วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

AI สจล. จากไฮเทคสู่หน้ากากอนามัยระดับ Hi-end

อีกหนึ่งความหวังเรื่องสุขภาพ ‘เอไอตรวจคุณภาพหน้ากากอนามัย’ มาพร้อมฟังก์ชันประเมินประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อไวรัส เพิ่มคุณภาพการป้องกันของประชาชน

เชื่อว่าหลายคนเคยตั้งคำถามว่า หน้ากากอนามัยที่สวมใส่เพื่อป้องกันเชื้อโรคและ Covid-19 กันอยู่นี้ แท้จริงแล้วสะอาดปลอดภัยแค่ไหน และเบื้องหลังการผลิต ขนส่ง จำหน่าย ไว้วางใจได้หรือไม่

เพื่อตอบคำถามและยกระดับคุณภาพของหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นดั่งความหวังของผู้คนในช่วงวิกฤต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงพัฒนานวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจสอบคุณภาพการผลิตหน้ากากอนามัย ผลงานของวิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล.

นวัตกรรมดังกล่าวเป็นการนำเอาระบบ AI มาใช้ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพการผลิต แทนการใช้แรงงานคนที่มีความเสี่ยงในเรื่องการควบคุมมาตรฐานความสะอาดในการผลิต เพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ และเพิ่มกำลังการผลิต ตอบสนองภาวะหน้ากากอนามัยขาดตลาด โดย สจล. ตั้งใจให้องค์ความรู้ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ภายใต้โครงการ 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง ไร้ขีดจำกัด (KMITL 60th Year: Go Beyond the Limit)

ระบบ AI ตรวจสอบคุณภาพการผลิตหน้ากากอนามัย (2)

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สจล. มุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อช่วยสังคมก้าวผ่านช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งส่งเสริมให้นักศึกษา บุคลากร ตลอดจนประชาชนทั่วไป ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social distancing) การหมั่นทำความสะอาดมือด้วยการล้างมือ หรือใช้สเปรย์ เจลแอลกอฮอล์ ตลอดจนสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนหมู่มากและแออัด

“ท่ามกลางภาวะหน้ากากอนามัยขาดตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ สจล. จึงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจสอบคุณภาพการผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการผลิตหน้ากากอนามัยให้ทันต่อความต้องการการใช้ในสถานพยาบาล รวมถึงประชาชนทั่วไป ภายใต้โครงการ 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง ไร้ขีดจำกัด (KMITL 60th Year: Go Beyond the Limit) การนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม และทันสถานการณ์จะช่วยดิสรัปต์ภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้”

ด้าน รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ในกระบวนการผลิตหน้ากากอนามัย มีระบบการตรวจสอบการผลิต 2 ส่วน ได้แก่ 1.ตรวจสอบมาตรฐานกระบวนการผลิต 2.ตรวจสอบคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการผลิต โดยผลงานนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และจอแสดงผลตรวจสอบคุณภาพการผลิตหน้ากากอนามัย ของวิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สจล. เข้ามาช่วยตรวจสอบการผลิตได้ในทั้ง 2 ส่วน ด้านมาตรฐานกระบวนการผลิต นวัตกรรมตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพได้ ทั้งความสมบูรณ์ของหน้ากาก และขนาดที่ได้ตามมาตรฐาน ในขณะที่การตรวจสอบคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการผลิต นวัตกรรมจะตรวจสอบส่วนประกอบของการผลิตหน้ากากอนามัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ ดังนี้

•สายคล้องหู: ต้องใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง ไม่ขาดหลุดง่าย และมีการเย็บติดเข้ากับตัวหน้ากากอย่างแน่นหนา

•โครงลวด: ต้องใช้โครงลวดที่มีขนาดตามมาตรฐาน และมีการปะยึดลวดไม่ให้หลุดระหว่างการใช้งาน

•ตัวล็อคโครงลวด: ตัวล็อคโครงลวดมีความสำคัญในการช่วยยึดลวดให้ไม่เลื่อนหลุดจากตัวหน้ากาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการฉีกขาดของหน้ากาก ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตราย รวมถึงเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

•ตัวแผ่นหน้ากาก: จะต้องมีความหนาแน่นของเส้นใยที่ได้มาตรฐาน โดยแผ่นหน้ากากชั้นนอกและชั้นในใช้เส้นใยชนิดเดียวกัน มีรูพรุนขนาด 3 ไมครอน ในขณะที่ชั้นกลาง (active) ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ป้องกันไวรัส จะต้องมีรูพรุนสูงประมาณ 1 ไมครอนหรือต่ำกว่า และมีความหนาแน่นของเส้นใยสูง เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัส เมื่อประกอบกันทั้ง 3 ชั้น ด้วยกระบวนการยึดติดที่ได้มาตรฐาน จึงจะเป็นหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้

สายคล้องหูหน้ากากอนามัยต้องเย็บติดกับตัวหน้ากากอย่างแน่นหนา

“นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และจอแสดงผลตรวจสอบคุณภาพการผลิตหน้ากากอนามัย มีหลักการทำงานได้แก่ 1.รักษามาตรฐานความสะอาดในกระบวนการผลิต ลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อโรคจากการใช้แรงงานคน 2.เพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบคุณภาพการผลิต และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการผลิตหน้ากากอนามัยที่ขาดตลาดในปัจจุบัน ให้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งส่วนผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานอย่างบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป

นวัตกรรมดังกล่าวเป็นความภาคภูมิใจของ สจล. ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มี เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในภาวะที่สังคมต้องการความช่วยเหลือในด้านนี้ได้ นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลงานที่ สจล. ได้ร่วมวิจัยกับ CP โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และตั้งเป้าเตรียมนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปใช้ทันทีในโครงการผลิตหน้ากากอนามัยของ CP เพื่อแจกฟรีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์” รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวทิ้งท้าย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักบริหารงานทั่วไปและประชาสัมพันธ์ สจล. โทร 0 2329 8111 หรือ www.facebook.com/kmitlofficial หรือเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th