หากไม่สามารถกำจัดเชื้อหรือการระบาดให้หมดไปอย่างถาวร เราจะอยู่กันต่อไปอย่างไร
แน่นอนว่าคนไทยจำนวนมากที่กักตัวอยู่ในบ้านในขณะนี้ จะคาดหวังที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตที่ปกติหรือเกือบปกติหลังวันที่ 30 เมษายน 2563 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ถึงสามสัปดาห์ข้างหน้า แม้ว่าหลายจังหวัดจะยังเพิ่มความเข้มข้นด้วยมาตรการปิดเมือง แต่จังหวัดเหล่านั้นต่างก็กำหนดเวลาปิดเมืองไว้ถึงแค่ 30 เมษายน แทบทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีบางจังหวัดที่ระวังที่จะยังไม่ได้กำหนดเวลาเลิกปิดเมืองเอาไว้
แต่การที่คนไทยทั้งประเทศจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ “แบบเดิมๆ” ในช่วงหนึ่งปีครึ่งถึงสองปีข้างหน้า คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต่อให้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ (ที่เราทราบ) ลงสู่ระดับที่รัฐบาลพอใจและมั่นใจว่าระบบรักษาพยาบาลของเราจะรับมือได้นั้น ประเทศเราก็จะยังอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อหรือการระบาดให้หมดไปได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะภายในสิ้นเดือนนี้ หรือในอนาคตที่เรายังจะต้องติดต่อกับโลกภายนอก
ตราบที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยและในโลกยังไม่มี “ภูมิคุ้มกันหมู่” (herd immunity) ที่มากพอที่จะขัดขวางการระบาดของโรคCOVID-19 คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังจะต้องใช้ชีวิตภายใต้ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อนี้โดยที่ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเมื่อใดก็ได้ และเมื่อมีการติดเชื้อCOVID-19 ในสภาวการณ์เช่นนี้ ผู้ที่ติดเชื้อก็อาจจะเสียชีวิตโดยเฉลี่ยร้อยละ 2 (ประมาณ 20 เท่าของอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามปกติ) และอาจสูงถึงร้อยละ15สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอื่นๆ ด้วย หรืออาจมากกว่านั้น ถ้าระบบรักษาพยาบาลรับมือไม่ไหว การเสียชีวิตเกิดได้ บางครั้งรวดเร็วกว่าคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรงแต่ทว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ และร่างกายไม่สามารถรับมือกับเชื้อได้ดีเหมือนคนส่วนใหญ่
การระบาดจะหยุดลงหรือควบคุมได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน หรือที่เรียกว่ามี“ภูมิคุ้มกันหมู่” (herd immunity) ซึ่งปกติจะเกิดได้สองทางหลักๆ คือ (1) คนส่วนใหญ่ได้รับเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาตามธรรมชาติ หรือ (2) การกระตุ้นด้วยวัคซีนให้ร่างกายรู้จักเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้นขึ้นมา
ความสูญเสียชีวิตนับแสนคนในทุกวันนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าถ้าใช้วิธีแรกจะก่อให้เกิดความสูญเสียที่มากเกินไป แทบทุกประเทศจึงหันมาใช้วิธีหยุดการระบาดของเชื้อให้ได้ก่อนโดยการจำกัดการติดต่อของผู้คน ควบคู่ไปกับการไล่ตามและควานหาผู้ติดเชื้อ ในขณะที่เร่งพัฒนาวัคซีนขึ้นมา ซึ่งด้วยกระบวนการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คาดกันว่าน่าจะเริ่มผลิตออกมาใช้ได้ในต้นปีหน้า
แต่ก็คงจะเริ่มใช้มากในประเทศที่ประสบกับการระบาดอย่างรุนแรงก่อน และกว่าที่ประเทศไทยจะสามารถนำวัคซีนมาใช้กับคนไทยทั่วประเทศได้ก็น่าจะเป็นช่วงกลางหรือปลายปีหน้า (2564)เป็นอย่างเร็ว
จนกว่าจะถึงวันนั้น ไม่ว่าเราจะออกจากการกักตัวเองได้เมื่อใด 30 เมษายน2563 หรือไม่คนไทยส่วนใหญ่ก็จะยังต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความระมัดระวังไม่ให้ตัวเองติดเชื้อไปอีกนานอย่างน้อยปีครึ่งหรือสองปี
แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร คนไทยและคนทั่วโลกก็ควรต้องได้รับทราบเอาไว้ เพราะในขณะนี้ดูแล้วเราไม่มีทางเลือกอื่นที่ยอมรับได้เหลือให้เลือกจริงๆ
ชีวิตรอวัคซีน
เราอาจมองช่วงที่รอวัคซีนเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” โดยตั้งความหวังเอาไว้ว่าเมื่อมีการใช้วัคซีนอย่างกว้างขวางแล้ว เราก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมก็ย่อมได้ แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานขนาดนี้ (ที่จริงๆ อาจนานกว่าสองปีเสียด้วยซ้ำ) คนจำนวนมากก็ต้องปรับตัวและปรับวิถีชีวิตไปอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้ว การกลับมาสู่จุดเดิมก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
แน่นอนว่าในบรรดาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น หลายอย่างจะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ที่บางอย่างอาจถูกนำมาใช้เร็วขึ้นและช่วยทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายของทั้งสังคมและปัจเจกบุคคลลงได้ แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันอีกหลายอย่างก็จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ความต้องการอาจจะลดลงด้วย ซึ่งอาจทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถทำธุรกิจหรือให้บริการแบบเดิมอีกต่อไป ต้องเสาะหาลู่ทางปรับเปลี่ยนไปให้บริการอื่น (เช่น รถตุ๊กๆ หันไปรับบริการส่งของมากขึ้น) หรืออาจต้องหาทางเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นเลย
1.การเติบโตของเทคโนโลยี
เทคโนโลยีเหล่านี้เติบโตมาพักใหญ่แล้ว และมีส่วนช่วยทำให้องค์กรและธุรกิจจำนวนมากสามารถใช้คนจำนวนมากให้ทำงานจากบ้าน (work from home) ได้ง่ายขึ้น คงจะได้ทั้งแรงผลักดันและแรงหนุนส่งให้พัฒนาเร็วขึ้นไปอีก เช่น การมีระบบการประชุมขนาดใหญ่ที่คนหลายร้อยเข้ามาร่วมประชุมพร้อมๆ กันได้
เงินดิจิทัล ธนาคารออนไลน์ และธนาคารมือถือ (mobile banking) ซึ่งมีการใช้มากขึ้นในการซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา (รวมทั้งหลังจากที่มีการห้ามใช้ถุงพลาสติก) และคงสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการใช้เงินกระดาษและเหรียญ รวมไปถึงการใช้ตู้ATM ก็คงจะเติบโตและมีโอกาสที่ถูกนำมาใช้เป็นเงินหลักของประเทศเร็วขึ้น
ที่ผ่านมาเคยมีผู้เป็นห่วงว่ากลุ่มคนจนผู้มีรายได้น้อยจะเข้าไม่ถึงหรือตามไม่ทันเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้ที่เติบโตเร็วมาก ซึ่งก็คงมีประเด็นที่น่าห่วงอยู่บ้าง แต่การที่คนไทยจำนวนมากสามารถเข้ามาลงทะเบียนกับโครงการที่ผ่านมาของรัฐอย่าง “ชิม ช้อป ใช้”
และล่าสุดก็มีการลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือของคนจำนวนมากถึง 24 ล้านคน ก็มีส่วนที่เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าคนไทยรวมไปถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากมีความคุ้นเคยกับการใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนมากขึ้น ซึ่งความต้องการใช้สมาร์ทโฟนที่คงจะเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีข้างหน้าที่คนส่วนใหญ่ต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพกันต่อไป ก็น่าจะผลักดันให้เทคโนโลยี 5G ขยับไปได้เร็วขึ้นด้วย
ซึ่งรัฐควรจะเอื้อให้เกิดการพัฒนาในส่วนนี้พร้อมๆ กับกำกับดูแลให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้นในราคาที่ไม่แพงเพราะได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาของเทคโนโลยีด้วย
เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้เป็นการศึกษาทางไกลได้ไม่ยากนัก ซึ่งคงจำเป็นสำหรับอุดมศึกษาในปีการศึกษานี้ (อาจจะปีหน้าด้วย) โดยอาจผสมผสานกับเทคโนโลยีดั้งเดิมที่ใช้สื่อโทรทัศน์ ซึ่งคงต้องใช้ช่องโทรทัศน์ดิจิทัล (รวมช่องที่ว่างอยู่)โทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิลมาเสริมด้วย
สำหรับระดับมัธยมหรือต่ำกว่าก็อาจใช้สื่อทั้งสองผสมกันได้ โดยคงต้องใช้สื่อโทรทัศน์เป็นหลัก (แต่เด็กไทยไม่น้อยก็มีหรือเข้าถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งควรนำมาเสริมด้วยเช่นกัน) หรือถ้าต่อไปเรามีความรู้เรื่องการติดเชื้อในเด็กมากพอและประเมินแล้วว่าความเสี่ยงในการเปิดโรงเรียนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ก็อาจจะเลือกใช้หรือผสมผสานวิธีนี้เข้ากับวิธีทางไกลด้วยก็ได้ ซึ่งคงทำให้สามารถลดวันเปิดเรียนลงด้วย แต่ก็จะต้องหาทางจัดการกับปัญหาการเดินทางไปกลับโรงเรียน และการจัดการระยะห่างภายในครัวเรือน (ข้อ 3.) ให้รัดกุมเพียงพอเพื่อไม่ให้เด็กกลายเป็นพาหะนำโรคระบาดไปสู่ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ยากมาก และมองจากภาพรวมในขณะนี้แล้วก็น่าจะยังเสี่ยงเกินไปในหลายจุด
2. เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากสาขาอย่างเทคโนโลยีการสื่อสาร คอมพิวเตอร์ และดิจิทัลที่น่าจะได้ประโยชน์จากวิกฤตนี้แล้ว ภาคเกษตรโดยรวมก็น่าจะได้ประโยชน์บ้างจากการที่วิกฤตนี้ทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดสูงขึ้นแต่ก็อาจจะไม่ได้ช่วยครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่ยากจนมากนัก เพราะในระยะหลังครัวเรือนกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่มีรายได้หลักจากลูกหลานที่ออกไปทำงานนอกภาคเกษตร ซึ่งในขณะนี้ลูกหลานจำนวนมากกลับมาอยู่บ้านแทน แต่ลูกหลานจำนวนหนึ่งก็น่าจะมีทักษะด้านอินเตอร์เน็ตมากพอที่จะเปิดช่องทางการขายสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป หรืออาหารขึ้นมาได้บ้าง ซึ่งเราเคยมีตัวอย่างความสำเร็จอยู่บ้างในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำเมื่อ 3-4 ปีก่อน
ประเทศไทยเคยมีรายได้ส่วนสำคัญที่มาจากภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว ซึ่งในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า รายได้ส่วนนี้จะหายไปมาก ทั้งจากปัญหาโรคระบาดและเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง รวมทั้งประเทศจีนที่เคยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก และแม้กระทั่งคนไทยเองก็คงเดินทางและท่องเที่ยวน้อยลง หลายกิจการที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกหลายกิจการโดยเฉพาะที่เป็นกีฬา สถานบันเทิง รวมทั้งโรงภาพยนตร์ ก็อาจต้องปิดกิจการไปในช่วงนี้ หรืออย่างน้อยหลายกิจการที่จะกลับมาเปิดได้ คงต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างลูกค้าให้มากขึ้น
สำหรับธุรกิจและการให้บริการที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่างให้มากขึ้นนั้น การเพิ่มระยะห่างมักหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน ขนส่งสาธารณะ รถตู้ ร้านอาหาร แท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์ ต่างก็มีความท้าทายว่าจะจัดบริการอย่างไร (รวมทั้งการใช้หมวกกันน็อค)
การจัดระยะห่างสำหรับรถโดยสารสาธารณะที่เคยแออัดก็เป็นความท้าทายมาก และอาจจะมีปรับตัวที่หลายคนจะจินตนาการไม่ถึง เช่น รถสองแถว (หรือรถเปิดที่ใช้ตามแหล่งท่องเที่ยว) อาจจะกลับเข้ามาแทนรถตู้ติดแอร์
คนยากจนรายเล็กๆ ที่ขายอาหาร หรือผลไม้ริมถนนหรือรถเข็น ก็อาจมีปัญหาเพิ่มขึ้นเมื่อผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้องจัดระยะห่างที่มากขึ้น หรือความต้องการที่ลดลง (เช่น แท็กซี่) อาจทำให้บางธุรกิจต้องหยุด ลดขนาด หรือกระทั่งปิดตัวลง และถึงแม้ว่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว ก็อาจส่งผลแรงขนาดที่ทำให้บางธุรกิจไม่สามารถกลับมาได้อีก ในส่วนนี้รัฐอาจควรพิจารณาด้วยว่ามีกิจการอะไรที่สำคัญที่รัฐควรอุดหนุนการขาดทุนชั่วคราวที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาจรวมถึงการคมนาคมขนส่งที่ถ้าปล่อยให้ขาดแคลนมาก ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการกลับมาระบาดของโรค
เนื่องจากความขาดแคลนอาจทำให้ไม่สามารถรักษาระยะห่างที่กำหนดไว้ได้จริง แต่สำหรับกิจการจำนวนมากที่เมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้วความต้องการน่าจะลดลงไปด้วยนั้น รัฐควรสนใจช่วยเหลือตัวผู้ที่ได้รับผลกระทบมากกว่าจะพยายามรักษาให้ธุรกิจทั้งหมดอยู่ได้เหมือนเดิม
3. ระยะห่างภายในครัวเรือน
ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งที่ทางภาครัฐยังพูดถึงไม่มากเท่ากับมาตรการแบบเคอร์ฟิวหรือปิดเมือง ก็คือการจัดการระยะห่างภายในครัวเรือน ซึ่งก็เป็นกุญแจสำคัญมากในช่วงกักตัวเองในบ้านช่วงนี้ (นอกจากมาตรการแนว “กินร้อน ช้อนกลางส่วนตัว ล้างมือ” ที่โปรโมทกันมากแล้ว)
สำหรับครอบครัวจำนวนมากที่ไม่ได้มีบ้านที่ใหญ่มาก การควบคุมระยะห่างภายในบ้าน อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนัก
ในครั้งนี้มีโอกาสมากที่ครัวเรือนส่วนใหญ่จะออกจากการกักตัวโดยที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในครัวเรือน ซึ่งอาจเป็นเรื่องหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของสิ่งที่เราช่วยกันทำช่วงนี้ แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันที่เพียงพอที่บอกว่าการจัดการภายในบ้านดีพอแล้ว เพราะเมื่อไม่มีผู้ติดเชื้ออยู่ในบ้านก็ย่อมไม่มีการติดเชื้อต่อเกิดขึ้น
ดังนั้น แม้กระทั่งเมื่อผ่านช่วงกักตัวเองในบ้านรอบนี้ไปอย่างปลอดภัยแล้ว แทบทุกบ้านก็ยังควรต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ในอนาคต ที่อาจมีคนในบ้านป่วยด้วยอาการที่น่าสงสัย ว่าจะสามารถเฝ้าระวังโดยการแยกผู้ป่วยออกจากคนอื่นในบ้านได้หรือไม่อย่างไร
สำหรับบ้านที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำเช่นนั้นได้ ก็ควรต้องตระเตรียมว่าจะรับกับสถานการณ์เช่นนั้นอย่างไร อาจไม่เป็นปัญหามากในภาวะที่ไม่มีการระบาดที่รุนแรง ซึ่งการขอรับการตรวจจากสถานพยาบาลคงจะทำได้ไม่ยากในเวลาที่รวดเร็วพอ แต่ถ้าในสถานการณ์ที่ต่างออกไป ครัวเรือนอาจต้องเตรียมแผน 2 หรือแผน 3 เอาไว้รับมือด้วย
ในส่วนของภาครัฐเองนั้น นอกจากในช่วงสามสัปดาห์ข้างหน้าควรจะแนะนำวิธีจัดการภายในครัวเรือนที่แต่ละครัวเรือนควรต้องอยู่ร่วมกันในช่วงนี้ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐควรต้องทำอยู่แล้วนั้น ก็ยังควรใช้โอกาสนี้ที่คนส่วนใหญ่อยู่ติดบ้าน มาแนะนำถึงวิธีการจัดการระยะห่างในครัวเรือนทั้งในขณะนี้และหลังจากนี้
รวมถึงการวางแผนสำหรับการเฝ้าระวังและการจัดการการเจ็บป่วยของคนในครัวเรือนในอนาคตด้วย เพื่อจะช่วยลดโอกาสของการกลับมาระบาดของโรค หลังจากที่ออกจากการกักกันตัวเองในครั้งนี้
4. การรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคอื่น
นอกจากนี้ สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคอื่นที่ไม่ใช่ COVID-19ซึ่งนอกจากอาจจะได้รับผลกระทบจากการที่สถานพยาบาลต้องทุ่มสรรพกำลังไปจัดการกับCOVID-19แล้ว
หลายคนอาจลังเลที่จะไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล เพราะไม่อยากเสี่ยง“เดินไปหาโรค”เองซึ่งในขณะนี้ สปสช. และหลายโรงพยาบาลเริ่มปรับมาใช้วิธีส่งยาไปให้ผู้ป่วยที่บ้านแทน และมีการทดลองระบบแพทย์รักษาทางไกล (telemedicine) ในบางพื้นที่ เนื่องจากความเสี่ยงด้านนี้จะยังคงอยู่ไปอีกนาน
เราจึงน่าจะได้เห็นการปรับระบบการรักษาพยาบาลที่อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคตที่มีการคัดกรองผู้ป่วยทางไกลและนัดหมายเฉพาะคนไข้ที่จำเป็นจริงๆ ไปโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการไปสถานพยาบาลแล้ว ก็น่าจะทำให้ระบบรักษาพยาบาลโดยรวมมีประสิทธิภาพมากกว่าในระบบปัจจุบัน
ที่แม้ว่าผู้ป่วยจะสามารถไปพบแพทย์เมื่อต้องการ (ในระบบ walk-in)แต่ก็อาจได้รับการรักษาที่เร่งรีบเพราะมีผู้รอรับการรักษาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน
สิ่งที่น่าจะเริ่มดีขึ้น
ถ้าวิกฤตการระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ขยายตัวรุนแรงไปกว่านี้มาก และจำนวนผู้ป่วยใหม่ในไทยค่อยๆ ลดลง เราก็คงจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง COVID-19 ในทางที่ดีขึ้นในประเทศไทยอย่างน้อยสองเรื่องคือ การตรวจเชื้อ/ภูมิคุ้มกัน และการรักษา
การตรวจเชื้อเคยเป็นปัญหามากตั้งแต่แรกที่มีสถานที่ตรวจได้น้อย และมีปริมาณชุดตรวจและน้ำยาที่จำกัดมาก แต่ระบบการตรวจของไทยก็ค่อยๆ ขยายเพิ่มศักยภาพขึ้นมาเรื่อยๆ และค่อยๆ สามารถผ่อนปรนเงื่อนไขการขอตรวจลงได้ในหลายด้าน เช่น กรณีผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศซึ่งในช่วงแรกจะตรวจเชื้อเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากบางเมืองในบางประเทศก็ขยายให้ครอบคลุมผู้ที่เดินทางมาจากทุกประเทศที่วัดอุณหภูมิที่สนามบินหรือด่านตรวจได้ 37.3 องศาขึ้นไปหรือมีอาการอื่นของระบบทางเดินหายใจ
และในขณะนี้ในบางพื้นที่ที่มีการระบาด นอกจากจะรับตรวจผู้ที่มีอาการแล้วยังมีมาตรการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ที่เข้ามารายงานตัวด้วยตนเองที่หลังจากตรวจแล้วพบเชื้อด้วย ซึ่งต่อไปในอนาคต ทั้งประเทศก็คงจะตรวจให้ผู้ที่มีอาการที่สงสัยว่าจะป่วยได้ง่ายขึ้น รวมทั้งคงจะมีการตรวจภูมิคุ้มกัน (ซึ่งจะบอกประวัติการติดเชื้อ และ/หรือ ความเสี่ยงในการติดเชื้อในอนาคต) มากขึ้นด้วย
ในด้านการรักษานั้น นอกจากการขยายสถานพยาบาลที่ทำให้รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบสามารถรองรับได้ในกรณีที่จำนวนผู้ป่วยไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนเดิม ไทยก็เริ่มมีสต็อกของยาต้านไวรัสที่มีรายงานผลการรักษาทางคลินิกที่ดีที่สุดในขณะนี้(ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นทดลอง รวมทั้งเรื่องความปลอดภัยในด้านอื่นด้วย) ในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้สามารถให้ยากับผู้ที่มีอาการในระยะแรกๆ ได้เร็วขึ้น (เพื่อสกัดการแบ่งตัวของไวรัสที่ยังมีไม่มาก) และน่าจะช่วยให้ผลการรักษาในภาพรวมดีขึ้นด้วย
แต่ถึงที่สุดแล้ว ในขณะนี้ ความหวังที่คนไทยจะออกไปจาก “ชีวิตปกติใหม่” กลับไปสู่ “ชีวิตปกติเดิมๆ”ก็คงยังต้องฝากไว้มากที่สุดกับวัคซีน ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการทดลองอยู่ในบางประเทศและน่าจะยังเป็นวิธีที่หวังผลได้มากที่สุด ทำให้ถ้าอนาคตไม่พลิกผันไปไกลจากนี้มาก (เช่น ไวรัสเปลี่ยนสภาพ (mutate) ไปในทางที่รุนแรงน้อยลง ที่จะทำให้การระบาดใหญ่จบลงได้เร็วกว่าที่คาด เช่นในกรณีไข้หวัดหมู 2009 แต่โอกาสที่จะ “โชคดี” แบบนั้นคงจะยากกว่ามากในครั้งนี้)
เราก็คงจะต้องปรับตัวเพื่ออยู่ใน “ชีวิตปกติใหม่” (ที่ไม่ปกติจริงๆ) แบบนี้ไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งปีครึ่งหรือสองปี
...........................
ข้อเสนอนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “TDRI Policy Series on Fighting Covid-19”






