background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Lockdown...ฉบับปกาเกอะญอ รื้อฟื้นพิธีกรรมป้องกัน 'โควิด-19'

Lockdown...ฉบับปกาเกอะญอ รื้อฟื้นพิธีกรรมป้องกัน 'โควิด-19'

รื้อฟื้นพิธีกรรมปิดหมู่บ้านปกาเกอะญอ ยกระดับมาตรการชุมชนสกัดโควิด-19

 

...งดการเดินทาง หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อตัวเราเองและคนข้างกาย กักตัว 14 วัน เมื่อไปสถานที่เสี่ยง ให้ข้อเท็จจริงกับหมออย่างตรงไปตรงมา ไม่สร้างเฟคนิวส์ ลดการตื่นตระหนก ไม่กักตุนยาและอาหารจนเกินไป... เหล่านี้เป็นมาตรการในการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ซึ่งอยู่ใน 16 ข้อปฏิบัติ หลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่รัฐบาลจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ นับจากนั้นมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ที่เรียกว่า ‘ล็อกดาวน์’ หรือ ‘ปิดเมือง’ ก็ปรากฎขึ้นพร้อมกับประกาศสั่งปิดสถานที่เสี่ยง เช่น ห้างสรรพสินค้า ยกเว้นซุเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านขายยา และโซนอาหาร แต่ต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้น สถาบันการศึกษาทุกรูปแบบ สถานบันเทิง สนามมวย และสถานที่อีกมากมายที่จะทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก

 

‘เกราะหยี่’ ตัดไฟแต่ต้นลม

ในสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากทีมแพทย์ที่ต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถม พร้อมๆ กับความไม่พร้อมของพื้นที่และอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลน และอีกหลายหน่วยงานรัฐบาลที่พยายามแก้ไขอย่างสุดความสามารถ เราในฐานะประชาชนจึงไม่มีหน้าที่ใดสำคัญไปกว่าการเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่ออกไปยังสถานที่เสี่ยง เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม 

เพราะล่าสุด (26 มี.ค. 63) มีผู้ป่วยเพิ่ม 111 ราย ผู้ป่วยกลับบ้านแล้ว 88 ราย ยังรักษาในโรงพยาบาล 953 ราย เสียชีวิต 4 ราย รวมผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 1,045 ราย พบทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด วันละประมาณ 10-20 ราย นั่นหมายความว่าประชาชนบางส่วนยังตระหนักเรื่องการป้องกันตัวเองไม่ดีพอ และจากที่เคยแพร่กระจายในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ปัจจุบันกลับกระจายสู่ชุมชนในต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว

หลังจากหลายบริษัทส่วนใหญ่มีมาตรการให้ทำงานที่บ้าน work from home ประชาชนส่วนมากจึงทยอยกลับบ้านต่างจังหวัด ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดมากขึ้น สร้างความกังวลให้คนในพื้นที่อย่างมาก หลายจังหวัดต่างออกมาตรการรับมือ มีจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ พร้อมให้กักตัวผู้ที่เดินทางเข้ามาอย่างเคร่งครัด 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการ

 

เกราะหยี่ พิธีกรรมกันโควิด

 

เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ปิดชุมชน เพื่อป้องกันโควิด-19 ผ่านพิธีกรรม จารีตและความเชื่อ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาในการป้องกันตัวเองของชุมชนที่มีมาแต่ครั้งอดีต 

พนา ชอบขุนเขา ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง วัย 35 ปี เขาทำงานกับศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นลูกหลานบ้านแม่อูคอหลวง เล่าให้ฟังว่า พิธีกรรมนี้เป็นความเชื่อของบรรพบุรุษชนเผ่าปกาเกอะญอ เรียกว่า ‘เกราะหยี่’ มาจากคำว่า เกราะ ที่แปลว่า ป้องกัน, ปิดกั้น กับคำว่า หยี่ ที่แปลว่า ชุมชน, หมู่บ้าน ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติหรือโรคระบาดเช่นนี้ ทำพิธีโดยผู้นำทางธรรมชาติ (ยี่โข่) และผู้เฒ่าในหมู่บ้าน โดยมีกฎห้ามผู้หญิงและเด็กเข้าร่วมเด็ดขาดเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ผ่านสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการปกป้องหมู่บ้านและชาวบ้าน สร้างประตูกั้นจากไม้ไผ่แหลมตั้งที่ทางเข้าออกหมู่บ้าน โดยมียันต์ ธนู กับดักสัตว์ หอก เป็นสัญลักษณ์แสดงออกว่า ‘พวกเขาไม่ต้อนรับการแพร่ระบาดของโรคใดๆ ทั้งสิ้น’

เหตุใดชาวปกาเกอะญอต้องทำพิธีกรรมปิดหมู่บ้านดังกล่าว ในสถานการณ์ที่โควิด-19 ระบาด การทำพิธีกรรมจะป้องกันโรคได้จริงหรือ พนาเองที่เป็นชาวปกาเกอะญอคนหนึ่งก็เพิ่งเคยเห็นพิธีกรรมเช่นนี้ครั้งแรกและเขามีข้อสงสัยมากมายไม่ต่างจากเรา โดยจากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านเล่าว่าเคยทำครั้งแรกเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่โรคห่าระบาด ผู้คนล้มตายไม่รู้สาเหตุ พิธีกรรมนี้จึงทำขึ้นเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และปิดหมู่บ้านห้ามเข้า-ออกหลายอาทิตย์ ด้วยความเชื่อที่ว่าโรคร้ายจะมากับวิญญาณและสิ่งไม่ดี

 “ในพีธีจะมีเครื่องเซ่นไหว้ มีตาแหลวที่ทำจากไม้ไผ่สาน คล้ายๆ กากบาท หรือบางทีก็อาจจะเป็นรูปกลมๆ เหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่จะปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปจากหมู่บ้านเรา มีที่ดักสัตว์ และทำไม้ให้เป็นเหมือนพุ่งแหลน เพื่อเป็นประตูทางเข้าออก” ชัย-พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง วัย 45 ปี ที่ทำงานกับเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวิน พูดถึงประเด็นที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทำพิธีปิดชุมชนกันโควิด-19

  ธนู สัญลักษณ์ปกป้องชุมชน จากสิ่งชั่วร้าย

ธนู สัญลักษณ์ปกป้องชุมชน จากสิ่งชั่วร้าย

 

มาตรการชุมชนป้องกันโควิด

หลังพิธีกรรมเสร็จสิ้นจะไม่มีใครสามารถออกจากหมู่บ้านได้อีกราว 1 เดือน แต่จะเคร่งครัดอย่างหนักในการห้ามออกจากบ้านเป็นเวลา 3 วันเต็ม เมื่อพลบค่ำ 1-2 ทุ่ม ทุกคนจะแยกย้ายกันเข้าบ้านและจะออกมาได้อีกทีในรุ่งสางของอีกวัน หากฝ่าฝืนจะมีอันเป็นไปและจะถูกปรับดำเนินโทษทางศาสนาของชุมชน

พนาเล่าต่อว่า ตอนนี้หมู่บ้านเขาปิดได้ 10 วันแล้ว แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นสำหรับคนที่ทำงานท้องถิ่น อย่างผู้นำที่ต้องลงไปทำเอกสาร หรือหารือเรื่องสำคัญต่างๆ ซึ่งเขาก็จะมีการป้องกันตัวเองในระดับหนึ่ง โดยจะต้องไปขออนุญาตกับผู้นำธรรมชาติหรือผู้นำศาสนาก่อนตามความเชื่อ เมื่อจะกลับเข้าหมู่บ้านก็จะมีการไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้าหมู่บ้าน จะมีดอกส้มป่อยกับน้ำในการล้างหน้า ล้างมือและล้างเท้า ปัดเป่าสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคเสียก่อน

“เรามีนักศึกษาที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยกับเยาวชนที่ไปทำงานต่างจังหวัดและได้กลับมาภูมิลำเนาแล้วส่วนหนึ่ง แต่ที่เหลือก็พยายามบอกผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานไปทำงานไปเรียนข้างนอกว่าห้ามกลับมาช่วงนี้ ส่วนที่กลับมาแล้วก็จะถูกกักตัวแยกออกไปอยู่ที่กระท่อมในสวนในไร่ ไม่ให้เข้าบ้านไปอยู่รวมกับพ่อแม่ เฝ้าระวังว่าจะมีอาการหรือเปล่า พร้อมกับให้อาบสมุนไพรและทำพิธีเพื่อปัดเป่าโรคร้าย” พนาพูดถึงมาตรการกักตัวบฉบับปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมปัดเป่าโรคร้าย

 

ประตูกั้นที่ทำจากไม้ไผ่เหล่าจนแหลม

ประตูกั้นที่ทำจากไม้ไผ่เหล่าจนแหลม

ขณะที่หลายหมู่บ้านทยอยปิดและสร้างเงื่อนไขการเข้า-ออก บางแห่งห้ามลูกหลานที่กลับจากกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดหรือพื้นที่เสี่ยงเข้าหมู่บ้านในช่วงนี้ อย่างหมู่บ้านในแม่ฮ่องสอนบางแห่งเริ่มจากปิดเพียง 1 วัน เช่น บ้านแม่ตอละ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย, บ้านเมืองแพม ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า นอกจากนี้ยังมีบ้านปางทอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก, บ้านเซโตซา ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม และบ้านขุนแม่รวม ต.แจ่มหลวง จ.เชียงใหม่, บ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน โดยหลังจากพ้น 24 ชั่วโมงไปแล้ว แต่ละหมู่บ้านจะมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ ไปกับการสื่อสารกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน 

ซึ่งทั้งพนาและชัยบอกว่า พวกเขามีผู้นำเยาวชน ผู้นำหมู่บ้านเป็นตัวกลางในการสื่อสารกับคนในชุมชนเรื่องมาตรการการเฝ้าระวังต่างๆ และสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยและต่างประเทศ โดยประกาศเสียงตามสาย นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมเสี่ยงทายหรือการดูดวง ประเมินสถานการณ์ของโรคด้วย

"ปัจจุบันข่าวจริงข่าวปลอมปะปนกันไปหมด ทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกแล้วก็เกิดความกลัว จนอาจละเลยการป้องกัน แต่ก็เริ่มปรับตัวได้ อย่างที่บอกไปก็จะมีพิธีกรรมต่างๆ แล้วก็ยังมียาสมุนไพรที่จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง อย่างพวกฟ้าทะลายโจร ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันที่รัฐประกาศ ส่วนพิธีกรรมเป็นเรื่องของกำลังใจมากกว่า ทำให้ชุมชนไม่ตื่นตระหนกและกังวลเกินไป เพราะว่าเราหาซื้อหน้ากากอนามัยกันได้ยากมาก ที่ใส่อยู่ทุกวันก็ได้จากการบริจาค แต่ไม่ได้ครอบคลุมทุกคน” ชัยเสริม

 

พิธีกรรมคือยารักษาใจ

ในส่วนของมาตรการในการรับมือกับเจ้าโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นวิธีการป้องกัน การดูแลตัวเองเบื้องต้น เป็นสิ่งที่ทั้งพนาและชัยต่างทราบกันดี และมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับครอบครัวและพี่น้องชาวปกาเกอะญอเสมอ แต่ชาวบ้านยังมีความกังวลมากกว่า เพราะหากเป็นโรคที่มาจากในชุมชน โรคทั่วๆ ไป ยังพอมีสมุนไพรที่จะเป็นยารักษาได้ ทว่าโรคนี้มาจากหลายทิศทาง เป็นโรคที่มาจากสังคมเมือง สิ่งที่พวกเขากังวลคือไม่รู้ว่าจะต้องป้องกันถึงระดับไหนที่จะแน่ใจได้ว่าปลอดภัยแน่ๆ แล้วจะรักษาอย่างไร อาการแบบนี้จะติดหรือไม่ และเป็นห่วงลูกหลานที่กลับมาจากกรุงเทพฯ ด้วยกลัวว่าจะได้รับเชื้อในขณะเดินทางมา

สุดท้ายแล้ว ‘พิธีเกราะหยี่’ จะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น พนาบอกว่าช่วยได้ในแง่ของยารักษาทางจิตวิญญาณ แม้พิธีกรรมจะไม่ใช่ยารักษาโรค ไม่ใช่วัคซีนป้องกันไวรัส แต่หากปฎิบัติตามคำสอน กฎกติกา ระเบียบทางวัฒนธรรมนั้นๆ เชื่อว่าสิ่งไม่ดีจะไม่เกิดกับเราและคนรอบข้าง เพราะอย่างน้อยถ้าคนในไม่ออกแล้วคนนอกไม่เข้า หมู่บ้านที่อยู่กันตามวิถีธรรมชาติอย่างเขาก็จะปลอดภัย 

 

บนดอย

 

“เรามั่นใจในการปกป้องหมู่บ้าน-ชาวบ้านของเราเองด้วยหลักความเชื่อวัฒนธรรม” ไม่ต่างกับชัยที่มองว่า พิธีกรรมนี้จะควบคุมสถานการณ์ได้ดี ทั้งยังปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป เรียกสติคลายความกังวลให้กับชาวบ้าน และสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนที่จะต้องยืนหยัดในวิกฤตที่เกิดขึ้น

สำหรับผลกระทบจากการปิดหมู่บ้าน พนายืนยันเสียงแข็งว่าไม่มีแน่นอน ยิ่งการอยู่การกินในช่วงปิดหมู่บ้านยิ่งไม่น่าเป็นห่วง “เรามีอาหารจากป่าที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลทั้งพืชและสัตว์ มีอาหารอินทรีย์จากสวนที่ชาวบ้านปลูกกันเอง และเรามียาสมุนไพรนานาชนิดตามองค์ความรู้ภูมิปัญญา บอกเลยว่าทุกคนที่นี่ไม่อดตาย อยู่รอดมีความสุขทุกคนแน่นอน ถ้าไม่มีการเจ็บป่วยหนัก เนื่องด้วยอยู่ไกลจากโรงพยาบาลและเส้นทางค่อนข้างลำบาก จึงเป็นข้อจำกัดเรื่องระยะทางและทุนทรัพย์ ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ก็มีน้อย เครื่องมือแพทย์ก็มีไม่มากพอ จุดคัดกรองก็มีน้อย ซึ่งหมอพยาบาลเขาก็ทำเต็มที่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีการแพร่เชื้อในกลุ่มพี่น้องปกาเกอะญอ”

อีกเสียงจากชัยก็เช่นกัน มองว่าหากชุมชนพึ่งตัวเองแบบเต็มร้อยจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่สำหรับชุมชนที่มีการปรับเปลี่ยนวิถีไปบ้าง มีเรื่องของการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง การปิดชุมชนเช่นนี้กระทบต่อรายได้แน่นอน หรือบางคนที่ประกอบอาชีพค้าขาย รับจ้างต่างๆ แต่ถ้าชุมชนที่พึ่งตัวเองทั้งหมด ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตแน่นอน 

“ในหมู่บ้านไม่ได้มีเครื่องตรวจเช็คอุณหภูมิ ดังนั้นคนที่เข้ามาก็ต้องรับผิดชอบต่ออีกเป็นสิบเป็นร้อยชีวิตในหมู่บ้าน โอกาสที่จะเป็นย่อมสูง ความรับผิดชอบต่อสังคมจึงสำคัญมากๆ”

ลองคิดดูเล่นๆ ว่าจะเป็นอย่างไรหากกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยงในประเทศไทยที่มีราวๆ 600,000 คน และยังไม่นับรวมกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อีกจำนวนมาก มีหนึ่งคนติดเชื้อเข้าไปในชุมชนที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล ไม่ได้มีหน้ากากอนามัยที่เพียงพอ ไม่มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ มีเพียงประตูไม้ไผ่แหลมๆ เป็นเงื่อนไขในการปกป้องตัวเอง 

หากมาตรการระดับท้องถิ่นไม่เด็ดขาด พวกเขามีโอกาสรอดน้อยกว่าชุมชนในเมืองใหญ่เป็น 10 เท่า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่บางชุมชนออกมาตรการเด็ดขาดห้ามลูกหลานจากกรุงเทพกลับบ้านหรือเข้าพื้นที่เสี่ยง