'worst case scenario' จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการระบาดขยายวงกว้าง เข้าสู่ 'ระยะที่ 3' บุคลากรทางการแพทย์-พื้นที่ปลอดภัย เพียงพอหรือไม่ แล้วผลกระทบทางเศรษฐกิจจะรุนแรงแค่ไหน...
เชื่อว่ารัฐบาลของเราซึ่งมีพื้นฐานจากการทหารได้เตรียมวางแผนรับมือสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ไว้แล้ว การวางแผนใดๆ โดยเฉพาะยุทธวิธีทางทหารจะมีภาพจำลองสถานการณ์ระดับต่างๆ ไปจนถึงขั้นร้ายแรงสุด หรือ worst case scenario เพื่อจะหาทางรับมือกับมัน
แนวโน้มถึง ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด ในส่วนของไทยนั้นก็พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
ในทางวิชาการเขาชี้มาแล้ว ตัวการระบาด (Epidemic) มีผลกระทบ (impacts) ระดับร้ายแรง (serious) แต่ทว่าเจ้าตัวโรคระบาด (Disease) มีระดับไม่รุนแรง (severe) ตัวชี้วัดก็คืออัตราตาย (mortality) อยู่ที่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าซาร์ส (40 เปอร์เซ็นต์) และเมอร์ส (30 เปอร์เซ็นต์) อย่างเทียบกันไม่ติด
เขียนอังกฤษคำตัวเลขคำอาจจะงง... ขออนุญาตอธิบายด้วยภาษาเข้าใจง่ายว่า โรคนี้จัดเป็นประเภทติดเชื้อง่าย ป่วยง่าย ระบาดเร็ว คนป่วยก็เลยจะเยอะเพราะมันหลบซ่อนได้ดี แต่เมื่อเป็นแล้วรักษาง่ายกว่าโรคระบาดอื่น การตายเลยน้อยเมื่อเทียบกับการหายป่วย ดังนั้นเวลามองเจ้าโรคนี้ ฝ่ายที่อยากให้เบาบางลงจะชี้ที่อัตราการรักษาหาย ส่วนฝ่ายที่มองว่าน่ากลัวจะมองที่การระบาดและผู้ติดเชื้อ
การระบาดรุนแรงนี่ชัดเจนที่สุด ตัวเลขไม่หลอกลวง ...มีการนำสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อโคโรน่าเทียบกับโรคระบาดอื่น โดยเฉพาะ SARS และ EBOLA เพื่อดูความร้ายกาจของมัน กราฟแสดงผลชัดเจนว่าเจ้าโคโรน่า COVID-19 ขยายจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็วเกินโรคระบาดอื่นก่อนหน้า
ขนาดของจำนวนผู้ติดเชื้อนี่แหละครับ คือความน่ากังวลที่สุด!!!
เพราะแม้จะมีสัดส่วนการรักษาหายเทียบกับอัตราตายแล้วยังสูงกว่ากันเยอะ แต่ทว่ามันก็ยังลำบากอยู่นั่นเอง เพราะอย่างไรก็ตามขีดความสามารถในการรับมือผู้ป่วยมันมีจำกัด
แต่ละเมือง แต่ละประเทศมีจำนวนหมอ พยาบาล บุคลากรการแพทย์ เตียง พื้นที่ปลอดภัย ฯลฯ จำกัดอยู่แค่ที่มี ต่อให้เรารู้ว่าจะต้องรักษาอย่างไร ใช้ยาตัวไหนก็ตาม ดังนั้นเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ระบบจะไม่สามารถรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อ!
ประเทศจีนจึงต้องสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่อย่างเร่งด่วน ไม่ใช่แค่นั้นยังต้องใช้สถานีรถโดยสารดัดแปลงเป็นที่เฝ้าระวัง แปลว่าต้องขยายขนาดของระบบปฏิบัติการออกไปเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ติดเชื้อ อันที่จริง จีนเป็นเจ้าแห่งระบบสาธารณูปโภครองรับผู้คนจำนวนมาก สถานีรถไฟ ขนส่ง บขส. สนามบิน โรงพยาบาล ล้วนแต่ใหญ่โตเกินกว่าที่เราคุ้นเคยเพราะต้องรองรับผู้คนขนาด Large scale ก็ยังไม่พอ มีข่าวการระดมบุคลากรจากพื้นที่อื่นเข้าไปช่วยเสริม
สมมติว่าประเทศไทยเราเกิดการระบาดระยะ 3 มีผู้ต้องเฝ้าระวังหลักหมื่น ผู้ป่วยหลักพันก็พอ ...ถามว่าระบบของเราที่มีรองรับได้ไหม ตัวเลขศักยภาพของระบบสาธารณสุขของไทยเรารองรับได้ขนาดไหน เข้าใจว่ารัฐบาลคงเตรียมไว้แล้วล่ะ ส่วนตัวเลขจริงจะเท่าไหร่นั้นขึ้นกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง
นี่แค่กุมภาพันธ์เอง เจ้าโรคนี้ระบาดไปเกือบทั่วโลกแล้ว อเมริกา ยุโรป อิหร่าน ตัวเลขล่าสุดคือ 37 ประเทศ ระยะการระบาดของมันจะเดินหน้าต่ออีก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นนอกจากผู้ป่วยแล้วก็คือผลกระทบด้านต่างๆ เศรษฐกิจ สังคม นักเรียนในจีนต้องเรียนออนไลน์กัน สินค้าบางอย่างหยุดการผลิตหรือผลิตได้น้อยลง ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร การเดินทาง รวมถึงห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ฯลฯ ของแต่ละประเทศชะงักงันลงไปทั้งหมด ขนาดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงจากเดิมแน่นอน นี่ก็ได้เห็นข่าวกันแล้วว่ามีการปลดคน ให้พักงาน ตลอดถึงการขอลดเงินเดือนตัวเองของกิจการบางแห่ง ซึ่งก็คงจะมีให้เห็นต่อเนื่องไปอีก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่จะใหญ่หรือรุนแรงขนาดไหนนั้นคงต้องรอหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญโดยตรงระบุดีกว่า ส่วนของไทยเราไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ แค่จินตนาการย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 สมัยฟองสบู่แตก ลอยตัวค่าเงิน คนจนลงฉับพลันตกงานเปิดท้ายขายของระนาว แต่นั่นยังดีเพราะกระทบแค่บางเซกเมนท์ ชนบทและภาคเกษตรยังโอบอุ้มคนในเมือง การส่งออกยังกลับมาตั้งหลักได้
แต่หากประเทศเพื่อนบ้านประเทศยักษ์ใหญ่ล้วนซวนเซกันหมดล่ะครับ ทำให้นึกถึงภาวะซบเซาครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก Great Depression หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ประเทศสยามอยู่ห่างออกมาตั้งไกลยังกระทบด้วย มีผลให้รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรัชกาลที่ 7 ลำบากมากต้องดุลราชการ ตัดค่าใช้จ่ายมากมาย มีผลต่อสังคมการเมืองก่อน 2475 ในระดับสำคัญ
ถ้าหากเศรษฐกิจตกทั้งโลกรอบนี้น่ากังวลทีเดียว เพราะโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน นึกจินตนาการไม่ออกว่าจะกระทบลงมาถึงชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนขนาดไหน
สมัยสงครามโลกคนรุ่นพ่อแม่เล่าว่าข้าวของขาดแคลน ผ้าต้องปะชุนกันกางเกงเย็บก้นนี่ปกติธรรมดามากของคนยุคนั้นเพราะมันขาดไปหมด สบู่ น้ำมันก๊าด ของใช้ แต่เมืองไทยยังมีข้าวมีปลาอาหารสมบูรณ์ก็ผ่านยุคสมัยนั้นมาได้ แต่สำหรับยุคนี้ หากการผลิตสำคัญๆ ชะงัก ผู้คนออกบ้านไม่ได้ วงจรธุรกิจหดและชะลอลงหมด ที่แน่นอนที่สุดคือ เงินในกระเป๋าผู้คนลดลง
เอาแค่เงินของทุกคนลดลง หลายคนไม่มีเงินนี่ก็น่ากลัวที่สุดแล้ว
บ้านก็ออกไม่ได้กลัวติดโรค โรงพยาบาลเต็มแน่น (ปกติร.พ.ศูนย์แต่ละจังหวัดก็แน่นเอี้ยดอยู่แล้ว ระบบไม่พอรองรับผู้ป่วยจำนวนมากพิเศษขนาด large scale ได้แน่ นี่จากประสบการณ์ตรงของตัวเองไปเจอในบางจังหวัด) งานไม่มีทำ เพราะธุรกิจต่างๆ ชะงักงัน ปัญหาสังคมโจรปล้นจี้ก็จะตามมา ส่วนท่องเที่ยวรายได้หลักของ GDP ปีละล้านๆ หดตัวแน่นอน
หลอนเลยนะครับหากเป็นเช่นนั้นจริง!
ซึ่งเราก็ต้องดิ้นรนหาทางปะทะปะทังกันไป เมื่อตอนต้มยำกุ้ง หรือระหว่างสงครามโลก สังคมไทยก็ผ่านมันมาแล้ว หากจะต้องฝ่าฟันกับ COVID-19 ก็ต้องร่วมสู้กัน เข้าใจว่าอาชีพหลายอาชีพอย่างแท็กซี่ หรือแกร็บรับส่งคนอาจจะหยุดเอง (เพราะกลัวติดจากผู้โดยสาร) หรือจำใจหยุด (เพราะไม่มีผู้โดยสารกล้านั่ง) ก็อาจต้องหันมารับส่งอาหารแทน ธุรกิจ delivery น่าจะยังอยู่ได้ คนทำก็ไม่ต้องยุ่งกับผู้คน คนรับสินค้าบริการอยู่แต่บ้าน มีแต่พนักงานรับส่ง โอเค นี่เป็นทางออกหนึ่ง
ลองช่วยกันคิดดูว่ามีทางออกอื่นที่พอปะทะปะทังให้กับสังคมเราอย่างอื่นไหม เตรียมๆ กันไว้ครับ






