ทางเลือกไม่'ยื้อชีวิต'  

ทางเลือกไม่'ยื้อชีวิต'   

ถ้ารักษาไม่ได้แล้ว ทางออกก็คือ ชวนเขาค้นหาว่าอะไรมีค่ากับชีวิตเขา

 

“ความมุ่งหวังของเราทุกคน คืออยากให้คนไข้ตายดี แต่การตายดีในมุมมองของเรา อาจไม่เหมือนกับของคนไข้”  นาวาเอก นพ.พรศักดิ์ ผลเจริญสมบูรณ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.ชลบุรี กล่าวถึงการบอกข่าวร้ายว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในงานสร้างสุขที่ปลายทาง ครั้งที่ 3 ในการเสวนาเรื่องบทบาทของครอบครัว ความหวังและทางเลือกของผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิตเพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจในแนวทางที่ถูกต้องการดูแลคนในครอบครัว

 

ในงานสร้างสุขที่ปลายทางครั้งที่ 3 จึงชวนแพทย์ร่วมเล่าประสบการณ์ว่า ครอบครัวควรทำอย่างไรเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ควรบอกความจริงหรือไม่ บอกข่าวร้ายอย่างไร ตัดสินใจแบบไหนดีในช่วงท้าย ฯลฯ

 

      คุณหมอพรศักดิ์ บอกว่า  หากต้องเจอกรณีคนไข้ที่ไม่ต้องการยาแก้ปวด เพราะต้องการมีสติระหว่างการตาย เรื่องแบบนี้อาศัยเพียงความหวังดีของเราไม่เพียงพอ ต้องเคารพสิทธิ เคารพการตัดสินใจของคนไข้ด้วย และการที่คนไข้จะตัดสินใจได้ ขั้นแรกจำเป็นที่จะต้องรู้ความจริง แต่ญาติมักมีไอเดียที่บล็อกไม่ให้ผู้ป่วยรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ดังนั้นการวางแผนการดูแลล่วงหน้าให้เป็นตามความประสงค์ของเขาย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

 

“เบื้องต้น เราต้องรู้ว่า เขามีไอเดียเรื่องการตายอย่างไร เราจะเข้าถึงจุดหมายได้ง่ายขึ้น ถ้าเราสามารถสืบเสาะข้อเท็จจริงในแต่ละครอบครัวหรือคนไข้แต่ละคน การบอกข่าวร้ายอาจไม่ใช่การบอกข่าวร้ายแต่มันเป็นการบอกข่าวดี เขาจะได้เตรียมตัว"

 

 จากประสบการณ์ของเขา ถ้าผ่านด่านญาติไปแล้ว คนไข้น้อยรายมากที่จะรับไม่ได้ เขาจะโล่งอกแล้ววางแผนว่าจะไปต่อยังไง 

"ในคนไข้บางคนที่รับไม่ได้กับโรคที่เขาเป็น ผมจะมีคำถามหลายอย่างให้เห็นว่าการตายของเขาไม่ได้น่ากลัว ถ้ากลัวเหนื่อย กลัวปวด เรามีการบริหารจัดการเรื่องพวกนั้นได้” นพ.พรศักดิ์ กล่าว

 

ทางด้าน  ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คลินิกกุมารชีวาภิบาล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เด็กที่เป็นมะเร็ง แม้ส่วนใหญ่จะรักษาให้หายได้ แต่มีจำนวนหนึ่งที่ต้องเสียชีวิต วิธีรักษาช่วงแรกเน้นการใช้ยาและให้การรักษาเต็มที่แม้หมอจะรู้ดีว่าไม่สามารถหายได้และต้องเสียชีวิต 

 

และแล้วคุณหมออิศรางค์ก็ต้องเปลี่ยนความคิด เริ่มให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมของครอบครัว การทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งพบว่าคนไข้มีความสุข ครอบครัวมีความสุข และท้ายที่สุดสามารถยอมรับการตายได้มากขึ้น

 

“ถ้ารักษาไม่ได้แล้ว ทางออกก็คือ ชวนเขาค้นหาว่าอะไรมีค่ากับชีวิต เขาจะได้เต็มที่กับชีวิต ให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ Palliative care is about living เราไม่ได้พูดอะไรเลยเกี่ยวกับความตาย เราไม่ต้องโน้มน้าวให้ยอมรับความตาย คนที่เขาใช้ชีวิตดีแล้ว เขาก็เข้าสู่โหมดตายดีได้ ยอมรับได้ง่าย” นพ.อิศรางค์กล่าวและขยายความต่อว่า 

 

“แม้แนวคิดนี้จะได้ผลดีในเด็ก แต่ไมได้ผลในหมอที่รักษามะเร็งระยะสุดท้ายในผู้ใหญ่ เนื่องจากคนไข้มีจำนวนมาก และหมอไม่สามารถใช้เวลาพูดคุยทำความเข้าใจได้ และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจใช้วิธีให้คำปรึกษาที่บ้าน”

 

  คุณหมออิศรางค์ พบว่า 93% เลือกใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องยื้อชีวิตเขา 

"ความทรมานทั้งหลายมันเกิดจากการรักษา ในโรงพยาบาลหมอมีเวลาน้อย คนไข้เยอะมาก และส่วนใหญ่ไม่ผ่านด่านญาติ จึงมักรักษากันไปเรื่อยๆ แต่การจะคุยเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา ดีที่สุดคือที่บ้านเขา ผมยินดีไปคุยที่บ้าน แต่มีข้อแม้ว่าต้องเอาญาติมาให้ครบทุกคน แล้วผมจะคุยกับคนไข้ให้ เพื่อให้เขาบอกว่าชีวิตอยากได้ยังไง ที่สุดจะมาจบว่าตายไม่กลัว กลัวทรมาน  แล้วเราจะได้ชวนลูกหลานที่มานั่งฟังอยู่ด้วยให้สนับสนุนและเติมเต็มสิ่งที่ผู้ป่วยบอก และนี่คือคุณภาพชีวิตของเขา”

 

    ส่วน ดร.นพ.มโน เลาหวณิช ผู้อำนวยการสถาบันคานธี มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวปาฐกถาปิดงานตอนหนึ่งว่า hospice หรือสถานบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยจะมีแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ดูแลทั้งระบบ 

ขณะที่แนวคิด palliative care หรือการดูแลแบบประคับประคอง คำนี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศส แล้วพัฒนาเรื่อยมา ในอเมริกาการดูแลแบบประคับประคองนั้น 85% เป็นระบบอาสาสมัครซึ่งมาจากคนสองกลุ่มใหญ่คือนักเรียนนักศึกษากับคนเกษียณแล้ว แต่ยังอยากทำประโยชน์ ต้องผ่านการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 8 สัปดาห์ สามารถไปดูแลที่บ้านของผู้ป่วยได้เลย สำหรับประเทศไทยก็มีระบบอาสาสมัครแต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเป็นกิจจะลักษณะ จึงควรเร่งพัฒนาให้เป็นระบบและได้มาตรฐาน

“ระบบที่เหมาะกับสังคมไทยคือ ชุมชนควรมีส่วนร่วมหลัก เพราะเป็นค่านิยมของวัฒนธรรมไทย ควรเอามาเป็นกำลังหลักในการพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยและพัฒนาสุขภาพ แล้วค่าใช้จ่ายในการบริการสาธารณสุขจะลดลงมาก บทบาทของแพทย์แผนไทยก็เช่นกัน ยาไทยยังมีอีกเยอะที่พัฒนามาใช้ได้ เราจะลดค่าใช้จ่ายได้เยอะ ส่วนสุดท้ายคือ ศาสนา เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับจิตใจ จิตวิญญาณอย่างมาก นักบวชจึงน่าจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย” ดร.มโน กล่าว