วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

นมัสเต...'ชัยปุระ' มหานครสีชมพู

นมัสเต...'ชัยปุระ' มหานครสีชมพู

ครั้งหนึ่งในดินแดนภารตะ สีสันของพระราชวัง ป้อมปราการ และความคึกคักในวิถีคนเมืองแห่ง "ชัยปุระ"

 

ถ้าพูดถึง ‘อินเดีย’ ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาความคิดคือ สีสันที่ซ้อนอยู่ในทุกๆ องค์ประกอบของการเป็นดินแดนภารตะ ไม่ว่าจะความเป็นเอกลักษณ์ของ ‘ส่าหรี’ ชุดประจำชาติที่ยังคงเห็นผู้คนที่นี่ใส่กันเป็นปกติ เครื่องเทศที่ชูเรื่องกลิ่นฉุนและรสชาติแปลกใหม่ สถาปัตยกรรมแห่งความหลัง ความทรงจำของอารยธรรมและประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี องค์ประกอบที่ว่า ทำให้ที่นี่ กลายเป็นต้นตอของศิลปะ วัฒนธรรมและความหลากหลายของภาษา

หลายคนอาจไม่ชอบอินเดียเพราะความสะอาดและสุขอนามัยที่ยังไม่ได้มาตรฐาน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวหลายคน นั่นเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพื่อแลกกับประสบการณ์ในการได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของศิลปะและเสน่ห์ในความเรียลของวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยสีสัน ชีวิตชีวาในต่างแดน

นอกจากอนุสรณ์สถานแห่งความรัก ‘ทัชมาฮาล’ แห่งเมืองอัคราแล้ว ขอแนะนำอีกหนึ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่ต่ำกว่า 300 ปีและมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ ชัยปุระ (Jaipur) หรือจัยปูร์ เมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่งรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่ได้ฉายาว่า ‘มหานครสีชมพู’

 

พระราชวังและป้อมปราการบนเนินเขา

พระราชวังและป้อมปราการบนเนินเขา

 

ที่มาที่ไปเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1876 ในรัชสมัยของมหาราชาสวาอี ราม สิงห์ เมื่อครั้งที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งเวลส์ เสด็จเยือนชัยปุระอย่างเป็นทางการ จึงให้ทาสีอาคารบ้านเรือนต่างๆ ในเมืองเป็นสีชมพูเพื่อต้อนรับ แอละยังคงไว้จนถึงปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของชัยปุระไปโดยปริยายนั่นเอง

ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องการวางผังเมืองอย่างสวยงาม โดยแบ่งผังเมืองเป็น 9 ส่วนเท่าๆ กันแบบตารางหมากรุก ให้ 2 ส่วนเป็นที่ตั้งของพระราชวังและสถานที่ราชการต่างๆ ส่วนอีก 7 ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป และมีทางเข้าออกผ่านประตูเมือง 7 แห่ง

เมืองแห่งนี้จึงและงดงามด้วยพระราชวังและป้อมปราการ ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมทองคำของการท่องเที่ยวอินเดียเช่นเดียวกับ เมืองเดลีและเมืองอัครา ซึ่งมหานครสีชมพู 'จัยปูร์' ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 7 ของประเทศอินเดีย

  ขี่ช้างขึ้นพระราชวังแอมเบอร์

ขี่ช้างขึ้นไปชมพระราชวังแอมเบอร์บนเนินเขา

  พระราชวังในป้อมปราการบนเนินเขา

หนีความวุ่นวายของการจราจลในเมืองตอนเช้าๆ มาราว 11 กิโลเมตร บรรยากาศรอบๆ เริ่มเข้าสู่เริ่มเข้าสู่กลิ่นอายของชนบท การเราเดินทางไปมายัง ‘พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ต’ (Amber Fort) อีกรากฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองชัยปุระ ที่โดดเด่นอยู่บนเนินเขาเหนือ ทะเลสาบเมาตา (Maota) คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

เมื่อเริ่มเห็นแนวของกำแพงสีน้ำตาลอมเหลือง ราวกับกำแพงเมืองจีน เป็นอันว่าหมุดหมายของเราอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ความอลังการของพระราชวังแห่งนี้ เริ่มตั้งแต่กำแพงเมืองที่ล้อมรอบถึง 4 ชั้น ทั้งใหญ่และแน่นหนา มีความยาวกว่า 13 กิโลเมตร เป็นสถาปัตยกรรมต้นแบบที่ผสมผสานศิลปะฮินดูและศิลปะราชปุตอย่างลงตัว สร้างโดยมหาราชา มาน สิงห์ที่ 1 ซึ่งใช้เป็นที่ประทับของราชปุตมหาราชาและพระราชวงศ์

ด้วยความที่เป็นพระราชวังบนเนินเขา การเดินทางขึ้นไปจึงต้องขี่ช้างและรถจิ๊ป หรือใครสะดวกเดินก็ไม่ขัด ซึ่งสำหรับทริปนั้นเรานี้ขอเลือกนั่งสวยๆ บนหลังช้าง เสพวิวมุมสูงระหว่างทางก็แล้วกัน ...ต้องบอกว่ายิ่งขึ้นมาสูงวิวยิ่งสวยจนลืมกลัวความสูงไปเลย

 

พระราชวังแอมเบอร์

พระราชวังแอมเปอร์

 

จากบนยอดเขาของ ‘ป้อมแอมเบอร์’ จะมองเห็นวิวทะเลสาบเมาตา (Maota) ไกลสุดสายตา ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่หล่อเลี้ยงพระราชวังแอมเบอร์ในอดีต นั่นทำให้ระบบการจัดการน้ำเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่ และยังมองวิวนครสีชมพูได้ราวกับมีเลนส์ไวด์รับภาพมุมกว้าง

ภายในพระราชวัง เต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะผนัง ประตู ระเบียง ห้องหับต่างๆ หรือแม้กระทั่งสวนที่อยู่ภายในหระราชวัง พระตำหนักและพระที่นั่งต่างๆ ซ่อนตัวอยู่ภายในกำแพงเมือง 4 ชั้น สร้างจากหินทรายสีแดงและหินอ่อน ช่างเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว

หากเดินขึ้นไปเหนือป้อมแอมเบอร์ จะพบกับ ‘ป้อมชัยครห์’ (Jaigarh fort) ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาชีลกาทีลา ส่วนหนึ่งของเทือกเขาอะระวัลลี ยังนิยมเรียกกันว่า ‘ป้อมแห่งชัยชนะ’ ในป้อมแห่งนี้เป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ 'ชัยวนา' (Jaivana) ที่หนักถึง 50 ตัน ทั้งสองป้อมนี้เป็นปราการหลักในการตั้งรับข้าศึก และเมื่อจวนตัวต้องถอยก็สามารถหลบหนีผ่านทางเชื่อมใต้ดินที่สร้างไว้เป็นทางลับ

 

city palace

มุมสูงของซิตี้ พาเลซ

  พระราชวังสามฤดู

หลังออกจากพระราชวังแอมเบอร์ ระหว่างทางเข้าสู่ตัวเมืองชัยปุระจะมี สถาปัตยกรรมกลางน้ำ ล้อมรอบด้วยทะเลสาบมันสกา (Man Sagar) และมีเทือกเขานหาร์การห์เป็นฉากหลัง นั่นคือ ชัล มาฮาล (Jal Mahal) หรือ พระราชวังฤดูร้อน สร้างด้วยหินทรายสีแดง ถูกออกแบบมาเพื่อการพักร้อนของเหล่าราชวงศ์ ซึ่งจริงๆ แล้วพระราชวังแห่งนี้เป็นอาคาร 5 ชั้น แต่เมื่อทะเลสาบมีระดับน้ำสูงจึงเหลือเพียงชั้นบนสุด ที่ยังคงมองเห็นเหนือน้ำ และกระทบกับแสงอาทิตย์สะท้อนกับเงาของผืนน้ำ เป็นภาพที่สวยงามชวนชวนให้คิดถึงอินเดียอีกครั้ง

เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองชัยปุระ ความเปลี่ยนแปลงแรกที่เห็นได้ชัดคือ อาคารบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยสีชมพู ความคึกครื้นของผู้คนทั้งนักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ขาย รวมถึงรถราที่บีบแตรกันอย่างคึกคัก แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ได้อย่างกลมกลืนคือ บรรดาฝูงวัวแพะและอูฐ ราวกับกำลังอยู่ในสวนสัตว์ขนาดย่อมๆ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาและสีสันในอีกสไตล์หนึ่ง เช่นเดียวกับการเดินชมความงดงามของวัดพระแก้วในบ้านเรา

 

city palace 2

city palace 3

ซิตี้ พาเลซ หรือพระราชวังฤดูหนาว

 

จากนั้นเดินเข้าไปสำรวจความเป็นมหานคตรสีชมพูกันอีกสักหน่อยที่ City Palace พระราชวังฤดูหนาว หรือเรียกอีกอย่างว่า พระราชวังหลวง สร้างด้วยหินแกรนิต และหินอ่อน ในปีค.ศ.1797 มีชื่อเสียงเรื่องงานจิตรกรรมฝาผนัง ลายผนังกระเบื้องในพระราชวังผสมผสานทั้งงานแกะสลักและงานตกแต่งแก้วสี มีสวนและพระตำหนักมากมาย ประกอบไปด้วย 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนพระราชวัง, พิพิธภัณฑ์ สวัย มาน ซิงห์ ที่รวบรวมสมบัติของพระราชวงศ์, ส่วนแสดงชุดศึกสงคราม, งานศิลปะ ภาพวาด และรูปถ่าย นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นพระราชวัง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่พำนักของผู้สืบเชื้อสายมหาราชาเมืองชัยปุระ

นอกจากพระราชวังจะเต็มไปด้วยสีชมพูแล้ว ที่นี่ยังมี Private Zone ที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเข้าชม เป็นห้องสีฟ้าที่ชื่อว่า 'บลูพาเลซ' อยู่ด้านบนสุดของพระราชวังและมองเห็นวิวเมืองชัยปุระแบบ 360 องศา

  blue palace

city palace 4

ภายในพระราชวังซิตี้ พาเลซ

 

ปัจจุบันส่วนหนึ่งถูกนำมาดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แสดงทรัพย์สมบัติของอดีตมหาราชาและมเหสี ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์ของใช้ รวมถึงภาพวาด ภาพถ่าย บอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของกษัตริย์ในยุคนั้น นอกจากนี้ยังมีร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านหนังสือ เครื่องประดับ และร้านอาหาร

ด้านข้างของ City palace ก็ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญไม่แพ้กัน เรียกว่า 'จันทร์ มาตาร์' (Jantar Mantar) ครั้งอดีตเคยใช้เป็นหอดูดาวที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในอินเดีย เป็นที่รวมประติมากรรมคลาสสิกรูปทรงเรขาคณิตขนาดใหญ่หลายแบบ

  ฮาวา มาฮาล พระราชวังแห่งสายลม

ฮาวา มาฮาล หรือพระราชวังสายลม

ก่อนที่แสงจากดวงอาทิตย์จะลาลับต้องจัดเวลาเราไปเดินชม พระราชวังสายลม (Hawal Mahal) สร้างในปีค.ศ.1799 โดยมหาราชา สะวาย ประธาป สิงห์ ถอดแบบมาจากรูปทรงของมงกุฎพระนารายณ์ เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียผสมโมกุล

เป็นลักษณะอาคาร 5 ชั้น ที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพูอมแดง เมื่อกระทบกับแสงของดวงอาทิตย์จะออกเป็นสีชมพูอมส้ม และมีรูปร่างคล้ายรวงผึ้ง เป็นช่องหน้าต่างบานเล็กๆ ตกแต่งด้วยลายฉลุมากถึง 953 บาน สำหรับให้นางในวังมองดูเห็นชีวิตผู้คนภายนอก ว่ากันว่าพระราชวังสายลมแห่งนี้ เคยเป็นฮาเร็มของมหาราชามาก่อน

จุดที่สวยที่สุดคือร้านอาหารฝั่งตรงข้ามฮาวา มาฮาล แนะนำคาเฟ่ Wind View Cafe และ The Tattoo Cafe สองร้านนี้อยู่ติดกันและจะได้ภาพคู่กับฮาวามาฮาลในมุมสูง เหมาะแก่การนั่งดินเนอร์ชมพระราชวัง มองดูวิถีชีวิตผู้คน พร้อมกับโบกมือลาแสงสุดท้ายของไปแบบฟีลกู๊ด

 

  วิถีริมทางอินเดีย

วิถีริมทางของคนอินเดีย

  แดนภารตะในยุคโควิด

แม้ว่าปี 2020 จะมีส่วนให้ความงามของสถาปัตยกรรมถูกปกคลุมด้วยฝุ่นพิษ PM 2.5 และลากยาวมาในวิกฤตที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับโควิด-19 พรมแดนที่เคยเชื่อมถึงกันก็ถูกปิดกั้น มาตรการปิดประเทศถูกนำมาใช้ในการควบคุมโรคระบาดมากว่า 50 วันแล้ว และขยายจากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาให้ยาวไปอีก เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะทะลุ 19 แสนคนหมื่นราย แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

รัฐบาลอินเดีย ใช้มาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการระบาด รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนงดการเดินทางไปประเทศอิตาลี อิหร่าน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น หากเป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงจะเดินทางเข้าประเทศต้องเขียนแบบฟอร์มสุขภาพ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ให้ชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ และติดตามหากพบว่ามีการติดเชื้อ มาตรการนี้ใช้กับนักท่องเที่ยวไทยที่นิยมเดินทางไปแสวงบุญปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 คน เช่นเดียวกัน 

 

Japur, india

 

น่าเสียดายที่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้อให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางไปไหน แม้หลายคนจะปักหมุดไว้แล้วก็ตาม เพราะหรือแม้แต่โดยเฉพาะอินเดียเองที่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ อินเดียได้จะจัดแคมเปญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นการเดินทางมาผจญภัยในดินแดนภารตะมากขึ้น

ด้วยการแจกรางวัลนักท่องเที่ยว ลดค่าวีซ่า พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยมีเงื่อนไขว่า นักท่องเที่ยวต้องเดินทางเดินมาอินเดียจากประเทศของตนเองและไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยว 15 แห่งของอินเดียภายใน 1 ปี พร้อมรูปยืนยัน ซึ่งแคมเปญนี้จะมีระยะเวลายาวถึงปี 2022 แต่ก็ต้องงดไปเช่นเดียวกัน

หวังว่าหลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป อินเดียจะสามารถฟื้นตัว เปิดรับนักท่องเที่ยวให้ได้ไปชมสิ่งมหัศจรรย์ทันฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ที่อากาศเย็นสบาย มีอากาศเย็นสบายอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 15 -18 องศาเซลเซียส "แล้วพบกัน...นมัสเต"