‘Summer of Silence’ หนังซัมเมอร์พังพาบเพราะโควิด-19

‘Summer of Silence’ หนังซัมเมอร์พังพาบเพราะโควิด-19

ย้อนตำนาน 'หนังซัมเมอร์' ของฮอลลีวูด ที่ปีนี้ถูกพิษโควิด-19 เล่นงานจนกลายเป็นฤดูร้อนที่อาจจะเงียบเหงาที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูดกันเลยทีเดียว

ปรกติแล้ว ‘ช่วงทำเงิน’ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฮอลลีวูด คือ ช่วงหน้าร้อน ที่คนจะพากันหนีเข้าโรงภาพยนตร์ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ กินป๊อปคอร์นและน้ำอัดลมอร่อย ๆ ระหว่างนั่งดูหนังที่มีมาให้เลือกดูกันอย่างจุใจ

 

เพราะค่ายต่าง ๆ จะพากันเก็บหนังดัง หนังเด็ด หรือหนังฟอร์มยักษ์เอาไว้ฉายกันช่วงนี้โดยเฉพาะ จนทำให้เกิดคำว่า ‘หนังซัมเมอร์’ ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ตามมา

 

ทว่า ช่วงหน้าร้อนปี ค.. 2020 กลับกลายเป็น ฤดูร้อนแห่งความเงียบสงัด (Summer of Silence) การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หนังฟอร์มยักษ์ที่ค่ายต่าง ๆ เตรียมเอาไว้ปล่อยออกมาถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศในช่วงนี้ต้องเลื่อนฉายอย่างไม่มีกำหนด

 

ไม่ว่าจะเป็น Top Gun: Maverick (ค่าย PARAMOUNT PICTURES) Ghostbusters: Afterlife (ค่าย COLUMBIA PICTURES) F9 (ค่าย UNIVERSAL PICTURES) In the Heights (ค่าย WARNER BROTHERS PICTURES) Black Widow (ค่าย WALT DISNEY STUDIOS)

 

นอกจากนี้ยังมีภาคต่อของซูเปอร์ฮีโรหญิง Wonder Woman 1984 หนังของผู้กำกับที่มีลายเซ็นของตัวเองเด่นชัดอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (เรื่อง Tenet) แล้วก็ เวสต์ แอนเดอร์สัน (เรื่อง The French Dispatch) อีก

 

Jaws ผู้เปิดตำนานหนังซัมเมอร์

ฤดูร้อนในอเมริกาจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปถึงเดือนสิงหาคม แต่ช่วงซัมเมอร์ของฮอลลีวูดจะมาเร็วกว่านั้นนิดนึง คือ เริ่มตั้งแต่ช่วงวันหยุด Memorial Day (วันจันทร์สุดท้ายของพฤษภาคม) ไปจนถึงวันแรงงาน (วันจันทร์แรกของเดือนกันยายน)

 

จริง ๆ แล้ว ฤดูกาลของหนังซัมเมอร์ไม่ได้อยู่คู่กับฮอลลีวูดมาแต่อ้อนแต่ออก ทว่าเพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อนนี่เอง โดยเว็บไซต์ centralcasting.com ให้ข้อมูลเอาไว้ว่าก่อนหน้านี้ชาวอเมริกันจะนิยมไปดูหนังกันในหน้าหนาว

 

เพิ่งจะเปลี่ยนใจฝ่าความร้อนออกไปเข้าคิวรอซื้อตั๋วที่โรงภาพยนตร์กันในปี 1975 (.. 2518) นี่เอง เพื่อดูภาพยนตร์แอคชั่นผจญภัยเกี่ยวกับฉลามร้ายเรื่อง Jaws ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งได้รับความนิยมแบบถล่มทลายจนทำให้คำว่าหนังบล็อกบัสเตอร์ (blockbuster) ถือกำเนิดขึ้น

 

articles-summer-blockbusters-w

 

ทำไม Jaws ถึงเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ขึ้นมาได้

 

เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เอาไว้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการตลาดแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิ การไทอิน โปรโมทหนังคู่ไปกับการวางแผงนิยายเรื่องเดียวกันที่เขียนโดย Peter Benchley, การทำสินค้าออกขาย, เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ตื่นเต้นระทึกขวัญ, การเดินสายให้สัมภาษณ์ตามรายการโทรทัศน์ และวิทยุของทั้งนักเขียนนิยาย และเหล่าผู้สร้างภาพยนตร์ ฯลฯ

 

นอกจากนี้ทางค่ายยังทุ่มงบการตลาดส่วนใหญ่ไปกับการยิงสปอตโฆษณาทางทีวี ความยาว 30 วินาที ในช่วงไพร์มไทม์ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันก่อนที่หนังจะเข้าฉาย

 

แผนการตลาดเหล่านี้อาจจะฟังดูธรรมดามากในยุคนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปในยุค 1970 ต้องถือว่าแปลกใหม่ และบ้าระห่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน

 

ธรรมเนียมอีกอย่างที่ Jaws ได้บุกเบิกเอาไว้ให้ฮอลลีวูดคือ การปล่อยหนังออกฉายในช่วงสุดสัปดาห์เป็นวงกว้างทั่วประเทศ จากที่ก่อนหน้านั้น ค่ายหนังส่วนใหญ่จะเปิดฉายหนังใหม่จำกัดอยู่ตามโรงหนังในเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น แล้วค่อยกระจายออกสู่เมืองอื่นในช่วง 2-3 สัปดาห์ถัดมา

 

Jaws ซึ่งกลายเป็นหนังที่ “ถ้าคุณไม่ดูแล้วจะพูดกับใครเขาไม่รู้เรื่อง” สามารถโกยเงินได้กว่า 7 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์แรกที่ออกฉายเท่านั้น และปัจจุบันนี้ก็ยังติดอันดับหนังทำเงินสูงสุดในสหรัฐ อันดับ 7 ตลอดกาล ด้วยรายได้กว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ (หลังจากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว)

 

วิวัฒนาการหนังซัมเมอร์

หลังประสบความสำเร็จถล่มทลาย Jaws ก็ได้กลายเป็นต้นแบบที่หนังเรื่องอื่นทำตาม แล้วในปี 1977 ภาพยนตร์ Star Wars ก็สามารถโค่น Jaws ขึ้นมาเป็นหนังทำเงินสูงสุดในแถบอเมริกาเหนือสำเร็จ ด้วยรายได้ 1,600 ล้านดอลลาร์ (ณ ตอนนั้นแล้วธรรมเนียมของ ‘หนังซัมเมอร์’ ก็ถือกำเนิดขึ้น

 

โดยปรกติแล้วรายได้จากหนังซัมเมอร์จะมีมูลค่าราว 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ของตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศ แถบอเมริกาเหนือ ตลอดทั้งปีกันเลยทีเดียว

 

สำหรับหนังซัมเมอร์ที่ทำเงินได้สูงสุดตลอดกาล 10 อันดับ จากข้อมูลของ USA Today มีดังต่อไปนี้

  1. Star Wars (1977)
  2. E.T.: The Extra-Terrestrial (1982)
  3. Jaws (1975)
  4. The Empire Strikes Back (1980)
  5. Return of the Jedi (1983)
  6. Jurassic Park (1993)
  7. Star Wars: Episode I - The Phantom Menace (1999)
  8. The Lion King (1994)
  9. Raiders of the Lost Ark (1981)
  10. Jurassic World (2015)

 

อย่างไรก็ตามช่วงหลัง ๆ มานี้ค่ายหนังหลายแห่งเริ่มมองว่าช่วงทำเงินไม่ได้มีแค่ช่วงหน้าร้อนในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดปี

 

หนังแฟรนไชส์หลายเรื่องอย่างหนังจักรวาลมาร์เวล MCU, Star Wars หรือ The Fast and The Furious ก็วางโปรแกรมเข้าฉายกันไว้ตลอดปี โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ แล้วก็ช่วงวันหยุดสำคัญ ไม่เก็บเอาไว้ฉายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเท่านั้น

 

หนังฟอร์มยักษ์จะกลับมาเมื่อไร

โควิด-19 ทำให้โรงหนังทั่วโลกต้องปิดให้บริการ แม้ว่าตอนนี้บางประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จะกลับมาเปิดตามปรกติแล้ว แต่ว่าทางโรงหนัง ซึ่งส่วนใหญ่จะฉายหนังฮอลลีวูดกันเกินครึ่งหนึ่งของโปรแกรม ก็ยังไม่มีหนังบล็อกบัสเตอร์ไปฉายเรียกคนดูให้กลับเข้าโรงภาพยนตร์

 

เพราะในเมื่อค่ายหนังต้นสังกัดทางฮอลลีวูดยังไม่ปล่อยหนังออกฉาย ประเทศปลายทางก็ต้องรอกันต่อไป และต้องหาวิธี ‘ครีเอทโปรแกรมฉาย’ เพื่อดึงคนมาเข้าโรงกันเอาเอง

 

อย่างแรกเลยก็ต้องพึ่งหนังในบ้านตัวเองที่กำลังรอจ่อคิวฉาย อย่างในไทยก็มีอย่างเช่น Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่ จากค่ายสหมลคงฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, ฮักเถิดเทิง จากค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส ที่รวบรวมดาวลูกทุ่งหมอลำอย่าง ลำไย ไหทองคำ, เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น, เนสกาแฟ ศรีนคร และ อาม ชุติมา มาเล่นหนังด้วยกัน หรือ มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ จากค่าย M39 ที่ได้ สองนักร้องดาวรุ่ง เจนนี่-ลิลลี่ มาเล่นหนังครั้งแรกประกับกับ ครูเต้ย อภิวัฒน์

 

Poster ทีเซอร์

Poster 2

 

 

ขณะที่ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์บางแห่งอย่างในญี่ปุ่น ก็ดึงหนังคลาสสิกระดับโลกอย่าง The Wizard of Oz, Ben-Hir, East of Eden ฯลฯ รวมถึงหนังญี่ปุ่นที่เคยได้รับความนิยมอย่าง Your Name กลับมาฉายแทนหนังใหม่ที่ยังไม่มีมาเข้าโรง