วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

นาวาแห่งพระบารมี พยุหยาตราทางชลมารค

นาวาแห่งพระบารมี พยุหยาตราทางชลมารค

พระราชพิธีอันล้ำค่า ตระการตาเหนือน่านน้ำ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

 

ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีวางตัวขนานลำน้ำเจ้าพระยา งดงามตระการตาสมกับเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นับเป็นอีกวาระหนึ่งที่ประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์

นับเนื่องแต่อดีต ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถือเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งของพระมหากษัตริย์ไทย ‘ขบวนพยุหยาตรา’ นั้นมีความหมายว่า การเดินทางเป็นกระบวนของกษัตริย์ ดังนั้นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็คือการเดินทางเป็นกระบวนทางน้ำ ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ พยุหยาตราทางชลมารค (น้อย) ใช้เรือจำนวนน้อย และพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือจำนวนมาก สำหรับพระราชพิธีในวันที่ 12 ธันวาคม ศกนี้ ใช้เรือทั้งหมด 52 ลำ

 

20191017183314652

 

ที่สำคัญยิ่งคือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ ห่างจากครั้งล่าสุดนานถึง 94 ปี คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งไม่ใช่การเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินตามประเพณี ในการนั้นจึงมีบทเห่เรือที่แตกต่างกัน

สำหรับการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเรือจัดขบวนเรือตามโบราณราชประเพณี มีเส้นทางเสด็จฯ จากท่าวาสุกรี ไปยังท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร โดยจัดขบวนเรือพระราชพิธีเป็นพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) แบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตรใช้กำลังพล 2,200 นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ เรือรูปสัตว์และเรือคู่ชัก 10 ลำ และเรือประกอบอีก 38 ลำ

 

เรือพระที่นั่งองค์สำคัญในการนี้มี 4 ลำ กล่าวคือ 1. เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นใหม่เมื่อปลายรัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2454 ตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ ‘เรือศรีสุพรรณหงส์’ ในการพระราชพิธีครั้งนี้เป็นเรือที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

  1. เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 แต่เริ่มใช้ในรัชกาลที่ 4 เดิมปรากฏชื่อว่า ‘เรือพระที่นั่งบัลลังก์อนันตนาคราช’ ในรัชกาลที่ 6 ได้สร้างเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขึ้นใหม่ เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2457 เป็นเรือนำในขบวนพยุหยาตราทุกครั้ง อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
  2. เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 ชื่อเรือมาจากคำสันสกฤตว่า ‘อเนกะชาตะภุชงฺคะ’ แปลว่า นาค หรือ งู ทั้งนี้ นาค เป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์ คราวนี้ใช้เป็นเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมวงศ์
  3. เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี 2539 สืบชื่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณที่มีมาแล้วตั้งแต่รัชกาลที่ 3 คราวนี้ใช้เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง

 

20191021180038102  

 

“วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับสายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือชาววัง รูปแบบหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนกับสายน้ำก็คือ เรือ” วัฒนะ บุญจับ ผู้เชี่ยวชาญภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรม กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ท่องนาวาหน้าน้ำนอง…ส่องวิถีชลมารค” ที่จัดโดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

โอกาสเดียวกัน นาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ รองผู้อำนวยการกองเรือเล็ก กองทัพเรือ ขยายความถึง ‘เรือหลวง’ ว่า โดยทั่วไปจะมีเรือรบและเรือที่ใช้ในพระราชพิธี

 “เรือสำหรับรบอาจมีการตกแต่งลวดลายไม่มาก แต่สำหรับเรือในพระราชพิธีจะมีการตกแต่งลวดลายอย่างวิจิตร สำหรับการรบทางเรือนั้นจะแบ่งเป็นสองแบบคือ การรบทางทะเล และรบทางแม่น้ำลำคลอง ซึ่งการรบด้วยเรือแบบโบราณตามลำแม่น้ำแทบเลือนหายไปในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เรือรบโบราณจะกลายเป็นเรือที่ใช้ในพระราชพิธีเพียงอย่างเดียว”

 

20191017174958414  

 

สำหรับโขนเรือซึ่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ตามที่ได้เห็นในขบวนเรือพระราชพิธีนั้น นาวาเอก ณัฐวัฏ อธิบายว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมเขมรโดยทำขึ้นเพื่อบ่งบอกหรือแสดงสัญลักษณ์ของแต่ละกรมแต่ละกองเพื่อง่ายต่อการบังคับบัญชา

ส่วนเรือพระที่นั่งหรือเรือที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่ทำเป็นรูปสัตว์นั้น ได้สะท้อนคติความเป็นเทวราชาของพระมหากษัตริย์ตามคติฮินดู เช่น เรือสุพรรณหงส์ ซึ่งหงส์เป็นพาหนะของพระพรหม เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ เป็นรูปครุฑ อันเป็นพาหนะของพระนารายณ์ และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ซึ่งอนันตนาคราชเป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ที่บรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ดังนั้น คติการทำโขนเรือรูปสัตว์สำหรับเรือในกระบวน เช่น เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ ซึ่งเป็นทหารของพระรามจากวรรณกรรมรามเกียรติ์ ก็สะท้อนคติว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นนารายณ์อวตารจึงต้องมีทหารเหล่านี้อารักขา

ศ.ศานติ ภักดีคำ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาเขมร ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายเพิ่มเติมว่า “นอกจากคติความเชื่อดังกล่าวแล้ว โขนเรือรูปสัตว์ต่างๆ ยังเป็นสัญลักษณ์ถึงตำแหน่งขุนนางด้วย เช่น เรือราชสีห์ใหญ่สำหรับสมุหนายก เรือราชสีห์น้อยสำหรับพระยามหาอำมาตย์ เรือคชสีห์สำหรับสมุหพระกลาโหม เรือคชสีห์น้อยของพระยานรินทรราชเสนี”

 

20191021180037852  

 

ความงดงามของพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค นอกจากจะมาจากลวดลายอันวิจิตรบรรจงของการตกแต่งลำเรือ ริ้วขบวนที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังมาจากบทเห่เรือและการขับร้องอันไพเราะ สอดประสานกับท่วงทำนองของฝีพายตลอดเส้นทางการเคลื่อนขบวนอีกด้วย

 

โดยบทเห่เรือในงานพระราชพิธีครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 3 บท คือ 1. บทสรรเสริญพระบารมี 2. บทชมเรือ และ 3. บทชมเมือง ประพันธ์โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญกองทัพเรือ 

“กาพย์เห่เรือที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบคือกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ก็เป็นกาพย์ส่วนพระองค์ มิได้ใช้ในการพระราชพิธี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือ แต่ก็เป็นกาพย์ส่วนพระองค์เช่นกัน กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงจะเริ่มมีการเห่ในกระบวนเรือพระราชพิธี ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้มีการแต่งกาพย์เห่เรือขึ้นมาโดยเฉพาะตามแต่โอกาส” รศ.ดร. ศานติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม 

จากบทเห่ที่สละสลวยเปี่ยมไปด้วยความหมาย ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงดงามของภาษาและท่วงทำนองอันไพเราะ ก็คือ พนักงานเห่ ซึ่งครั้งนี้ผู้ได้รับเลือกให้เป็นต้นเสียงในการขับขานบทเห่เรือ ก็คือ นาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ 

“เนื้อหาของกาพย์เห่เรือนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ในงานใด เหตุการณ์อะไร หรือพระราชพิธีใด เช่น งานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์จะมีบทความงดงาม บทเล่าพัฒนาการ บทสรรเสริญพระบารมี งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ จะมีบทประวัติของพระพุทธเจ้า บทพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งทุกงานจะต้องแต่งบทเห่ขึ้นใหม่ หรืออาจมีการนำของเก่ามาปรับแต่งเปลี่ยนแปลงก็ได้” 

เขาอธิบายต่อว่า รูปแบบการเห่มีสองประเภทใหญ่ๆ คือ เห่แบบกองทัพเรือ และ เห่แบบกรมศิลปากร มีจุดแตกต่างกันตรงการเน้นคำ เน้นเสียง เพื่อสร้างอรรถรส ในแบบของกรมศิลปากรจะเป็นการเห่เพื่อการละคร จะอ่อนช้อยมากกว่า ขณะที่การเห่แบบกองทัพเรือจะเป็นการเห่เพื่อให้จังหวะ สร้างความฮึกเหิม จะต้องกระชับ ชัดถ้อยชัดคำ 

 

20191021183250378 (1)  

 

สำหรับความยากของการเห่เรือนั้น นอกจากจะมาจากภาษาในบทเห่ การออกเสียงและการใช้เสียงให้ได้ทั้งความถูกต้องและไพเราะแล้ว ยังมาจากสภาพแวดล้อมในการเคลื่อนขบวนเรือด้วย “บางครั้งเห่ไปแล้วหลายบท กระบวนเรือเพิ่งไปถึงครึ่งทาง บางครั้งเห่ไปเพียงไม่กี่บทก็ถึงที่หมายแล้ว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะ ระดับน้ำ กระแสน้ำ และกระแสลม” 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกคนที่ได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทล้วนตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าแห่งการพระราชพิธีสำคัญของประเทศ เพื่อให้งดงามสมพระเกียรติ จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่าเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีครั้งนี้ 

เพื่อจารึกไว้เป็นความทรงจำอันยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งในแผ่นดิน...ครั้งหนึ่งในชีวิต