วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดื่ม 'แอลกอฮอล์' เพิ่มความเสี่ยงโควิด-19

หยุดส่งเสริม หยุดโฆษณา หยุดกระตุ้นการสังสรรค์ ลดปัจจัยเสี่ยงการแพร่และติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มนักดื่ม

 

ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นหนึ่งปัจจัยแพร่ระบาดของเชื้อ คำรณ  ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา (Alcohol Watch) เปิดเผยว่า เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ โดยมีข้อเท็จจริงที่ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่ม ยิ่งภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ส่งผลต่อตับ และระบบน้ำเหลืองซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อต้านเชื้อไวรัส 

บรรดานักดื่มจึงเสี่ยงที่จะติดเชื้อง่ายและเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงเมื่อติดเชื้อ โดยมีโอกาสติดเชื้อในปอดจากไวรัสมากกว่าคนปกติ 2.9 เท่า และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อวัณโรคปอดถึง 13.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 มีลักษณะเดียวกัน จึงต้องระวังคนเหล่านี้ไม่ให้สัมผัสเชื้อ  

ในสถานการณ์นี้ สินค้าควบคุมอย่างสุรา เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็น (Non essential) และต้องจำกัดการเข้าถึง ได้แก่ จำกัดการซื้อขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การทำ CSR เป็นต้น เพราะเป็นสินค้าที่ทำให้คนดื่มมีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้คนดื่มขาดสติ และเป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือย

ทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาสังคมจากการดื่ม ในช่วงเวลาวิกฤตนี้  แม้สุราจะสร้างผลกระทบทางสังคมอยู่แล้วในภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤติโควิด-19  ปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดต่อสินค้าน้ำเมา เนื่องจากมาตรการขอให้อยู่บ้าน ประชาชนจำนวนหนึ่งที่ยังขาดความรับผิดชอบ อาจนัดหมายออกไปดื่มตามสถานที่อ่างเก็บน้ำ ริมน้ำ ชายทะเล ในชุมชน  ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ยากต่อการควบคุม รวมถึงปัญหาการดื่มในปริมาณที่มึนเมา ควบคุมสติไม่ได้ จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่ยอมรับการปฏิบัติตามที่ราชการร้องขอ การท้าทายในรูปแบบต่างๆ อย่างที่เห็นในคลิปการต่อต้านการทำงานของ อสม. ที่ไปขอร้องให้หยุดการตั้งวงดื่ม หรืออาจะขาดสติจนท้าทายว่าเป็นคนไม่กลัวไวรัส ไปทำพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเพื่อน เช่น กอดจูบท้าทายกันเป็นเรื่องขำขัน หรือ มีการท้าทายแข่งขันการดื่มหนัก เป็นต้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเผยแพร่เชื้อไวรัสได้  

รวมถึงปัญหาการสื่อสารที่คึกคะนอง สร้างความเข้าใจที่ผิดๆ ในโลกออนไลน์ เช่น การทำคลิปสื่อสารว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถฆ่าไวรัสได้ มีการอธิบายขั้นตอน การอมกลั้วคอ เพื่อให้แอลกอฮอล์ทำลายไวรัส ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องและมีการแชร์คลิปดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ซึ่งการสร้างความเชื่อผิดๆ เป็นปัญหามาแล้วในต่างประเทศ เช่น อิหร่าน  ตุรกี มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบคนจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีดีกรีสูงที่เชื่อว่าฆ่าโควิด-19 ได้

ซึ่งผลจากการดื่มสุ่มเสี่ยงยังทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เมื่อเมาไม่ได้สติ ก็มีปากเสียงถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งปกติจะมีเหตุความรุนแรงอยู่แล้วแต่ในภาวะเช่นนี้อาจเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่ยานพาหนะที่ลดลง หากเมาแล้วขับมีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุ

 

20200316144150819

 

นอกจากนั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกๆ ปี เป็นโอกาสทองของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  แต่เมื่อเทศกาลสงกรานต์ถูกเลื่อนออกไป ทำให้ธุรกิจต้องหาทางระบายสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเบียร์ซึ่งมีช่วงเวลาหมดอายุ จึงพบว่ามีการโหมทำการตลาดทั้งทางตรงและทางอ้อม ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์กันมากขึ้น ปัจจุบันแทบทุกแบรนด์หันมาทำการตลาดขายออนไลน์  เสี่ยงต่อการทำผิด พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 รวมไปถึงจะพบว่ามีการจัดกิจกรรมปาร์ตี้ออนไลน์ ที่สอดรับกับการสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์เพื่อกินดื่มกันมากขึ้น  ซึ่งทางเครือข่ายฯ เสนอ 3 ข้อหลักในการลดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนี้ 

1.ยึดหลัก  “อยู่บ้าน หยุดสังสรรค์ รักษาร่างกายให้แข็งแรง สร้างเสริมภูมิคุ้มกัน”  ทั้งนี้ มาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าจะทำอะไร ซึ่งปกติตอนเย็นจะใช้เวลาสังสรรค์ และการพบปะเพื่อน พบว่าประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้รวมตัวกันดื่มสังสรรค์ ในกลุ่มเพื่อน ทั้งในบ้านและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงในการแพร่เชื้อในกลุ่ม และเคยปรากฏแล้วว่า กลุ่มที่ทำงานย่านสถานบันเทิงต่างๆ เป็นแหล่งแพร่เชื้อสำคัญในเวลานี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องอดทนและคิดบวก ในการใช้โอกาสนี้ลด  ละ  เลิก สุรา หรือเข้าระบบการบำบัดรักษา รักษาร่างกายให้แข็งแรงเป็นเกราะป้องกันเชื้อไวรัส

2.ธุรกิจน้ำเมา หยุดส่งเสริม  หยุดโฆษณา หยุดกระตุ้นการสังสรรค์ ลดปัจจัยเสี่ยงการแพร่และติดเชื้อได้  ด้วยธุรกิจน้ำเมาได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะมีการปิดแหล่งท่องเที่ยวสถานบริการ ได้ใช้โอกาสนี้ทำการตลาดผ่านออนไลน์ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มสังสรรค์ ซึ่งผิดหลักการรักษาระยะห่างทางสังคม ในการป้องกันการแพร่เชื้อ บรรดาผู้ผลิต  นำเข้าและจำหน่ายสุรา ตลอดจนผู้ประกอบการร้านเหล้าผับบาร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุราควรใช้โอการนี้ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการไม่ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย สื่อสารการตลาด ที่ไปกระตุ้นการกินดื่มในช่วงเวลานี้อย่างเด็ดขาด  สิ่งที่ควรทำคือการร่วมสนับสนุน บริจาควัสดุ อุปกรณ์  สิ่งของเครื่องใช้ทางการแพทย์ เพื่อให้แพทย์  พยาบาล โรงพยาบาลต่างๆ ได้ใช้ในการต่อสู้กับวิกฤติ  

3.รัฐบาลควรพิจารณาในการออกนโยบายสำคัญ คือ ลดเวลาการจำหน่ายสุรา จากเดิมเวลา 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น เป็น 17.00 -20.00 น. อาจลดเวลาให้สั้นกว่านี้หรืองดจำหน่ายไปเลย แต่มาตรการนี้ควรดูแลผู้ที่มีภาวะติดสุราซึ่งจะมีอาการรุนแรงเมื่อขาดสุรา ดังนั้นต้องเตรียมการรองรับ

ดังนั้นจึงควรห้ามการขายสุราทางออนไลน์  ห้ามโฆษณาส่งเสริมการขายทางออนไลน์ทุกรูปแบบ รวมทั้งห้ามขายแบบสั่งตรงจากร้านค้า (Delivery) โดยการออกเป็นอนุบัญญัติ อาศัยอำนาจตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 หรือใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องมีแนวปฏิบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้กับชุมชนที่ชัดเจนว่าควรจัดงานเพื่อรักษาประเพณีหรือไม่ หากจะจัดงานต้องทำอย่างไร และจะมีมาตรการงดการดื่มฉลองในช่วงนี้อย่างไร