13 เมนูกาแฟ อัตลักษณ์ของรสชาติ

สูตรกาแฟที่แต่ละพื้นที่ต่างเรียนรู้และสร้างวิถีกาแฟของตนเอง บางแห่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว บางแห่งกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม
กาแฟเป็นเครื่องดื่มครอบจักรวาลที่ดื่มกันทุกชาติทุกภาษาในโลกใบนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาเดียวกัน ก็สามารถสื่อสารถึงกัน เข้าใจกัน สั่งกาแฟมานั่งดื่มได้อย่างถูกต้องและตรงใจที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสุดเข้มขลังอย่าง ‘เอสเพรสโซ’ ไปจนถึงกาแฟใส่นมอย่าง ‘ลาเต้’ หรือ ‘คาปูชิโน’
หลังแพร่ออกจากเอธิโอเปีย กระจายเข้าสู่โลกอาหรับ กาแฟก็เดินทางถึงแผ่นดินยุโรป ก่อนข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังทวีปอเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย แต่ละพื้นที่ต่างเรียนรู้และสร้างวิถีกาแฟของตนเอง บางแห่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว บางแห่งกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม กาแฟแต่ละสูตรดื่มกันมานานเป็นร้อยๆ ปี ลองมาดูกันว่า กาแฟที่เด่นดังในแต่ละชาตินั้น มีตัวไหนกันบ้าง...
- เอสเพรสโซ : อิตาลี
เอสเพรสโซ เป็นกาแฟที่ว่ากันว่าได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ต้นกำเนิดเกิดจากอิตาลี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งกลิ่นและรสชาติ มีศิลปะในการดื่มต่างไปจากกาแฟทั่วไป เสิร์ฟในถ้วยเล็กขนาด 1 ออนซ์ น้ำกาแฟมีสีน้ำตาลแก่จัด ให้รสชาติลุ่มลึก หอมหวล เข้มขลัง มีฟองครีมสีทองนุ่มลิ้นลอยอยู่ด้านบนสุด จนถึงมีการตั้งฉายาให้ไว้ว่า ...ดำเหมือนปิศาจ ... ร้อนดั่งนรก ..บริสุทธิ์ดุจนางฟ้า ...หอมประหนึ่งความรัก!
ภาพ : Kevin Butz on Unsplash
- ตุรกี ค๊อฟฟี่ : ตุรกี
การชงกาแฟสไตล์ตุรกีสืบทอดจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ผ่านกาลเวลามาหลายชั่วอายุคน เป็นวิธีต้มกาแฟโดยใช้หม้อต้มใบเล็กที่มีด้ามจับยาวเรียกว่า 'Cezve' หรือ 'Ibrik' ใช้เมล็ดกาแฟบดละเอียดมาก ไม่ใช้ฟิลเตอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ให้รสชาติกาแฟแบบสุดเข้มข้น เนื่องด้วยมีบทบาทสำคัญแทบจะทุกภาคส่วนของประเพณีและสังคมชาวเติร์ก กาแฟตุรกีจึงได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้ เป็น ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม’ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013
ภาพ : Eiliv-Sonas Aceron on Unsplash
- เวียนนา เมล้องช์ : ออสเตรีย
ทหารชาวโปแลนด์ซึ่งมาเปิดร้านกาแฟในเวียนนา เป็นผู้คิดค้นสูตรกาแฟนี้ขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยเติมน้ำตาลและนมร้อนลงในกาแฟ จนเป็นต้นกำเนิดสูตรกาแฟเวียนนา เมล้องช์ (Wiener Melange) กาแฟพื้นบ้านสุดคลาสสิคแห่งออสเตรีย ต่อมากลายเป็นหนึ่งในเมนูเครื่องดื่มอันโด่งดังของ วัฒนธรรมร้านกาแฟเวียนนา ไปในที่สุด
เวียนนา เมล้องช์ เป็นเครื่องดื่มขึ้นหิ้งของร้านกาแฟในเวียนนาแต่สูตรแต่ละแห่งอาจต่างกันไป บางร้านใช้ช้อตเอสเพรสโซ บางร้านใช้กาแฟที่อ่อนกว่า แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เติมนมและโปะหน้าด้วยวิปครีมด้านบน
ภาพ : Bruno /Germany on Pixabay
- คาเฟ่ คิวบาโน่ : คิวบา
การดื่มคาเฟ่ 'คิวบาโน่' หรือเอสเพรสโซสไตล์คิวบา ถือเป็นหนึ่งกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นชาวคิวบาที่ไหน ในกรุงฮาวานา หรือในไมอามี่ ต้องดื่มกาแฟเข้มข้นชนิดนี้หลังอาหารมื้อเช้า เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา มีชาวอิตาลีอพยพเข้าไปอยู่ในคิวบันมาก ทำให้เครื่องชง 'Moka Pot' ได้รับความนิยมในการทำคาเฟ่ คิวบาโน่
ต้นตำรับดั้งเดิมในคิวบานั้น ใช้กาแฟบดละเอียดและคั่วเข้มเกือบไหม้ ให้กลิ่นควันแทนกลิ่นหอมของกาแฟ ก่อนเติมด้วยรสหวานจากน้ำตาลทรายแดงจากอ้อย ช่วยเพิ่มความกลมกล่อม ได้รสกาแฟเข้มปนหวาน เจือกลิ่นหอมๆ ของน้ำตาลทรายแดง
ภาพ : Kaffeetastisch on Pixabay
- กาแฟอาระเบีย : โลกอาหรับ
ในโลกอาหรับ ได้เรียนรู้ทักษะการเตรียมกาแฟมาช้านานแล้ว ด้วยเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่พัฒนากาแฟให้เป็นเครื่องดื่ม กระวานเป็นเครื่องเทศที่มักถูกใส่ลงไปเพื่อปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติ แต่ก็มีหลายชาตินิยมดื่มกันแบบธรรมชาติที่สุด ไม่เพิ่มเติมอะไรลงไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลหรือเครื่องเทศ มักเสิร์ฟในถ้วยเล็กไม่มีหูจับที่เรียกกันว่า 'Finjan' พร้อมกับ อินทผลัม, ผลไม้แห้ง, ของหวาน หรือถั่ว
ภาพ : Canbel
- ไอริช ค๊อฟฟี่ : ไอร์แลนด์
ไอร์แลนด์ เป็นดินแดนต้นกำเนิดกาแฟผสมเหล้า เติมครีมข้นสีขาวนวล ส่งกลิ่นหอมเตะจมูก รสชาติเข้มข้นถึงใจ ชวนหลงใหลใคร่ลองลิ้ม เสิร์ฟในแก้วใสทรงสูงที่ดีไซน์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับค็อกเทลนี้โดยเฉพาะ เรียกหากันติดปากไปทั่วโลกว่า 'Irish coffee' ที่มีการคิดค้นกันมาตั้งแต่ 70-80 ปีก่อนหน้านี้ ทว่ากลับกลายเป็นเมนูที่ไปได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะซานฟรานซิสโก
ภาพ : jules / stone soup
- เจเบน่า บุนน่า : เอธิโอเปีย
พูดถึงการดื่มกาแฟในเอธิโอเปียซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นกาแฟป่าของโลกแล้ว ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ แน่นอน เพราะเป็นประเพณีดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน บ่มเพาะวัฒนธรรมการชงและเสิร์ฟกาแฟอัน เข้มข้น หรูหรา และเป็นเอกลักษณ์ เรียกกันว่า Jebena buna ถอดเป็นสำเนียงไทยได้ประมาณว่า เจเบน่า บุนน่า
ในการต้อนรับแขกผู้มาเยือนนั้น เจ้าบ้านจะจัดพิธีต้มกาแฟแบบโบราณขึ้นต้อนรับ เริ่มจากคั่วเมล็ดกาแฟด้วยกระทะ จนส่งกลิ่นหอมไปทั่ว แล้วบดละเอียดด้วยครก เทผงกาแฟบดลงหม้อดินเผาทรงสูงปากแคบ เติมน้ำร้อนในหม้อ นำไปตั้งเตาไฟ เมื่อน้ำกาแฟเดือดก็รินลงในถ้วยขนาดเล็กไม่มีหูจับซึ่งวางอยู่เต็มถาด นำไปเสิร์ฟให้ผู้มาเยือน
ภาพ : Hadas Hamerovv จาก Pixaba
- เฟรปเป้ : กรีซ
เฟรปเป้ (Frappe) เป็นเมนู ‘กาแฟเย็น’ ระดับ signature ของกรีซ เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีขายที่ร้านกาแฟกรีกทุกแห่ง ส่วนผสมมาจากกาแฟสำเร็จรูป, น้ำ และน้ำตาลทราย คิดค้นขึ้นโดยบังเอิญในปี ค. ศ. 1957 โดยฝีมือพนักงานชาวกรีกของบริษัทเนสท์เล่ ในงานแสดงสินค้านานาชาติที่เทสซาโลนีกี เมืองใหญ่อันดับ 2 ของกรีซ รองจากกรุงเอเธนส์
หากสหรัฐอเมริกาเป็นชาติที่บริโภคกาแฟเย็นเป็นอันดับหนึ่งของโลกแล้วไซร้ อันดับสองก็ต้องตกเป็นกรีซอย่างแน่นอน โดยมี เฟรปเป้ เป็นตัวชูโรงที่สำคัญ... เป็นเมนูที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องลองครับ
ภาพ : Thimo van Leeuwen on Unsplash
- คาเฟ่ เด โอลญ่า : เม็กซิโก
เป็นกาแฟสูตรดั้งเดิมของชาวเม็กซิกันที่ได้รับความนิยมไปทั่วละติน อเมริกา เทียบเคียงได้กับค็อกเทลมาร์การิต้าเลยทีเดียว นิยมใช้ ถ้วยดินเผา เสิร์ฟกาแฟสไตล์นี้ ดื่มกันมากตามชนบทของแดนจังโก้โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็น เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย
คาเฟ่ เด โอลญ่า มีรสชาติที่หวานนำ และโด่นเด่นเรื่องเครื่องเทศที่เติมลงไป เช่น อบเชยหรือกานพลู นอกเหนือจากกาแฟคั่วบดที่เป็นตัวยืนพื้น ส่วนความหวานนั้นใช้น้ำตาลทรายแดงที่ได้จากอ้อยอันเป็นพืชเศรษฐกิจของชาตินั่นเอง
ภาพ : Luisalvaz
- กาแฟไข่ : เวียดนาม
หนึ่งในเมนูกาแฟยอดฮิตของเวียดนามก็คือ 'กาแฟไข่' หรือ Ca phe trung ... ใช้ไข่แดงเป็นส่วนผสมหลัก ตามด้วยน้ำตาล นมข้นจืดหรือหวาน และกลิ่นวานิลา ที่นำไปปั่นรวมกันจนเป็นครีม นิยมใช้กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าที่ให้ความขมเพื่อตัดกับความหวานของครีมไข่ คิดค้นขึ้นโดยร้านกาแฟเฉิง ในฮานอย... ถ้ามีโอกาสไปเวียดนามแล้ว อยากให้ลองกัน อร่อยมากๆ
ภาพ : kantnews1 on Pixabay
- คาเฟ่ บอมโบน : สเปน
เป็นเมนูที่มีชื่อเสียงของแดนกระทิงดุ มีต้นกำเนิดจาก บาเลนเซีย รสชาติออกแนวเข้มและหวานมัน จากการใช้ช็อตเอสเพรสโซ ตามด้วยนมข้นหวาน บางสูตรก็โปะหน้าด้วยวิปครีม โรยหน้าด้วยผงอบเชยอีกที เสิร์ฟในแก้วใสขนาดเล็ก เพื่อให้เห็นการเรียงตัวเป็นชั้นของกาแฟกับนม ดูสูตรแล้วก็คล้ายกาแฟใส่นมในเอเชียเราเหมือนกันนะ
ภาพ : sancho_panza
- คาเฟ่ โอเล่ : ฝรั่งเศส
กาเฟโอเล่ หรือ café au lait แปลว่า 'กาแฟใส่นม' เครื่องดื่มซึ่งเป็นรู้จักกันดีในฝรั่งเศส เป็นสูตรกาแฟดำที่เติมนมร้อนลงไปในอัตราส่วนเท่ากัน ดื่มได้ทุกช่วงเวลาของวัน หน้าตาคล้ายกับกาแฟนมอิตาลีซึ่งเรียกว่า 'ลาเต้' แต่ลาเต้จะใช้เอสเพรสโซเป็นฐาน ส่วนกาเฟโอเล่ ใช้กาแฟดำซึ่งมาจากหลายหลากวิธีทั้งดริปมือ ดริปออโต้ หรือเฟรนช์เพรส
ภาพ : Gabe Raggio on Pixabay
- หยวนหยาง : จีน-ฮ่องกง
เครื่องดื่มที่ผสมผสานระหว่างกาแฟกับชานมนี้ ได้รับความนิยมสูงในฮ่องกง ใช้กาแฟ 3 ส่วน และชานม 7 ส่วน ชงได้ทั้งร้อนและเย็น คำว่า ‘หยวนหยาง’ ในภาษาจีน หมายถึง เป็ดแมนดาริน ถือเป็นนกที่สวยงามที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง และเป็นสัญลักษณ์แห่งการครองคู่ในวัฒนธรรมจีน ซึ่งผู้ตั้งชื่อเมนูนี้ ได้รับอิทธิพลความเชื่อ นำมาบัญญัติเป็นชื่อกาแฟผสมกับชานม ประมาณว่า...เคียงคู่อยู่ในแก้วเดียวกันนั่นเอง
ภาพ : Avlxyz







