สถานการณ์ไวรัสระบาดครั้งนี้ กำลังนำไปสู่วิกฤตการณ์ครั้งต่อไปที่ชื่อว่า ‘ขยะล้นเมือง’
ที่ผ่านมา ‘พลาสติก’ มักตกเป็นจำเลยในปัญหาสิ่งแวดล้อมเสมอ ทั้งเป็นหนึ่งในตัวการโลกร้อน คร่าชีวิตสัตว์ทะเล ยิ่งสะสมในธรรมชาตินานเท่าไร ยิ่งทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากเท่านั้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ไวรัสระบาดเช่นนี้ เนื่องจากพลาสติกเป็นส่วนประกอบสำคัญทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นกระบอกสูบของเหลว อุปกรณ์ชุดตรวจต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
นั่นเท่ากับว่า ยิ่งโรคระบาดกินเวลานานเพียงใด ขยะพลาสติกทางการแพทย์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คนมีแนวโน้มติดความสะดวกสบายจากบริการส่งของเดลิเวอรี่แบบถาวร ทำให้บรรดาร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ เร่งทรานฟอร์มเข้าสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และนั่นหมายถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ถูกหยิบมาใช้มากขึ้นด้วย
หากยังจำกันได้... วันที่ 1 มกราคม นับเป็นการเริ่มต้นปี 2563 พร้อมๆ กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รัฐออกมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วตามห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และยังคงรณรงค์ให้ประชาชนยืดอกพกถุงผ้ากันเช่นเคย แล้วในสถานการณ์เช่นนี้เราจะบาลานซ์สุขอนามัยไปพร้อมๆ กับปลุกจิตสำนึกรักษ์โลกได้อย่างไร หาคำตอบไปพร้อมๆ กัน ผ่านสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา : Institute of Public Policy and Development (IPPD) ที่จัดเสวนาออนไลน์ในซีรีส์ ‘ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ตอน คนไทยรักษ์โลกแค่ไหน? พลาสติก ไวรัส หรือใครที่ทำร้ายโลก?’
วิกฤตขยะพลาสติก
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 1959 ราวๆ 61 ปีมาแล้วที่ถุงพลาสติกได้เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักของการคิดค้นที่ว่า เพื่อแก้ปัญหาการตัดไม้มาผลิตถุงกระดาษ ลดการใช้ถุงกระดาษโดยผลิตถุงพลาสติกมาทดแทนนั่นเอง แต่ความจริงที่โลกเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้คือ ‘วิกฤตขยะพลาสติก’
บุษบา คงปัญญากุล หัวหน้า Design & Testing Lab สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา อธิบายโดยอิงจากข้อมูลขององค์กรการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรนานาชาติประเทศสวิตเซอร์แลนด์ IUCN ล่าสุด (2020) ที่เผยว่า พลาสติกถูกผลิตขึ้นมา 450 ล้านตันต่อปี หลุดรอดออกสู่ทะเลถึง 12 ล้านตันต่อปี ซึ่งระบุใน UNEP เช่นกันว่า หากปัญหานี้ไม่ได้รับการจัดการแก้ไข ในปี 2050 จะมีพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในทะเลเสียอีก ซึ่งประเทศไทยมีปริมาณขยะหลุดรอดลงทะเลอันดับ 6 ของโลก โดยอันดับหนึ่งคือ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา ตามลำดับ
“ในส่วนที่มาของขยะทะเลมีรายงานระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของต้นกำเนิดของขยะทะเลมาจากกิจกรรมบนบกทั้งนั้น โดยหลุดรอดจากการกำจัดและลมก็พัดพาสิ่งที่เรียกว่าขยะลงสู่แม่น้ำ ลำธาร และลอยทะเลในที่สุด อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือมาจากกิจกรรมในน้ำ เช่น การท่องเที่ยวทางทะเล ธุรกิจประมง ธุรกิจขนส่งสินค้า เป็นต้น”
ปัญหา 'ขยะ' ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรือประมาณปีละ 2 ล้านตัน แต่สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้เพียงเฉลี่ยปีละ 0.5 ล้านตันเท่านั้น เนื่องจากสัดส่วนของการรีไซเคิลขยะยังทำได้ในปริมาณที่น้อย โดยพลาสติกที่รีไซเคิลได้ถูกแบ่งเป็น 7 กลุ่ม คือ PET เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำอัดลม น้ำมันพืช, HTPE เช่น ถุงพลาสติกหูหิ้ว ขวดนม ขวดแชมพู, PVC เช่น ฟิล์มห่ออาหาร ถาดใส่อาหาร ฉลากขวดน้ำ, LDPE เช่น ถุงร้อน ถุงหูหิ้ว ขวดแบบบีบได้, PP เช่น ถุงร้อน กล่องอาหารเข้าไมโครเวฟได้, PS เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำใช้ครั้งเดียวทิ้ง โฟมกันกระแทก, Other ไม่มีชื่อเฉพาะแต่สามารถนำไปหลอมใหม่ได้เช่นกัน
“สัดส่วนการรีไซเคิลของ HTPE ค่อนข้างจะสูงกว่าอีก 6 ประเภท อยู่ที่ 27 เปอร์เซ็นต์ รีไซเคิลเป็นถุงพลาสติกหูหิ้วกับขวดแบบนิ่ม ที่ประเภทอื่นมีสัดส่วนการรีไซเคิลต่ำ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและความคุ้มค่าไม่สัมพันธ์กันเมื่อเทียบกับการใช้ของใหม่ แต่ถ้าเรามีการจัดการแยกได้ดีก็จะถูกส่งต่อไปเป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียวกลับมาใช้ในรูปแบบอื่น รวมถึงปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีตกค้างจากผลิตภัณฑ์ของพลาสติกที่ควรจะนำมารีไซเคิลได้มากกว่านี้ และที่เป็นปัญหาใหญ่อีกอันก็คือการปนเปื้อนเศษอาหาร ที่ทำให้การนำไปรีไซเคิลเป็นเรื่องยากขึ้น”
ขณะเดียวกันวิกฤตโควิด-19 ก็ส่งผลให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่า ขยะประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เนื่องจาก การใช้บริการรับส่งอาหารที่มากขึ้นถึง 3 เท่า ตามที่คนส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้าน และเป็นช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งกรุงเทพมหานครมีขยะอาหาร และขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วเพิ่มขึ้นถึง 1,500 กก.ต่อวัน
ส่งพลาสติกกลับบ้าน
ในแต่ละนาทีมีถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งถึง 2 ล้านใบ โดยเฉลี่ยพบว่า คนไทยผลิตขยะต่อคนต่อวันถึง 1.15 กิโลกรัม ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลก 0.74 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เมื่อพิจารณาถึงการทบทวนสารพัดวิธีการที่ทั่วโลกใช้จัดการขยะพลาสติก ซึ่งหลักๆ มีการรณรงค์งดใช้ การเก็บค่าธรรมเนียม การสนับสนุนวัสดุทดแทน ไปจนถึงการออกกฏหมายควบคุม โดยการจัดการอาจไม่ได้คำนึงถึงวงจรพลาสติกตั้งแต่ผลิต จำหน่าย ใช้ และกำจัด บางประเทศมีการแบนถุงพลาสติกเพียงบางประเภท รวมถึงมีข้อยกเว้นบางประการ บางประเทศไม่มีการพูดถึงการควบคุมการผลิตในปริมาณที่ชัดเจน
นักวิชาการ IPPD เล่าถึงการจัดการกับถุงพลาสติกของ 3 ประเทศ อย่างจีน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งจีนใช้มาตรการรณรงค์/ขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกเมื่อปี 2551 และเริ่มมีการใช้กฎหมายควบคุม โดยมีบทลงโทษ มาตรการทางภาษี การเก็บค่าธรรมเนียมด้วย อินโดนีเซียเองที่มีขยะเล็ดรอดสู่ทะเลมาเป็นอันดับสองก็เริ่มมีมาตรการดังกล่าวตามรอยจีนในปี 2559 ในขณะที่ไทยเพิ่งจะเริ่มรณรงค์ในปีนี้เอง และมีเพียงมาตรการทางภาษีเท่านั้น
ยกตัวอย่างมาตรการลดขยะของร้านสะดวกซื้อ (7-11) ตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ทำโครงการลดใช้ถุงพลาสติกทำมาตั้งแต่ปี 2550 รณรงค์ชุมชน ตลาดสด โรงเรียน เครือข่ายมหาวิทยาลัยและพื้นที่โรงพยาบาล และเกิด 'โครงการลดวันละถุงคุณทำได้' ในปีต่อมา จากรายงานความยั่งยืนของซีพีออล์ปรากฏว่า ในปีนั้นสามารถลดถุงพลาสติกได้ถึง 154 ล้านใบ ต่อเนื่องในปี 2562 ลดถุงได้ 998 ล้าน ซึ่งในปีนี้ (1 ม.ค.-31 มี.ค.) ลดได้ทั้งหมด 730 ล้านใบ และแม้วิกฤตโควิดเช่นนี้ส่งผลให้การใช้บริการเดลิเวอรี่เพิ่มมากขึ้นถึง 35 เปอร์เซ็นต์ แต่ 7-11 ไม่พบผลกระทบการใช้ถุงพลาสติกเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีฟีเจอร์ใช้งานให้เลือก ‘ไม่รับถุง’ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคแล้วว่าจะสามารถลดขยะจากการใช้บริการเดลิเวอรี่ได้สักวันละชิ้นหรือไม่
อีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่เป็นแนวทางรับมือวิกฤตขยะจากโควิด-19 จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย(TRBN) ‘ส่งพลาสติกกลับบ้าน’ เพื่อฝึกวินัยแยกขยะจากต้นทางในบ้าน ลดความเสี่ยงให้พนักงานเก็บขยะ พร้อมส่งขยะพลาสติกและวัสดุอื่นๆ เข้าสู่ระบบรีไซเคิลหรืออัพไซเคิล ลดปริมาณขยะและทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นไปได้จริง โดยช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้จะเปิดโมเดลนำร่องระบบการเรียกคืนขยะพลาสติกบนถนนสุขุมวิท ซึ่งใช้พื้นที่ห้างเทสโก้ โลตัส สาขาอ่อนนุช และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ ฯลฯ เป็นจุดรับขยะพลาสติกสะอาดและแห้งจากผู้บริโภค
ไวรัสเปลี่ยนพฤติกรรมคน?
เสียงสะท้อนของภาคประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว จากผลสำรวจออน์ไลน์ทั้ง 763 คน โดย IPPD ปรากฏว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เนื่องด้วยก่อนหน้าจะมีมาตรการดังกล่าวพฤติกรรมของคนไทยเริ่มเปลี่ยนมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คนส่วนใหญ่ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมไม่รับถุงมาก่อนจะมีมาตรการเสียอีก ทำให้เปอร์เซ็นต์ของการไม่รับถุงเลยเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนของการรับถุงพลาสติกทุกครั้งก็ลดลงเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ที่ผ่านจึงเกิดไวรัลแฟชั่นรักษ์โลกอยู่ช่วงหนึ่ง ปลุกความครีเอทสารพัดสิ่งของทดแทนเมื่อต้องไปซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นกระสอบปุ๋ย ตระกร้า ถัง กะละมัง หม้อ เหล่านี้คือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป แต่ในสถานการณ์ไวรัสระบาด สุขอนามัยกลายมาเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกในการใช้ชีวิต ทำให้พฤติกรรมการใช้พลาสติกของคนเปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยที่ 62 เปอร์เซ็นต์ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น และ 54 เปอร์เซ็นต์สั่งอาหารเดลิเวอรี่เพิ่มมากขึ้นราว 5 ครั้งต่อสัปดาห์
ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ผู้อำนวยการโครงการ Industrial Liaison Program (ILP) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงหลังจากปลดล็อคดาวน์ที่ทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตปกตินั่นคือ การจัดการกับ ‘ขยะ’ เนื่องด้วยมีบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้นเท่าตัว ถ้าดูที่ plastic bags และ e-commerce เพิ่มขึ้น 40-50 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายของผู้ผลิต, food packaging 10 เปอร์เซ็นต์, biodegradable food packaging 30 เปอร์เซ็นต์
ในช่วงล็อคดาวน์ขยะรวมในประเทศอาจจะน้อยลง เนื่องจากกิจกรรมในสังคมลดลง แต่สื่งที่เกิดขึ้นคือขยะย้ายแหล่งจากกิจกรรมภายนอกมาอยู่ที่บ้านแทน โดยเป็นขยะพลาสติกที่สูงขึ้น ซึ่งหลายประเทศประกาศยกเลิกห้ามใช้ถุงพลาสติกที่ใช้ซ้ำได้ หรือแม้แต่มีการขยับวันเริ่มต้นมาตรการงดใช้ถุง ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร กลายเป็นว่าที่พยายามใช้วัสดุทดแทนหรือลดการใช้ถุงพลาสติกมันกำลังจะสูญเปล่า และกลับไปสู่จุดเริ่มต้นการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรค
“ถ้าเราอยากจัดการขยะในบ้านเพื่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนชัดเจนขึ้นนั้น เริ่มต้นด้วยปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติก ลดการใช้ ใช้ซ้ำ และสิ่งแรกที่ควรแยกขยะก่อนก็คือ หน้ากากอนามัย เพื่อที่มันจะถูกนำไปจัดการได้อย่างถูกต้องและลดการปนเปื้อน แยกขยะแห้งพวกกล่องกระดาษหรือพลาสติกแห้ง แยกเศษอาหาร แยกบรรจุภัณฑ์ที่ปนเปื้อนอาหารหลังจากแยกอาหารแล้วล้างน้ำสักเล็กน้อย และสุดท้ายก็จะเหลือเป็นขยะทั่วไปที่ทิ้งในถังทั่วไป การทำเช่นนี้จะทำให้กลับเข้าไปวนอยู่ในลูปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งให้ผลบวกในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดทรัพยากรที่ต้องใช้” ดร.ณัฐวิญญ์ ทิ้งท้าย
มาตรการปิดเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีตัวกลาง กลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์และจำเป็นอย่างมากในวิกฤตรอบนี้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรี่และชอปปิ้งออนไลน์ ทว่าขณะที่แพลตฟอร์มเหล่านี้สร้างมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย อีกด้านก็ได้เพิ่มปริมาณขยะให้กับโลกของเราเช่นกัน






