เยือน ยล ศิลป์ ถิ่นเมืองลอง

ความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรม มรดกตกทอดจากอดีตมายังปัจจุบันของผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในล้านนา
การท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ อาจต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ความงามในศิลปะที่เคยได้เห็นได้สัมผัสยังคงตราตรึงเหนียวแน่นอยู่ในความรู้สึกมิรู้ลืม ควรนำผลงานสร้างสรรค์ที่งดงามเปี่ยมคุณค่าผ่านกาลเวลาเหล่านั้นมาเผยแพร่ให้ได้ชมกัน ด้วยว่าเวลาเดินทางของคนส่วนใหญ่มีน้อยนิด ไม่อาจได้พินิจพิเคราะห์ศิลปะได้อย่างที่ใจต้องการ
เมื่อพูดถึงภาคเหนือ หรือประวัติศาสตร์ล้านนา คนมักจะนึกถึงเมืองใหญ่ๆ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน แต่ทว่า ยังมีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ที่มีความสำคัญไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ นั่นก็คือ เมืองลอง
- เมืองหน้าด่านของล้านนา
เมืองลอง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแพร่ ในอดีตเป็นเมืองหน้าด่าน ระหว่างสุโขทัยกับล้านนา ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 โดยชาวลัวะ ในเมืองมีการถลุงแร่โลหะ ดึงดูดให้คนชาติอื่นเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยจนเกิดการผสมผสานอารยธรรมระหว่างกลุ่มลัวะกับกลุ่มเม็งล้านนาขึ้น เป็นเมืองที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่เหล็ก ทองแดง เงิน มีสถานะขึ้นอยู่กับเมืองลำปาง แต่ก็มีเมืองขึ้นของตัวเองด้วยคือ เมืองต้า เมืองตรอกสลอบ เมืองช้างสาร
เมื่อดูตาม ตำนานพระธาตุแหลมลี่ บอกไว้ว่า เมืองลองมีมาก่อนพุทธกาล สมัยพระพุทธเจ้าพระชนมายุ 65 พรรษาได้เสด็จมาที่เมืองนี้พร้อมด้วยพระอรหันต์ แล้วตรัสว่าเมืองนี้ชื่อ 'กุกุฎไก่เอิก' (เมืองไก่ขัน) ล่วงมาพุทธศักราช 1078 พระนางจามเทวี พระราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้ พระมเหสีของพระยารามัญผู้ครองเมืองอยุธยา (เมืองรามบุรี) ได้เสด็จมาครองเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) โดยนำพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย เสด็จมาทางชลมารค แทนที่จะขึ้นไปตามลำน้ำปิง กลับแยกไปทางลำน้ำยม มาขึ้นบกที่บ้านปากลอง (หมู่ที่ 5 ต.ปากกาง) จนมีการถกเถียงกันเรื่องเส้นทาง พระนางจามเทวีตรัสว่า ลองขึ้นไปก่อนเถอะ คำว่า ลอง จึงถูกนำมาเรียกชื่อเมืองนี้ว่า เมืองลอง พระนางจามเทวีได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นที่ห้วยอ้อ (วัดศรีดอนคำในปัจจุบัน) ด้วย
พุทธศักราช 1824 พระเจ้าเม็งราย ผู้ครองเมืองเชียงราย ทำสงครามรบชนะเมืองต่างๆ ในล้านนาและเมืองลอง เปลี่ยนชื่อเมืองลองเป็น เมืองเชียงชื่น ต่อมา พุทธศักราช 2134 พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ลำปาง เมืองลอง จากนั้นปีพ.ศ.2432 เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน ก็ตกเป็นเมืองประเทศราชของสยาม เจ้านายบุตรหลานถูกลดบทบาทจากเจ้าชีวิตมาเป็นเพียงข้าราชการรอรับคำสั่งจากส่วนกลาง มีการเก็บภาษีมากขึ้นจนผู้คนทนไม่ไหว เกิด กบฏเงี้ยว ขึ้น แล้วถูกปราบปรามไปในที่สุด วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 เมืองลองถูกโอนมาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแพร่
ผู้ใดที่ได้มาเที่ยวเมืองลอง จะต้องมาสักการะ วัดพระธาตุศรีดอนคำ ที่มีอายุกว่า 1,400 ปี มาไหว้ พระธาตุศรีดอนคำ ที่บรรจุพระอุรัฐิ (กระดูกหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า ไหว้ พระเจ้าพร้าโต้ ที่สร้างโดยช่างฝีมือชาวพุทธล้านนา ศิลปะพื้นบ้านแบบลัวะผสมกับศิลปะเชียงรุ้ง สร้างจากไม้แก่นจันทน์ เป็นพุทธลักษณะที่มีองค์เดียวในโลก โดยใช้มีดพร้า มีดอีโต้ สร้างเสร็จภายในวันเดียว ตามความเชื่อของล้านนา การสร้างพระพุทธรูปเสร็จภายในวันเดียวก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ว่าจะสร้างด้วยวัสดุอะไรก็ตามจะเรียกว่า พระเจ้าทันใจ
พระเจ้าพร้าโต้ มีทั้งหมด 5 องค์ อยู่ที่วัดศรีดอนคำ 2 องค์ (องค์ใหญ่ที่สุดกับองค์เล็กสุด) ส่วนอีก 3 องค์ กรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ไร่แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย หนึ่งองค์ อัญเชิญไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์วัดหลวง อ.เมืองแพร่ หนึ่งองค์ แล้วก็ถูกขโมยไปหนึ่งองค์ ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์พระเจ้าพร้าโต มีพระแกะสลักจากไม้อีกกว่า 1,000 องค์ที่เกิดจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่สร้างแล้วนำมาถวายไว้ที่วัด
ที่สำคัญ จะต้องมาชม ระฆังลูกระเบิด ที่มาของคำกล่าว แพร่แห่ระเบิด ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีระเบิดถูกทิ้งลงมามากมาย แต่มีบางลูกไม่ระเบิด ชาวบ้านจึงช่วยกันแบกหามใส่เกวียนนำไปถวายวัดเพื่อทำเป็นระฆัง เมื่อขบวนผ่านไปที่ใด ผู้คนที่สงสัยก็ถามไถ่ จนเกิดเป็นคำพูดว่า แพร่แห่ระเบิด มาตั้งแต่นั้น
- รากเหง้าคนเมืองลอง
ความเป็นอยู่ของชาวล้านนา มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์อยู่ที่การแต่งกาย เสื้อผ้าที่ทอด้วยผ้าไหมและผ้าฝ้าย เป็นงานฝีมือที่ประณีตสวยงาม ที่โด่งดังได้รับการกล่าวขานรู้จักกันดีคือ ผ้าซิ่นตีนจกเมืองลอง เกิดจากการผสมผสานระหว่างผ้าซิ่นตีนจกท้องถิ่นเมืองลองกับเมืองลำปาง แล้วยังมีการผสมผสานกับผ้าซิ่นตีนจกเมืองเชียงแสนในพุทธศตวรรษที่ 24 อีกด้วย
เราเดินทางไปที่ พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ ของปราชญ์ท้องถิ่น อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ผู้สะสมผ้าโบราณ ผ้าซิ่นตีนจก ผ้าซิ่นไหม ผ้าซิ่นทองคำ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี นำมาจัดแสดง เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เป็นศูนย์เทคโนโลยีพื้นบ้านสาขาสิ่งทอ ของ จ.แพร่ แล้วยังเปิดให้ชมฟรี อ.โกมล นำชมด้วยตัวเอง กล่าวว่า
“เด็กส่วนใหญ่สมาธิสั้น ถ้าเขียนคำบรรยายก็ไม่อ่าน คนไทยชอบฟังเรื่องเล่า เราก็ทำเป็นเรื่องเล่าให้เด็กฟัง แรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตา 10 กว่าตัวของหลานสาว เราตัดเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาใส่ในสเกลผ้าเท่ากับคนจริง ตัวที่อยู่กับตู้ไปรษณีย์จะเป็น ผ้าหาดเสี้ยว ที่อยู่กับตัวอวตารเป็น ผ้าไทลื้อ ส่วนที่อยู่กับพี่เบิร์ดธงไชยเป็น ผ้าซิ่นโบราณ แล้วก็มีซุปเปอร์แมน สไปเดอร์แมน เพื่อให้เด็กจดจำได้ง่ายขึ้น”
เมื่อเดินขึ้นไปที่ห้องข้างบน จะพบกับภาพเขียนจิตรกรรม โดยศิลปินยุคสมัยกลุ่มเดียวกับวัดภูมินทร์ จ.น่าน ที่วาดภาพ 'กระซิบรัก' แต่ที่นี่มีภาพ 'อีนางสีเวย' ผู้หญิงที่ทำอะไรคล่องตัว เหน็บดอกสลิด (ดอกขจร) วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 บ่งบอกเวลาอายุของผ้าซิ่นนางสีเวยได้ว่ามากกว่า 200 ปี นอกจากนี้ยังมีภาพวิถีชีวิตชาวเหนือ คลอดลูก อยู่เรือน ไว้ทุกข์ จะสังเกตได้ว่าจะไม่นุ่งขาวดำ แต่นุ่งเสื้อผ้าใหม่สีสดใส เพื่อให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์ มีภาพผู้หญิงนุ่งซิ่นตีนจกสีแดง ยืนร้องไห้ สยายผม ไม่มวยผม เป็นเอกลักษณ์ของล้านนาที่ชัดเจน เราเดินต่อไปยังห้องเก็บรวบรวมผ้าซิ่นโบราณที่สะสมไว้
“นี่คือผ้าของเจ้าหญิงเชียงตุง ทอด้วยทองคำ มีอายุ 200 ปีขึ้นปี เป็นแรงบันดาลใจของนักประพันธ์แต่งละครให้นางเอกนุ่งผ้าผืนนี้ แล้วมีพระเอกเล่นดนตรีพิณเปี๊ยะ เช่น ละครเรื่อง รอยไหม เจ้านาง รากนครามีการจำลองผ้าผืนนี้ไปถ่ายในละครอย่างเหมือนเป๊ะ ผ้าซิ่นตีนจกทั้งหมดเก็บไว้ในกล่องกันแมลง ทำด้วยไม้ไผ่เคลือบด้วย ยาง รัก ชาด เรียกว่า ปุงผ้า เป็นภูมิปัญญาของชาวเวียดนาม ญี่ปุ่น จีน ไทย(ล้านนา) ที่สร้างสรรค์สิ่งนี้ไว้
คนล้านนามีความเชื่อว่า ผ้าผืนหนึ่งคือ มนุษย์คนหนึ่ง มีหัว มีตัว มีตีน หัวคือขาวกับแดง ตัวคือลายขวางทั้งหมด ล่างสุดเรียกว่า ตีนซิ่น ผืนนี้มีเทคนิคการทอแบบจกเส้นฝ้ายขึ้น ก็เลยกลายเป็นซิ่นตีนจก ตามทฤษฎีสากลบอกว่านุ่งผ้าลายขวางแล้วจะอ้วนเตี้ย แต่คนล้านนาเวลานุ่งผ้าลายขวางแล้วจะสวยหมด เพราะว่าตีนผ้าซิ่นล้านนา ที่ถูกสูตรจะต้องครึ่งต่อครึ่งต้องเป็นสีแดงเท่านั้น แล้วสีแดงของตีนซิ่นต้องเป็นสีแดงที่แมทช์กัน แดงคือหนึ่งแม่สีที่แรงสุด จะดึงตาเราขึ้นลง พอผ้าซิ่นไปถูกตัดอย่างนี้ เขาก็เลี่ยงใช้ลายขวาง นี่คือเทคนิค”
และที่สำคัญ ผ้าซิ่นของอำเภอลองจะมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครคือ “ทุกผืนจะมีลายเซ็นของคนทออยู่ เรียกว่า หมายซิ่น ส่วนลวดลายผ้าเกิดจากจินตนาการจากธรรมชาติใกล้ตัว เช่น ใบไม้ โคม ลายเครือกาบหมาก (สร้อยดอกหมาก) สมัยโบราณเกือบจะชั่วชีวิตของคนทอได้ผ้าแค่ผืนเดียว ปัจจุบันเร็วสุดเทคนิคเดิมคือ 3 เดือน แล้วเร็วสุดเทคนิคใหม่ 7 วัน”
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ระบบเจ้านายถูกล้มเลิก ผ้าที่เจ้านายเคยใช้ ชาวบ้านไม่กล้าใช้ ก็จะเอาผ้าพวกนี้มาแทนเป็นแม่โพสพ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะเชิญผ้าพวกนี้ขึ้นยุ้งข้าวก่อน ในอดีต การแต่งกายนุ่งผ้าซิ่น โอกาสทั่วไปจะนุ่งซิ่นดำซิ่นแดง ถ้าเป็นงานบุญงานกุศลจะนุ่งซิ่นที่มีลายจก แต่ถ้าเป็นเจ้านายจะนุ่งซิ่นไหมยกด้วยไหมเงินไหมทอง แต่ปัจจุบันใช้ทุกโอกาสที่มีงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม อ.โกมล พาไปอีกห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยผ้าซิ่นตีนจกมากมาย
“ในห้องนี้จะมีผ้าตีนจกจากแหล่งต่างๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ คนทอจะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไทยโยนก กับ กลุ่มลาว ถ้าอยากทราบว่าใครเป็นไทยเป็นลาว ให้ดูตอนนั่งทอผ้า ถ้าเป็นไทยโยนกจะทอผ้าทางปิ้น คือทอผ้ากลับด้าน ลายที่ถูกต้องอยู่ด้านล่าง ลายผิดอยู่ด้านบน ลายจะเนี๊ยบ นุ่งได้สองด้าน แต่ถ้ากลุ่มลาว ด้านบนจะสวย ข้างหลังจะยุ่งเหยิงนิดหนึ่ง ปัจจุบันคนที่นี่(คนเมืองลอง) ทำทั้งสองอย่าง ถ้าราคาแพงจะทำแบบไทยโยนก ถ้าขายเพื่อการตลาดถูกลงนิดหนึ่งก็เป็นแบบลาว ผืนที่เห็นนี้คือผ้าฝีมือการปักของเจ้าบัวไหล ชายาคนสุดท้ายของเจ้าหลวงเมืองแพร่ เป็นผ้าห่อคัมภีร์ ดิ้นเงินดิ้นทองเอามาจากฝรั่งเศส เลื่อมมาจากอินเดีย”
- เมืองลอง ไม่รองใคร
เมืองลองในอดีตอยู่กันอย่างสงบสุขเรียบง่าย พลันเปลี่ยนไป เมื่อมีเส้นทางรถไฟตัดผ่าน สภาพสังคม เศรษฐกิจ เริ่มปลี่ยนจากการค้าขายทางน้ำทางบก มาใช้ทางรถไฟแทน เพราะรวดเร็วกว่ามาก การปลูกข้าวแบบพอพอเพียงเปลี่ยนมาปลูกเพื่อส่งออก เกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย มีการแปรรูปไม้แผ่นส่งขาย มีโรงบ่มยาสูบ โรงเลื่อย โรงต้มเหล้า คนต่างถิ่นหลั่งไหลอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลองมากขึ้น ทั้งชาวจีน และชาติอื่นๆ เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ชุมชนก็หนาแน่นขึ้น
เราเดินทางไปดูเส้นทางรถไฟตัดผ่าน ที่ สถานีรถไฟบ้านปิน อายุ 100 กว่าปี ตัวอาคารสวยงามแปลกตา นึกว่าอยู่ในแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี สร้างด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ บาวาเรียน เฟรมเฮาส์ (Bavarian Timber Framehouse) ผสมกับสถาปัตยกรรมไทยเรือนปั้นหยา เพื่อแสดงอิทธิพลไทยให้ชาวตะวันตกได้รู้ เนื่องจากเป็นยุคล่าอาณานิคม สมัยรัชกาลที่ 6 สร้างโดยการรถไฟหลวงแห่งสยาม มีพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยการ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บัญชาการ มีนายช่างชาวเยอรมันชื่ิอ เอมิล ไอเซนโฮเฟอร์ เป็นผู้คุมการก่อสร้าง
ตัวอาคารเป็นตึกสองชั้น ทาสีเหลืองตัดกรอบไม้สีน้ำตาล ประตูหน้าต่างแกะสลักลวดลายฉลุสวยงาม บานลูกฟักไม้ ด้านหน้ามีหอประแจ หอเติมน้ำสำหรับรถจักรไอน้ำ ห่างจากสถานีรถไฟกรุงเทพ 563.86 กิโลเมตร
ก่อนกลับ ได้ยินคำกล่าวว่า ‘ใครมาเมืองแพร่ต้องซื้อหม้อห้อม’ ทำให้เราเดินทางต่อไปยัง ชุมชนทุ่งโฮ้ง ของกลุ่มชนเชื้อสายลาวพวน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ผู้อพยพมาอยู่ตอนเหนือของ จ.แพร่ ก่อนจะย้ายมาที่ทุ่งโฮ้ง พร้อมกับวัฒนธรรมการทอผ้าและการย้อมผ้าแบบดั้งเดิม ภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน เป็นมรดกตกทอดของชาวไทยพวนนับร้อยปี
หม้อห้อม มีลักษณะเป็นเสื้อคอกลม แขนสั้น ผ่าอกตลอด ทำจากผ้าฝ้าย มีสีน้ำเงินเข้ม ได้จากการย้อมด้วย 'ต้นห้อม' ในหม้อดินจึงเรียกว่าหม้อห้อม เป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านไทย ตั้งแต่ยุคไทลื้อในสิบสองปันนา ลาวในประเทศลาว ไทล้านนา ภาคเหนือ ภาคอีสาน
ชาวทุ่งโฮ้ง นำเอาลำต้นและใบต้นห้อมมาหมักในหม้อตามกรรมวิธีโบราณ แช่น้ำเปล่าไว้ 3 วัน จากนั้นนำกากออก ผสมปูนขาว น้ำมะขามเปียก น้ำซาวข้าว ให้มีความเป็นกรดเป็นด่าง ทำให้สีติดกับผ้าและสีไม่ตก ก่อนย้อม ต้องนำผ้าไปแช่น้ำให้หมาดๆ จากนั้นก็ ม้วน มัด แล้วนำผ้าลงไปแช่ในหม้อที่มีน้ำสีเขียว เพื่อดูดซับสี แล้วยกขึ้น บีบน้ำออก ทิ้งไว้สักพัก แกะผ้าที่มัดออก ก็จะได้ลวดลายสวยงามแปลกตา ตามรอยที่เราได้มัดไว้ กลับมาเป็นที่ระลึก
ใครที่อยากลองทำแนะนำให้ไปที่ ศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนตำบลทุ่งโฮ้ง วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ภายในชุมชนมีการสาธิตขั้นตอนการทำผ้าหม้อห้อมตั้งแต่การย้อมไปจนถึงการตัดเย็บ ที่นี่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชนเพื่อสนับสนุนการพึ่งตนเอง อนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน รักษาความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าหม้อห้อมให้ยั่งยืนสืบไป
เมืองลอง นับเป็นอีกเมืองเล็กๆ ที่มีความยิ่งใหญ่ด้วยทุนวัฒนธรรมของตัวเอง สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ดีขึ้นเมื่อไร น่าจะหาโอกาสมาเที่ยวมาลองดูสักครั้ง







