ในสถานการณ์การระบาดของ 'โควิด-19' ค่าย 'ผู้ลี้ภัย' ถือเป็นจุดเปราะบาง เนื่องจากระยะห่างทางสังคมแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งในค่ายค็อกซ์บาซาร์ซึ่งมีชาว'โรฮิงญา' อาศัยกว่า 800,000 คน ข่าวการพบผู้ติดเชื้อเพียง 1 คนจึงส่งสัญญาณที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
ชะตากรรมของชาวโรฮิงญาเป็นที่ประจักษ์ชัดไปทั่วโลกว่าต้อง 'พลัดที่นา คาที่อยู่' หนีตายจากเมียนมาข้ามพรมแดนไปเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ วิถีชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัยไม่ได้สุขสบายแต่ก็ยังมีชีวิตรอด และแล้วพวกเขาก็ต้องเผชิญความทุกข์ยากอีกระลอก เมื่อ โควิด-19 มาเยือนค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองค็อกบาซาร์ ที่บางคนกล่าวว่า...เปรียบเสมือนฝันร้ายกลายเป็นจริง
วันที่ 15 พฤษภาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ผู้ลี้ภัยโรฮิงญาใน 34 ค่ายตามแนวชายแดนบังกลาเทศ-เมียนมา ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 คน เป็นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 1 คน และบุคคลอื่นอีก 1 คน ทีมฉุกเฉินตรวจตรารอบค่ายค้นหาผู้ที่เคยติดต่อกับผู้ติดเชื้อทั้ง 2 คน
คนแรกที่ตรวจเจอเป็นชายวัย 35 ปี ใน 'กูตูปาลอง' ค่ายใหญ่สุดของค็อกซ์บาซาร์ เขาถูกกล่าวหาว่าพยายามหลบหนี ตำรวจต้องล่าตัวอยู่ 4 ชั่วโมงกว่าจะเจอ อีกคนเป็นชายวัย 30 ปี เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าทั้ง 2 กรณีเกี่ยวข้องกันหรือไม่
อับดูร์ ราฮิม ผู้นำชุมชนเกรงว่า ชายคนที่พยายามหนีอาจแพร่ไวรัส เชื่อกันว่าเขาติดเชื้อมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองใกล้ๆ ตอนที่เขาพาพี่ชายไปรักษาตัว
หน่วยงานบรรเทาทุกข์ตั้งทีมสอบสวนเร่งตามรอยโรคทั่วทั้งค่าย ผู้คนกลัวกันมากว่าโควิด-19 จะกระจายไปทั่วค่ายราวกับไฟป่า
มาห์บูบูร์ ราห์มัน หัวหน้าฝ่ายสาธารณสุขเมืองค็อกซ์บาซาร์ เผยว่า เจ้าหน้าที่สั่งปิดพื้นที่ทั้งบล็อกในค่ายแห่งหนึ่งซึ่งมีชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ราว 5,000 คน และนำตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 เคสเข้าศูนย์กักกันโรคแล้ว
ต่อมา อังเดร มาเฮกิก โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถลงจากที่ทำการสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ อ้างข้อมูลจากรัฐบาลบังกลาเทศพบว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 1 คนในที่พักพิงผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง พบผลตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นบวก และมีชาวบังกลาเทศอีก 1 คนตรวจพบเชื้อเป็นผลบวกด้วยเช่นกัน หลังจากทั้ง 2 คนได้ขอเข้าไปทดสอบการตรวจเชื้อที่สถาบันระบาดวิทยา การควบคุมโรคและการวิจัยบังคลาเทศ (IEDCR) ในค็อกซ์บาซาร์
เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวโรฮิงญาต้องหนีการประหัตประหารจากทหารเมียนมาเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ข้ามแพรมแดนเข้ามาในบังกลาเทศ ในค่ายที่ค็อกซ์บาซาร์พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์ผ้าใบหรือไม่ก็กระท่อมไม้ไผ่ เรียงรายแออัดตามตรอกเล็กซอยน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนมานานแล้วว่า ไวรัสอาจรุกเข้ามาถึงค่ายแห่งนี้
"ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงมากถึง 860,000 คน และยังมีชาวบังกลาเทศอีกกว่า 400,000 คนที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนที่ให้ที่พักพิงโดยรอบ การอยู่อาศัยในพื้นที่หนาแน่นเช่นนี้ยังความกังวลและผลกระทบที่อาจตามมาอย่างรุนแรงเป็นอย่างมาก พวกเขาเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่สุดในโลกในวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสครั้งนี้
ในพื้นที่ชุมชนที่แออัดและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่มีจำกัด ความพยายามในการรับมือกับการติดเชื้อต้องเป็นไปอย่างรอบด้านมากที่สุดเพื่อเลี่ยงอัตราการเสียชีวิต" โฆษก UNHCR กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ในภายในค่าย ยิ่งทำให้เห็นความยากลำบากที่ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ส่วนสถานการณ์รอบค่าย เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มจำนวนขึ้น ทางการบังกลาเทศสั่งล็อกดาวน์พื้นที่รอบเขตค็อกซ์บาซาร์ทั้งหมด ควบคุมการเดินทางเข้าออกค่าย องค์กรให้ความช่วยเหลือจึงจำเป็นลดเจ้าหน้าที่ลง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐรายหนึ่งที่มาเยี่ยมค่ายกล่าวว่า "อย่างไรเสียไวรัสก็มาถึงค่ายแน่ รอเพียงว่ามาถึงเมื่อใดเท่านั้น"
“ค่ายผู้ลี้ภัยแออัดอย่างไม่น่าเชื่อ ไวรัสจะกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่อาจต้านทานได้” แซม บราวน์แบ็ก เอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษด้านเสรีภาพทางศาสนาระหว่างประเทศให้ความเห็น เขาชื่มชมบังกลาเทศที่ต้อนรับผู้ลี้ภัย พร้อมทั้งยอมรับว่ารัฐบาลมีทรัพยากรจำกัด
แดเนียล ซัลลิแวน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากองค์กรสิทธิมนุษยชน 'Refugees International' เล่าว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในค่ายผู้ลี้ภัยคือ “ฝันร้ายกลายเป็นจริง”
“ข่าวลือเรื่องโควิด-19 ที่พูดกันในค่ายมักเป็นเรื่องคนตาย หรือไม่ก็ผู้ศรัทธาจะปลอดภัย การสื่อสารอย่างเปิดกว้างจึงสำคัญในการสร้างจิตสำนึกด้านสุขอนามัย และติดตามการแพร่กระจายของโรค”
เซฟ เดอะ ชิลเดรน อีกหนึ่งองค์กรการกุศลที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยกล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของชาวโรฮิงญา
“ตอนนี้ไวรัสรุกเข้ามาในค่ายผู้ลี้ภัยใหญ่สุดของโลกในค็อกซ์บาซาร์แล้ว มีโอกาสมากที่ประชาชนหลายพันคนอาจเสียชีวิตจากโควิด-19 ตอนนี้ค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญายังไม่มีเตียงสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ” ชามิม จาฮัน ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพของเซฟเดอะชิลเดรนประจำบังกลาเทศเผยข้อมูล
บังกลาเทศยืนยันผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคม จากนั้นการแพร่ระบาดก็เลวร้ายลง รัฐบาลสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม เพื่อสกัดการแพร่ระบาด แต่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
UNHCR เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า กำลังตั้งศูนย์รักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ 12 แห่ง เตียงผู้ป่วยวิกฤติมากถึง 1,900 เตียง ศูนย์กักกันโรค 5 ศูนย์ และวางแผนทำศูนย์แยกตัว 20 ศูนย์
- ความจริงในพื้นที่
หลุยส์ โดโนแวน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารและข้อมูลสาธารณะ ของ UNHCR ประจำการ ณ ค็อกซ์บาซาร์ เปิดเผยกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า IEDCR เริ่มปฏิบัติการตรวจหาเชื้อมาตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน มีศักยภาพตรวจได้มากถึง 200 ตัวอย่างต่อวัน คนที่ได้รับการตรวจหาเชื้อจะต้องถูกแยกตัวจนกว่าจะได้รับผล ข้อมูลเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ผลตรวจเป็นบวก 6 คน UNHCR เพิ่มศักยภาพการตรวจหาเชื้อทั้งในหมู่ผู้ลี้ภัยและประชากรเจ้าภาพ
หลังจากแล็บยืนยันผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ทีมสอบสวนเร็วจะเร่งเข้าสอบสวนโรค แยกตัวคนไข้และรักษา พร้อมๆ กับตามสอบสวนโรค ผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยถูกแยกตัวและตรวจตามคู่มือของดับเบิลยูเอชโอ กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อรับมือกับเคสต้องสงสัยและคอนเฟิร์มเคส ทั้งในกลุ่มประชากรเจ้าบ้านและผู้ลี้ภัยในคอกซ์บาซาร์
ในทุกสถานการณ์อ่อนไหว เด็กและคนชราเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดโนแวนเผยว่า จำนวนผู้ลี้ภัยในค็อกซ์บาซาร์ปัจจุบันมี 860,175 คน เป็นเด็ก 51 เปอร์เซ็นต์ และคนชรา (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คิดเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ มาตรการทุกอย่างโดยเฉพาะกิจกรรมเตรียมการป้องกันจะรวมคนกลุ่มเสี่ยงเข้าไว้ด้วย เพืื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอ
เนื้อหาสำคัญบางประเด็น เช่น ประเด็นเฉพาะที่ต้องพูดคุยกับผู้สูงอายุ Civil Surgeons Office (องค์กรรัฐบาลในท้องถิ่นซึ่งกำกับดูแลการตอบสนองด้านสาธารณสุข) เป็นผู้ดูแลเนื้อหา ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชนทุกคนก็ได้รับการอบรมเรื่องการสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
“การระบาดใหญ่เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่า การต่อสู้กับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้ย้ายถิ่น ควรได้เข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพโดยไม่มีการแบ่งแยก ยิ่งไปกว่านั้นผู้ลี้ภัยและบุคคลในความห่วงใยของ UNHCR ทุกคน ควรรวมอยู่ในแผนเตรียมการและรับมือโควิด-19 ของประเทศนั้นๆ ทุกแผน”
ภายใต้หลักการ “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” การให้ข้อมูลการรับมือโควิด-19 ใช้วิธีจำแนกตามอายุ เพศ และความหลากหลาย เพื่อตอบสนองคนทุกกลุ่ม
อีกเรื่องที่่น่าห่วงคือเมื่อเร็วๆ นี้เด็กในอเมริกาและยุโรปป่วยด้วยอาการ 'อักเสบผิดปกติ' ที่แพทย์ชี้ว่า อาจเกี่ยวข้องกับโควิด-19 แล้วในค่ายผู้ลี้ภัยค็อกซ์บาซาร์ที่มีเด็กอยู่ครึ่งหนึ่ง สถานการณ์อาจยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เรื่องนี้โดโนแวนย้ำว่า UNHCR ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ลี้ภัย
“นอกเหนือจากหน่วยงานพี่น้องในเครือสหประชาชาติและองค์กรพันธมิตรอื่นๆ เรายังติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งติดตามแนวทางปฏิบัติจากองค์การอนามัยโลก”
- ผู้ลี้ภัยช่วยผู้ลี้ภัย
ภายใต้การใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่น่าเชื่อว่า UNHCR มีอาสาสมัครผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนทำงานรับมือโควิด-19 ในหลายๆ ด้าน เช่น แบ่งปันข้อมูล สร้างความตระหนักรู้ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพ และเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้ด้อยโอกาส ส่วนข้อมูลด้านสุขภาพจิตแบ่งปันผ่านอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพจิต ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นและช่วยชีวิตกระทำผ่าน Safety Unit Volunteers เป็นต้น ปฏิบัติการเหล่านี้ครอบคลุมอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์ ทั่วทั้งค่าย
“เมื่อทางการลดจำนวนเจ้าหน้าที่เข้าไปในค่าย กิจกรรมลดลงเหลือเฉพาะการช่วยชีวิตเท่านั้น เพื่อพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส อาสาสมัครผู้ลี้ภัยจึงเป็นศูนย์กลางการรับมือยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา กลุ่มประชาสังคม อิหม่ามและผู้นำชุมชนก็ร่วมระดมพลังสร้างจิตสำนึกในชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพได้ถูกต้องเพียงพอ รู้ว่าต้องป้องกันตนเองอย่างไร และต้องทำอย่างไรเมื่อป่วย”
การป้องกันโควิด-19 ประการหนึ่งคือการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing) แต่ในค่ายผู้ลี้ภัยชวนให้สงสัยว่าหลักการนี้ทำได้จริงหรือไม่ โดโนแวนชี้แจงว่า ในหลายๆ ที่ทั่วโลกรวมทั้งบังกลาเทศ ผู้ลี้ภัยต้องอยู่ในค่ายหรือชุมชนที่แออัด บริการสาธารณสุขไม่พออยู่แล้ว ความแออัดนี่เองเสี่ยงทำให้โรคใดๆ ก็ตามกระจายในชุมชนมากขึ้น รวมทั้งโควิด-19
“ค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาแออัดเสมอ พื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรอยู่กันราว 40,000 คน การรักษาระยะห่างจึงเป็นเรื่องท้าทายยิ่ง อย่างไรก็ตาม UNHCR รับรองว่าทุกศูนย์ใช้มาตรการ social distancing และต้องล้างมือ เราเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้าน เพิ่มบริการทั้งต่อชาวโรฮิงญาและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน”
แม้โรคร้ายยังไม่มีทีท่าจากโลกนี้ไปง่ายๆ โควิด-19 ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือภาษา ทุกคนเสี่ยงติดโควิด-19 เหมือนๆ กัน ไวรัสโคโรนาโดยตัวมันเองไม่เลือกปฏิบัติ ใครๆ ก็ป่วยได้ ความร่วมมือร่วมใจของนานาประเทศอาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ในค็อกซ์บาซาร์ได้ชั่วขณะหนึ่ง วิกฤติโควิด-19 อาจสิ้นสุดลงเมื่อมนุษย์พบวัคซีน แต่โศกนาฏกรรมชาวโรฮิงญานั้นยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะจบลงและพวกเขาจะได้กลับบ้านเมื่อใด






