วิเคราะห์ความสัมพันธ์สามเส้า 'คน กฎหมาย และ ไฟป่า' ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ไฟป่าและ PM 2.5 ทางภาคเหนือเข้าขั้นวิกฤติ
ภาพ : ทีมโดรนอาสา
กว่าหนึ่งเดือนแล้วที่คุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เลวร้ายในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะที่เชียงราย ปริมาณฝุ่นพิษ PM 2.5ไม่เคยต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเลย และเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 630 มาแล้วด้วย
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ดำเนินมาอย่างยาวนาน คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ตามปกติแล้วความกดอากาศสูงจะค่อยเบาบางลงตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และลมใต้หรือความกดอากาศต่ำจะพัดขึ้นไปแทนที่ ซึ่งช่วยพาฝนและพายุมาเป็นครั้งคราว ช่วยให้คลายร้อยและชำระล้างบรรยากาศได้บ้าง แต่มาปีนี้ลมกลับนิ่ง ยอดไม้ไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ อากาศยังคงเย็นอยู่ บางวันในช่วงเช้าๆ ของต้นเดือนเมษายน อุณหภูมิต่ำสุดในเชียงรายเหลือเพียง 18 องศาเท่านั้น
เมื่อไม่มีลมช่วยพัด ฝุ่นควันต่างๆ ก็ไม่หนีไปไหน บวกกับสภาพภูมิประเทศของเชียงใหม่และเชียงรายนั้นคล้ายกัน คือมีภูเขาล้อมรอบ เมื่อไม่มีลม อากาศก็จะไม่หมุนเวียน ชาวบ้านเอง ก็ทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากขอความเห็นใจต่อฟ้าดิน ช่วยให้ลม ให้ฝน พัดกลับมาบ้าง
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ถ้าไม่เผาก็ไม่มีควัน ถ้าควันไม่มี ฝุ่นก็ไม่มา ซึ่งปีนี้มีไฟลุกไหม้กี่กองแล้ว-นั้น คงเก็บสถิติได้ไม่ยาก แต่ที่แน่ๆ ข่าวคราวที่เราทราบกันมาตลอด ก็เกิดขึ้นหลายพื้นที่ ต่อเนื่องยาวนานนับเดือน เห็นกันชัดๆ ที่ ดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย หรือที่ไม่เป็นข่าว ก็ที่ ดอยแม่ยาว เชียงราย อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิกระจกเงา ทุ่มกายทุ่มใจสู้กับไฟมานานนับเดือนแล้ว
คนทำงานสู้กับไฟ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไฟปีนี้ ติดง่ายและดับยากเหลือเกิน เหตุผลเพราะอากาศแห้งมายาวนาน ทำให้ใบไม้กรอบได้ที่ เมื่อเจอไฟ ก็ติดพรึบได้ง่าย
เมื่อไฟติดแล้ว พอถึงคราวจะดับ ก็ยากยิ่งกว่าอีก เมื่อไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนไปดับ ความแห้งแล้งทำให้แหล่งน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แห้งขอดหมด ฝายหรืออ่างเก็บน้ำที่ทำไว้บนเขา ไม่เหลือน้ำอยู่เลย จึงต้องขนน้ำจากที่ไกลๆ ใส่รถบรรทุกเท่าที่จะหาได้ไต่เขาขึ้นไปดับ
ไฟที่ลุกไหม้บนที่ลาดชัน ก็อันตรายอย่างยิ่ง แม้ว่าจะช่วยกันดับจนแน่ใจว่าสนิทแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป 6-12 ชั่วโมงก็อาจจะประทุขึ้นใหม่อีกรอบ คราวนี้อาจจะหนักกว่าเดิม เพราะเป็นไฟสุมขอนลุกเป็นถ่านแดงๆ กลิ้งหลุนๆ ลงสู่เบื้องล่าง ก็จะลุกไหม้จุดต่อไปอีก
ดังนั้นไฟป่าจึงยังคงไหม้อยู่เรื่อยๆ หากเรามอบป่าให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ดูแล ก็คงไม่ทันการณ์ เพราะแต่ละหน่วยมีกำลังแค่ 10 นาย อุปกรณ์ที่ใช้ทำงานก็หาได้เท่าที่มี หน่วยงานต้นสังกัดก็ไม่สนับสนุนใดๆ เมื่อนายมาตรวจก็มาพร้อมกับตัวชี้วัดโน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เผชิญหน้ากับไฟทุกวัน รู้อยู่เต็มอกว่าหากไร้การสนับสนุนจากหน่วยเหนือ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตัดต้นกล้วย ลอกกาบ ตัดใบ ไปดับไฟป่า ถ้าได้แค่นี้ ก็ยากจะจัดการ สุดท้ายเราจึงได้รับรู้กันว่าเจ้าหน้าที่ไฟป่าคนหนึ่ง เลือกที่จะผูกคอ-เสียชีวิต
ข้อสังเกตที่พูดถึงกันมากแถบดอยสูง คือนอกจากควันไฟที่ปกคลุมอยู่ยาวนานแล้ว ปีนี้ไฟป่าก็เกิดขึ้นถี่ขึ้นกว่าปีก่อนๆ ถึงแม้จะมีมาตรการห้ามเผาของทางจังหวัดออกมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังลักลอบเข้าป่า เผาเป็นจุดๆ อยู่ดี
หากจะว่ากันถึงความหย่อนยานที่มีมากกว่าปีก่อน เจ้าหน้าที่รัฐส่วนหนึ่งต้องพะวงกับการแพร่ระบาดของ ‘โควิด-19’ จนขาดการดูแลใส่ใจ จึงทำให้คนกล้าทำผิดมากขึ้น... ก็ไม่น่าใช่สมมติฐานทั้งหมด
อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ในปีนี้ มาพร้อมกับกฎหมายฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ปรับปรุงปี 2562 กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจแก่รัฐในการขยายพื้นที่ป่าอย่างขนานใหญ่ ความหมายของป่ามาพร้อมกับคตินิยมที่ต้อง ‘เขียว’ ไว้ก่อน คนที่อยู่กับป่าก็จำกัดสิทธิการเข้าถึงป่าและการใช้ประโยชน์ ลดทอนอายุของไร่หมุนเวียนลง ที่สำคัญรุกคืบเข้าไปยังป่าชุมชนของชาวบ้านมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างที่ บ้านโป่งป่าแขม ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ชาวบ้านที่นี่มีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของชุมชุน 800 ไร่ ต่อมาเจ้าหน้าที่อ้างอำนาจตามกฎหมายฉบับดังกล่าว ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำกกทับที่ป่าอนุรักษ์ของชาวบ้าน โดยเหลือให้เพียง 200 ไร่เท่านั้น
ไม่เฉพาะพี่น้องชาติพันธุ์เมี่ยนบ้านโป่งป่าแขมเท่านั้น ที่เจอกับประสบการณ์แบบนี้ มีอีกหลายหมู่บ้าน หลายชุมชนที่ถูกทอนพื้นที่ออกไป จนไร้หนทางที่จะไปสู้รบปรบมือกับภาครัฐ
“เมื่อเห็นไฟ พวกเราก็ยังไปช่วยกันดับนะ” ผู้นำชุมชนบ้านโป่งป่าแขมบอก เมื่อเห็นไฟป่าอยู่นอกเขตหมู่บ้าน พวกเขาก็ยังไปช่วยกันอยู่ “แต่ที่อื่นไม่รู้นะ” หมายถึงจะไปช่วยกันดับเหมือนพวกเขาหรือไม่ ยังเป็นคำถาม
ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าที่ความรู้สึกเป็นเจ้าของป่าที่ชาวบ้านมีมาตลอด หายไป เพราะการเข้าไปประกาศเขตอุทยานทับที่ของเพวกเขา จึงขาดการเฝ้าระวัง และไม่ใยดีกับสิ่งที่เป็นไป กติกาชุมชนที่เคยมีเคยใช้ร่วมกันก็จะมีอาณาเขตแคบลง ดูแลเฉพาะที่รัฐปันให้ ส่วนที่อยู่นอกพื้นที่ออกไป ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐดูแลไป
ยิ่งรัฐได้ป่าคืนมามากเท่าไหร่ ก็ต้องแลกกับ ความร่วมมือและความรู้สึกเป็นเจ้าของที่พึงจะได้รับจากชาวบ้านรอบๆ ป่า... น้อยลงไปมาก-เท่านั้น





