ไวรัสโควิด-19 เล่นงานคนได้ทุกเพศ ทุกวัย และนั่นทำให้ชนชั้นนำหลายประเทศได้รับเขื้อ
ว่ากันว่า แพทย์ที่รักษาผู้ติดเชื้อ ก็รักษาตามอาการเท่านั้น ผู้ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตคือ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับปอด
ตามรายงานทางการแพทย์ การติดเชื้อสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย ไม่เลือกชั้นวรรณะ หากคนที่ติดเชื้อเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง นักการเมือง ดาราและเซเลบริตี้ทั้งหลาย ก็จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ
ในสหราชอาณาจักร มีหลายคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกที่ติดเชื้อไวรัสนี้ เช่น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ พระชนมายุ 71 พรรษา ทั้งนี้ พระตำหนักคลาเรนซ์เฮาส์ของอังกฤษ ออกแถลงการณ์ว่า พระองค์ทรงเข้ารับการตรวจไวรัสโคโรน่าและได้ผลเป็นบวก แต่ทรงมีพระอาการเพียงเล็กน้อย พระพลานามัยโดยรวมแข็งแรง
( เจ้าฟ้าชายชาร์ลส และคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายา)
ในขณะที่คามิลลาดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายาทรงเข้ารับการตรวจเช่นกัน แต่ผลเป็นลบหรือไม่มีเชื้อ แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ทั้งสองพระองค์ทรงกักตัวอยู่ในพระตำหนักในสกอตแลนด์ ตามคำแนะนำของรัฐบาลและแพทย์ ทั้งนี้ ไม่มีการยืนยันว่า พระองค์ทรงติดจากที่ไหน เพราะก่อนหน้านี้ ทรงออกงานหลายงานด้วยกัน
ส่วนอีกคนหนึ่งที่โดนไวรัสนี้เล่นงานและมีผลต่อการทำงานอย่างมาก เพราะเขาคือ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ
เขาเข้ามารับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 โดยจอห์นสันประกาศผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว เมื่อวันที่ 27 มีนาคมนี้ว่า ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และได้แยกกักกันตัวแล้ว อาการไม่รุนแรง
“ผมยังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำรัฐบาลต่อไป ด้วยการทำงานติดต่อราชการผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เราจะสู้ไวรัสนี้ไปด้วยกัน"
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองหลายคน ก็ยังแสดงความสงสัยว่า เขาจะบริหารบ้านเมืองได้อย่างไร ยิ่งกำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ด้วย
แต่สำนักงานนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่า จอห์นสัน ยังสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้ปกติ เขาจะติดต่อกับทีมงานและสั่งงานผ่านเทคโนโลยีเท่านั้น ทำให้เกิดนิยามการสั่งการใหม่
แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนนี้อาจจะหงุดหงิดอยู่บ้าง เมื่อโดนกักตัวอยู่คนเดียว เพราะปกติเขาชอบพบปะผู้คน ร่าเริงและเป็นกันเอง เขาชอบที่จะทำให้การประชุมเป็นแบบสบายๆ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม หรือผู้ฟัง ก่อนที่เขาจะออกความเห็นและตัดสินใจ
( นายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด ขณะแถลงข่าวระหว่างกักตัว)
ก่อนหน้านายกรัฐมนตรีจอห์นสัน ก็มีผู้นำโลกคนอื่นเช่นเดียวกันที่ต้องกักตัวเอง นั่นคือ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา หลังจากที่ โซฟี-เกรกัวร์ ทรูโด ภรรยาของเขาติดไวรัสโควิด-19 โซฟี เริ่มมีอาการไข้ภายหลังการเดินทางกลับจากการประชุมที่ลอนดอน สหราชอาณาจักร
กลางเดือนมีนาคม ทรูโดประกาศกักตัวเองและทำงานอยู่ภายในบ้านพักนาน 14 วัน เขายังออกมาแถลงข่าวทุกวัน แต่เป็นการแถลงคนเดียว ไม่มีนักข่าวเข้าฟัง คนที่ร่วมในการแถลงข่าวคือ ช่างเทคนิค 1 คนที่แต่งกายป้องกันอย่างมิดชิด โดยมีหน้าที่เตรียมโปรแกรมถ่ายทอด
ผู้ช่วยของทรูโดให้สัมภาษณ์ว่า ลูกๆ ของทรูโดที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน โดนบอกให้ทำเสียงเบาๆ เพราะ “พ่อกำลังโทรศัพท์ คุยเรื่องสำคัญ” การกักกันตัวของทรูโดไม่เหมือนในอังกฤษ เพราะเขาไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะที่จอห์นสันเป็นคนติดเชื้อเอง
สำหรับอังกฤษแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้นำประเทศป่วย และกระทบต่อการทำงาน ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ (ดำรงตำแหน่งปี 1997-2007) ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจและพักฟื้น นอกจากนี้ยังมีเคลเมนต์ แอตต์ลี (ดำรงตำแหน่งปี 1945-1951) ก็มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม ทำให้ไม่สามารถขึ้นบันไดได้
ส่วนแอนโทนี่ อีเด็น(ดำรงตำแหน่งปี 1955-1957) ก็ต้องแก้ปัญหาวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ทั้งๆ ที่ไม่สบายจากการติดเชื้อที่ท่อตับ หลังจากการผ่าตัด ทำให้เขาต้องกินยาตลอดเวลา ส่วนเทเรซ่า เมย์(ดำรงตำแหน่งปี 2016-2019) ก็ต้องต่อสู้กับโรคเบาหวาน และแก้ปัญหาการออกจากอียูของอังกฤษไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ ฮาร์โรลด์ วิลสัน (ดำรงตำแหน่งปี1974-1976 ) ก็ลาออกก่อนหมดวาระ เพราะเหน็ดเหนื่อยจากงาน
ส่วนนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรอีกคนคือ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้ 2 สมัยด้วยกันคือ ปี 1940-1945 และปี 1951-1955 ( จอห์นสันเคยกล่าวว่า เซอร์เชอร์ชิลเป็นวีรบุรษของเขา)
( เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล)
เซอร์เชอร์ชิลป่วยหนักมากถึง 2 ครั้งด้วยกัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1943 ตอนนั้นเขามีอายุ 69 ปี เขามีอาการของไข้หวัดและเจ็บคอหลังจากโดยสารเครื่องบินจากเมืองอัลเจียร์ ประเทศอัลจีเรียในแอฟริกาเป็นเวลา 8 ชั่วโมงครึ่ง ตอนนั้น เขาไม่ยอมเข้ารักษาในโรงพยาบาล ทำให้บรรดาหมอต้องหว่านล้อมให้เห็นถึงอันตราย ถ้าไม่ได้รับการรักษา เขาเปลี่ยนใจเข้าโรงพยาบาล แต่เขากราดเกรี้ยวกับหมอ พยาบาลอย่างมาก เขาสั่งการให้ส่งงานไปให้เขาทำ หลายคนบอกว่า “เขาเป็นคนไข้ที่แย่ที่สุดในโลก”
ส่วนในครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคมปี 1944 เขาป่วยเป็นนิวมอเนียในขณะที่มีอายุ 70 ปีแล้ว อาการรุนแรงมาก จนทางการต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับขั้นสุดยอด งานที่จะถูกส่งเข้าไปให้เขาพิจารณา ถูกคัดกรองก่อนว่าต้องด่วนจริงๆ เท่านั้น เขาโกรธมากเมื่อรู้เรื่องนี้ภายหลัง
หนังสือพิมพ์การ์เดี้ยนรายงานว่า สำหรับนายกรัฐมนตรีจอห์นสันแล้ว เขาเข้าดำรงตำแหน่งไม่นานนัก ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้เขายังไม่ทันได้รวมศูนย์การบังคับบัญชา เขาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุด เพื่อจัดการเรื่องนี้ โดยมีเขาเป็นประธาน แต่การตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านจอห์นสัน ทำให้การกักตัวของเขานี้ กระทบกับการทำงานและการต่อสู้กับไวรัสนี้อย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่า จอห์นสันจะมีหน้าที่ตัดสินใจและสั่งการ ส่วนหน่วยงานต่างๆ มีหน้าที่นำคำสั่งไปดำเนินการ แต่ประเทศก็ไม่มีผู้นำที่จะออกมาสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนได้ในยามนี้ เพราะกำลังป่วย ซึ่งเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่ในขณะนี้ แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ก็ติดเชื้อนี้
เขาประกาศผ่านทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคมว่า เขาได้รับผลตรวจไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอไวรัสโควิด-19 เป็นบวก และมีอาการป่วยเล็กน้อย เขาเองก็ต้องทำงานจากบ้านและกักตัวเอง






