มองในมุมนักธรรมชาติวิทยา โรคระบาดครั้งนี้อาจเป็นการเอาคืนของธรรมชาติ เพื่อปรับสมดุลระบบโลกใหม่
ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับ ทั่วทั้งโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 1.6 ล้านคน ยอดคนเสียชีวิตเกิน 1 แสนราย และกำลังเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
เมื่อเทียบกับสงครามใหญ่ๆ ในหลายปีมานี้ สงครามอ่าวเปอร์เชียมีผู้เสียชีวิตสูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นคน (ข้อมูลบางแหล่งน้อยกว่านี้) อัตราการตายจากโรคระบาดไม่ยิ่งหย่อนกว่าสงคราม ผลกระทบก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่าสงคราม
ผลกระทบจากโรคระบาดไม่ใช่แค่คนป่วย คนตายเท่านั้น ผลกระทบใหญ่ที่มีผลต่อผู้คนเกือบทั้งโลกคือผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลทั่วโลกต้องประเมิน GDP ใหม่ ไทยเราคงจะติดลบแน่นอน สถาบันต่างๆ กำลังแข่งกันประมาณการ ส่วนใหญ่ติดลบเกินกว่า -5% แทบทั้งนั้น
ในมุมของนักการสาธารณสุขอาจจะมองว่า นี่คือโรคระบาดร้ายแรงที่มีผลกระทบกว้างขวาง แต่ในมุมมองแบบนักธรรมชาติวิทยาอาจจะมองปรากฏการณ์นี้ด้วยสายตาอีกแบบ ว่าคือ การเอาคืนของธรรมชาติ เพื่อปรับสมดุลระบบโลกใหม่
สำนักคิดที่โดดเด่น ที่คนรุ่นเรารู้จักกัน เช่น ทฤษฎีกายา GAIA ของเจมส์ เลิฟล็อค ซึ่งมีพื้นฐานการมองสรรพสิ่งเป็นองค์รวม มองระบบโลกเสมือนกับสิ่งมีชีวิต การเคลื่อนของลม การหมุนของน้ำ ฤดูกาล พืชพรรณสรรพสัตว์เป็นระบบที่มีชีวิตขนาดใหญ่ ระบบของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีร่วมกันคือ การรับพลังงานและสสาร และถ่ายเทของเสียออก มนุษย์ก็ใช่ พืชก็ใช่...ระบบของโลกก็รับพลังงานสสารและถ่ายเทของเสียเช่นกันกับคนสัตว์พืช
เลิฟล็อคมองว่า ระบบชีวิตโลกไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ผลิตก๊าซต่างๆ อย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่กำหนดควบคุมปริมาณก๊าซต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตเองด้วยอะไรที่มากไป พร่องไป ขาดไป ระบบก็จะพยายามสมดุลเรียกคืนสิ่งที่ขาดไปดังกล่าวนั้น
ดังที่ได้ทราบกันว่า ปรากฏการณ์หลังจากจีนปิดเมืองใหญ่หยุดระบบการสัญจรครั้งใหญ่ทำให้อากาศเหนือประเทศจีนดีขึ้นอย่างชัดเจน ค่ามลพิษอากาศที่เคยย่ำแย่กลับมาสดใส รูปธรรมที่ว่ายังไม่เพียงพอ ยังมีข่าวสำทับจากกลุ่มนักวิจัยสิ่งแวดล้อมชี้ว่า ชั้นโอโซนโลกในระยะสองเดือนมานี้กลับฟื้นมาดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากที่การผลิตใหญ่ๆ ของโลกชะลอหรือหยุดลงจากโรคระบาด
แม้ว่านี่แค่เป็นสัญญาณเล็กๆ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นสัญญาณที่ส่งจากแม่ธรรมชาติ ถ่ายทอดจากโลกมาถึงเหล่ามนุษย์โดยตรง
โลกเริ่มเอ่ยพูดกับเราแล้ว… ขึ้นกับเราจะเงี่ยหูฟังหรือเปล่า!
ผมได้ยินสิ่งที่โลกสื่อสารออกมา... “มนุษย์กระจ้อยร่อยเอย นี่คือสงครามสั่งสอน”
ใช่ครับสงครามสั่งสอนรอบนี้อาจนับเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 โดยจ้าวแห่งสรรพชีวะนามว่า ‘โลก’ ส่งกองทัพเชื้อโรคชนิดใหม่อุบัติขึ้นมา ตอบโต้การรุกรานของมนุษย์ ก็มนุษยชาติของเราไปรังแกโลกเขาก่อนนี่ โลกจึงเอาคืน...การตอบโต้และเอาคืนเป็นหนึ่งของระบบยุติธรรม นี่และคือ 'ความเป็นธรรม' ...ธรรมชาติเป็นธรรม!
สมรภูมิของสงครามใหญ่รอบนี้รบกันทั้งโลก ประเทศอเมริกาตั้งมา 200 กว่าปีผ่านสงครามใหญ่มาโดยไม่บอบช้ำ เป็นมหาอำนาจที่ไม่มีใครรุกรานถึงดินแดนภายใน แต่สงครามรอบนี้เจ้าเชื้อโรคบุกเข้าในบ้านพรากชีวิตผู้คนไปแล้วนับหมื่นคน ...ยอดกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โลกเคยเผชิญความหายนะจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ขนาดไทยเราไม่ได้เป็นสมรภูมิโดยตรง แต่คนรุ่นปู่ย่าก็จดจำแรงกระแทกของสงคราม ทุกอย่างขาดแคลน ขุดเผือกกินกลอยกางเกงตูดปะ สงครามจบสังคมของคนกว่าค่อนโลกต้องฟื้นฟูใหม่
ถ้าใครไม่รู้จักสงคราม ขอบอกได้เลยนี่คือสงครามโลกที่ไม่ได้ประกาศ...ขณะนี้ชาวโลกกำลังรบกับกองทัพเชื้อโรค ไม่ได้รบกับมนุษย์ต่างดาว ดังนั้น มันก็คือ 'สงครามโลก'
เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์สักหน่อย ภายใต้สภาวะสงครามใหญ่ จึงเกิดการปะทะ มีเจ็บ มีตาย การผลิตหยุดชะงัก โดยที่จำเป็นต้องให้ลูกระเบิดหย่อนลงใส่โรงงาน คนหิวโหย ไร้ที่อยู่ โรงพยาบาลขาดแคลน ผู้คนหลบอยู่ในหลุมปลอดภัยเฉพาะตน ฯลฯ
การรบของมนุษย์กับกองทัพเชื้อโรค ระยะแรกมีแต่แพ้กับสูญเสีย ไม่มีสมรภูมิไหนเลยที่ชาวโลกเป็นฝ่ายบุกเข้าตี มีแต่ตั้งรับ ที่ไหนรับดี ก็สูญเสียน้อย ที่ไหนรับไม่ดีก็สูญเสียเยอะ ถ้ายังคิดค้นวัคซีนหรือตัวยาที่ชะงัดเด็ดขาดไม่ได้ ดุลการรบก็ยังต้องเสียเปรียบตกเป็นฝ่ายรับอยู่ร่ำไป และไม่แน่ว่า บัดนี้มนุษย์ได้ทำความรู้จักข้าศึกดีพอหรือยัง ตามภาษิตที่ว่า “รู้เขารู้เรา”
ขนาดองค์กรบัญชาการสู้ศึกระดับโลกอย่าง WHO ยังไม่รู้จักข้าศึกเลย ระยะแรกแนะนำให้เฉพาะผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน เพิ่งมากลับลำภายหลังให้ทุกคนสวมหน้ากากซึ่งก็สายไปเยอะ
อย่าคิดว่ามนุษย์รู้จักข้าศึกอย่างถ่องแท้ดีพอแล้วนะ การกลับมารอบใหม่ของโควิดในประเทศจีนก็น่าจับตา เชื้อสามารถแพร่ต่อในสัตว์แล้วจะแปลงร่างยกระดับกลายพันธุ์เป็นแบบไหนอีก สุดที่จะหยั่งถึงในสถานการณ์นี้
หากนี่เป็นสงครามสั่งสอน โลกกำลังบอกอะไรเรา?
โลกกำลังส่งสัญญาณบอกเราว่า มนุษย์น่ะรุกรานโลกมากเกินไปแล้ว มนุษยชาติเร่งเร้าสูบกินสรรพสิ่งบนโลก ปล่อยของเสีย บีฑาทำลาย โลกทรุดโทรม ลึกลงไปยังมหาสมุทร ทำลายไปถึงชั้นฟ้าสตราโตสเฟียร์โดมหลังคา คิดเหรอว่าจ้าวสรรพโลกาโกรธไม่เป็น!!
สี่ห้าพันปีที่มนุษย์พัฒนาอารยธรรมจากขึ้นเป็นผู้บริโภคชั้นบนสุดของห่วงโซ่ชีวะ อาจทำให้มนุษย์เข้าใจผิดไป ลืมนึกถึงระบบโลกซึ่งก็คือระบบธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่า
เอาเข้าจริงมนุษย์อาจจะเป็นแค่เหลือบริ้นเกาะบนหลังมหายักษ์สิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ รอบปีของมนุษย์หมื่นแสนปี ที่ว่ายาวนานเทียบเท่ามหายักษ์ขยับตัวสองครั้ง ฯลฯ ระบบสังคมมนุษย์อาจจะเป็นแค่ต้นกาฝากบนไม้ใหญ่ มองแบบเลิฟล็อค มหายักษ์ที่ว่าก็คือระบบโลก แม่ธรรมชาติที่ซับซ้อนที่สุดระบบหนึ่งของสุริยจักรวาล
ก็ในเมื่อมนุษย์สูบกินโลก ทำลายระบบของโลก ระบบโลก-มารดาแห่งสรรพชีวะก็ส่งโคโรน่าไวรัสถล่มมนุษย์เพื่อให้หยุดเส้นทางทำลายหายนะนั้นซะ
สังคมมนุษย์หยุดชะงัก วงจรสูบกินโลกหดตัวลง
หยุดวงจรมนุษย์ --> ระบบโลกกลับฟื้นคืนขึ้น นี่คือสารที่โลกสื่อออกมาชัดเจนที่สุด มนุษย์มองเห็นกันไหม
ก็คงมองไม่เห็นถ้วนทั่วกันหรอก แน่นอนว่าจากนี้หากมีการพัฒนาวัคซีนหรือยารักษาโคโรน่าโควิด-19 ได้ ไม่แน่ว่ามนุษย์จะยังคงเดินหน้าทำลายหายนะบนเส้นทางเดิม
และสงครามรอบใหม่คงไม่ใช่แค่สงครามสั่งสอนแล้ว






