน มันจึงไม่ลึกและเหมือนน้ำจากป่าเต็งรัง จากป่าลานหินที่ไม่ถูกเปิดหน้าดินคือ...น้ำจะใสแจ๋ว ดังนั้นพอถึงหน้าฝนที่น้ำมีมาก ที่แก่งกะเลานี้จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำกันมากกว่าน้ำตกห้วยหลวงที่สูงใหญ่ เพราะมันดูใหญ่เกินกว่าจะเล่นน้ำได้

จากแก่งกะเลา จะมีเส้นทางลัดเลาะเข้าไปในป่า ซึ่งเป็นทางชักลากไม้เก่าแก่มาตั้งแต่ในอดีต สมัยที่มีการทำไม้อยู่ทั่วทุกป่ามาแต่อดีต หลังจากอุทยานฯภูจอง-นายอย ประกาศแล้ว 2 ปี (ประกาศอุทยานฯ 1 มิ.ย.30) พอปี 2832 ก็มีการปิดป่า สัมปทานการทำไม้ทุกแห่งก็ยุติทั้งหมด ที่นี่เข้าใจว่าสัมปทานคงหมดมาก่อนหน้าและไม่มีการทำไม้ (ไม่อย่างนั้นจะเป็นอุทยานฯได้อย่างไร) ซึ่งป่าหลายแห่งจะยังพอมีเค้าลางของทางชักลากไม้เก่าอยู่บ้าง อย่างที่ปางสีดา ทับลาน แม่วงก์ แต่นานไป ต้นไม้ก็จะขึ้นถมทับ น้ำกัดเซาะจนเสื่อมสภาพไปในที่สุด เพียงแต่ทางเส้นนี้เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอยเขายังใช้เป็นเส้นทางสัญจร เพราะข้างในยังมีหน่วยพิทักษ์อุทยานที่ ภจ. 2 (พลาญสูง) อยู่ข้างใน ทางสายนี้ต้องใช้รถ 4WD หรือไม่ก็มอเตอร์ไซค์เท่านั้น แต่บอกไว้เลยว่าถึงจะใช้ยานพาหนะแบบไหน ทางก็ยากพอกัน เพราะทางเป็นร่องลึกบางช่วงมีกิ่งไม้รากไม้เป็นระยะๆ 10 กิโลเมตรจากแก่งกะเลา จึงไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เป็นทรมานบันเทิงขนานแท้

ไปจนถึงหน่วยฯพลาญสูง ซึ่งเป็นหน่วยพิทักษ์ที่อยู่กลางป่าจริงๆ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น ในบริเวณเป็นลานหินเรียบๆ กว้างใหญ่ นับร้อยไร่ กว้างจริงๆ เป็นลานหินธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่จึงไม่มี และจากพลาญสูงนี้ ไปตามทางชักลากเดิม อีก 4 กม.นี่เอง ซึ่งทางต่อจากนี้ ยากยิ่งกว่าทางที่มาจากแก่งกะเลาเสียอีก ผมดูแล้วแม้กระทั่งรถ 4WD ก็น่าจะยาก เพราะร่องลึก เหมือนน้ำเซาะทางลึกลงไปเรื่อย ถ้าเข้าไปรถก็อาจจะแขวนคานได้ คร่อมร่องได้ยาก เพราะร่องถนนลงไปลึกจากริมทางมากไป อาจจะคว่ำเอาได้ ทางที่ดีที่สุดคือ เอามอเตอร์ไซค์ไป ซึ่งถึงขนาดนั้น รถก็ยังล้ม และต้องช่วยกันยกรถอยู่ตั้งหลายครั้ง เป็นการเดินทางที่ทั้งทรหดและทรโหดอย่างมาก กว่าจะไปถึงน้ำตกเกิ้งแม่ฟอง

5.สภาพทางเข้าสู่น้ำตกเก้งแม่ฟอง

7.น้ำตกสราลีภิรมย์

น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นน้ำตกที่เกิดจากห้วยลำโดมน้อย ไหลล่องมาตามพลาญหินทราย แล้วมาหล่นลงไปจากเพิงผาหินสูงราว 10 เมตร ตกลงชั้นเดียว มีแก่งน้ำเป็นระยะๆ ตลอดเส้นทางการไหลของมัน ด้านบนริมลำธารใกล้หน้าผาน้ำตก เป็นเพิงหินทรายขนาดพอประมาณ น่าจะจุ คนอยู่หลบฝนได้สัก 5 คน มีร่องรอยการเขียนเป็นข้อความปลุกใจ ของ ผกค.ในอดีตไว้ด้วย ซึ่งย่านนี้ก็ถือเป็นเขตงานอีสานใต้ ส่วนจะเขตย่อยเท่าไรผมก็ไม่ได้ไปสนใจอะไรนักหนา และที่น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง มีเพียงเท่านี้จริงๆ ที่อยากมาเห็น อยากมาให้ถึง เพราะเป็นน้ำตกที่อยู่ลึก อยู่ไกลของอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ไม่เคยเห็นก็แค่อยากมาให้เห็น ไม่เอาความสวยงามมาเป็นเกณฑ์ เมื่อมีโอกาสได้ไปก็อยากจะไป ก็แค่นั้น

ในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เห็นภาพของจุดหมายปลายทาง สวยงาม แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะไปถึงนั้นมันยากแสนยาก ทรหด อดทนและเหนื่อยยากเพียงไร แต่ได้ไปเห็นก็เหมือนได้พิชิตเป็นความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ของคนเดินทาง อย่างน้อย ก็จะได้ทั้งรูปมาอวดและเรื่องมาเล่าอย่างครั้งนี้นี่เองกับน้ำตกเกิ้งแม่ฟอง อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย อุบลราชธานี แห่งนี้