สันป่าเหียง...ที่เพียงพอ

ทอดอารมณ์ให้ผ่อนคลาย เก็บความประทับใจมากมายจากความธรรมดาสามัญที่หมู่บ้านแห่งฝัน...สันป่าเหียง
กลิ่นหอมของไอดินยังอบอวลด้วยมนต์เสน่ห์ ยิ่งเป็นกลิ่นของแผ่นดินที่ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยหัวใจของชาวบ้านที่หวังให้พืชผลและบ้านเกิดเมืองนอนได้ปราศจากสารพิษ เพราะนั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน เราจึงสูดลมหายใจที่ ชุมชนสันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย ได้เต็มปอด
คำว่าเกษตรอินทรีย์, ท่องเที่ยววิถีชุมชน และอีกหลายวลีที่ความหมายทำนองเดียวกัน กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ความธรรมดาสามัญกำลังกลายเป็นสิ่งที่หลายคนโหยหา ทำให้ชุมชนต่างๆ ที่มี ‘ของดี’ ต้องเตรียมรับมือกับการไหลบ่าของนักท่องเที่ยว ไม่ใช่ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาใจคนนอก แต่คือการเสริมศักยภาพและรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้แข็งแกร่ง
- ศรัทธาและนาผืนนั้น
ห่างจากตัวเมืองเชียงรายมาทางอำเภอเทิงประมาณ 20 กิโลเมตร จากความเป็นเมืองแปรเปลี่ยนเป็นภูเขาน้อยใหญ่ บ้านสันป่าเหียงเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขา มีอายุอานามไม่น้อยกว่า 80 ปี วิถีชีวิตของคนที่นี่ยังอยู่กับธรรมชาติและประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำให้ชุมชนยังผูกพันแน่นแฟ้น และเต็มเปี่ยมด้วยประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม
อย่างความเชื่อเรื่อง เสี้ยวบ้าน หรือ หอเจ้าบ้าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชนที่ชาวบ้านเคารพนับถือ และแขกไปใครมาก็ต้องมาสักการะก่อนเพื่อเป็นสิริมงคลและเสมือนการมาขออนุญาตเข้าพื้นที่ ซึ่งตามความเชื่อของคนที่นี่ เสี้ยวบ้านจะปกปักรักษาคนในชุมชนและสิ่งต่างๆ ในชุมชนให้แคล้วคลาดปลอดภัย รวมทั้งคนที่กำลังคาดหวังอะไรก็ยังมาขอพรให้ประสบความสำเร็จได้ด้วย สำหรับคนที่ต้องการให้ได้ผลค่อนข้างแน่นอนก็มักจะบนบาน เรื่องใหญ่อาจบนด้วยวัวควายเลยทีเดียว แต่ถ้าเรื่องเล็กก็อาจแก้บนด้วยไก่
ชาวบ้านได้อัญเชิญเสี้ยวบ้านให้มาอยู่ที่ศาลนี้ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งกิตติศัพท์ของเสี้ยวบ้านแห่งสันป่าเหียงนั้นเลื่องลือไปถึงชุมชนข้างเคียง จึงมักจะมีคนต่างบ้านมากราบไหว้อยู่ตลอด
หลังจากตั้งจิตอธิษฐานจนเสร็จ ระยะเวลาการขอพรนั้นนานพอที่จะทำให้กลิ่นควันธูปคละคลุ้งอยู่ทั่วตัว อาจเป็นนามธรรมแต่เรื่องความเชื่อความศรัทธาก็เป็นของใครของมัน ที่แน่กว่าแช่แป้งคือตอนนี้รู้สึกได้ถึงสิริมงคล และมั่นใจมากว่าการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่อไปๆ ในชุมชนนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ
ถัดไปจากศาลเสี้ยวบ้านไม่ไกลนัก คือท้องทุ่งนาหลายแปลง แม้จะมีเจ้าของหลายรายแต่ท้องนาก็อยู่ติดต่อกันเหมือนความสัมพันธ์ของผู้คน ช่วงที่ไปคือปลายเดือนพฤศจิกายนกำลังเป็นฤดูเก็บเกี่ยว นาเกือบทุกแปลงเป็นสีเหลืองทองอร่าม เมล็ดข้าวสุกปลั่งกำลังรอคอยให้คมเคียวมาเกี่ยว แต่จะถึงกระบวนการนั้นไม่ได้หากยังไม่มี พิธีแรกเกี่ยว เพราะเป็นการบวงสรวงและขอขมาแม่โพสพก่อนการเกี่ยวข้าว ชาวนาเชื่อว่าการเกี่ยวข้าวจะทำให้แม่โพสพเจ็บจากคมเคียว จึงขอขมาลาโทษให้เรียบร้อยก่อน
ขณะที่พิธีกรรมกำลังเริ่ม ภายใต้ความเงียบสงบของท้องทุ่ง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านรวงข้าว กับเสียงของชาวนากำลังกล่าวคำขอขมา ในใจก็เผลอคิดถึงเรื่องวันวานของท้องทุ่งสันป่าเหียงที่เคยใช้สารเคมีอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตมากสำหรับขาย ผืนดินดูดซับยาพิษเอาไว้พร้อมกับที่ชาวนาก็รับเอาความตายแบบผ่อนส่งด้วยเหมือนกัน หากคมของเคียวเกี่ยวข้าวทำร้ายแม่โพสพตามความเชื่อ สารเคมีก็น่าจะเป็นการทำร้ายแม่โพสในความเป็นจริง
ต่อมาอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านกระตุกให้ฉุกคิดกันว่าควรเลิกใช้สารเคมี ประจวบเหมาะกับเกิดงานวิจัยจากความร่วมมือของชุมชน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือ สกว.เดิม เพื่อให้เกิดกระบวนการงานวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกร ต่อยอดเป็นองค์ความรู้ในการจัดการการเกษตร จัดการชุมชน เป็นชึมชนเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บ้านสันป่าเหียง ในที่สุด
ความคิดสิ้นสุดลงพร้อมกับพิธีกรรมเสร็จสิ้น ต่อจากนี้คือการลงมือเกี่ยวข้าวของชาวนาที่นักท่องเที่ยวก็ร่วมเป็นชาวนาจำแลงได้ ส่วนวิธีการนั้นไม่ยาก แค่ทำตามที่ชาวนาบอก ลองเกี่ยวตามสักสองสามกำก็เริ่มลงมือทำเองได้แล้ว แต่อย่าลืม ระวังเคียวจะเกี่ยวก้อยเอย
ก้มๆ เงยๆ ง่วนอยู่กับการเกี่ยวข้าวสักพัก เสียงอื้ออึงก็ดังมาจากทางหนึ่ง กวาดสายตาตามไปจึงรู้ว่าเหตุผลที่คนส่งเสียงเพราะเจ้าควายตัวเขื่องกำลังเดินดุ่มๆ ลงมาในนา
ถึงปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยแบ่งเบาและอำนวยความสะดวกชาวนาจนควายลดบทบาทลงมากแล้ว แต่สำหรับชุมชนนี้ยังมีการเลี้ยงควายเพื่อใช้ไถนา และอีกทางหนึ่งคือเป็นสีสันแห่งท้องทุ่งที่นับวันจะหาชมได้ยาก โดยเฉพาะควายที่นี่ถูกเลี้ยงดูให้เชื่อง ไม่ตื่นคน นักท่องเที่ยวจึงขึ้นขี่ควายได้ โดยมีเจ้าของควายอยู่ด้วยเสมอ
...แน่นอนว่าพอควายมาทุกคนก็พร้อมจะวางเคียวและคว้ากล้องไปเซลฟี่กับพี่ควาย
- หลากสี ‘สันป่าเหียง’
ชื่อชุมชนสันป่าเหียง อาจเป็นสำเนียงที่เฉพาะถิ่นและไม่คุ้นหูนัก แต่ที่มาที่ไปกลับเข้าใจง่ายๆ เพราะ เหียง คือชื่อไม้ประจำถิ่นที่เคยมีมากจนเรียกได้ว่าบริเวณนี้คือป่าเหียง
สำหรับต้นเหียงที่ว่านั้นอยู่ในตระกูลยางนา ทว่าไม่ค่อยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสักเท่าไร ต่อมาจึงลดจำนวนลงเรื่อยๆ แม้จะน่าเสียดายแต่ก็ว่าชาวบ้านไม่ได้ที่ต้องเลือกปลูกพืชผลทางเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจชุมชนยังขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรทั้งข้าว ลำไย และกระท้อน ซึ่งหายนะของป่าเหียงเริ่มต้นเมื่อราวๆ ปี 2530 มีนายทุนจากเมืองแพร่มาส่งเสริมและรับซื้อใบยาสูบในชุมชนนี้ เกษตรกรมจึงหันไปปลูกยาสูบ จนกระทั่งราคายาสูบตกต่ำ ได้มีการสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกกระท้อนและมะขามซึ่งนับเป็นตลาดใหญ่มาก ชาวบ้านจึงขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังป่าเหียงจนลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย
แต่ถึงอย่างไรปัจจุบันก็ยังมีต้นเหียงอยู่ และชุมชนก็กลับมาตระหนักและอนุรักษ์ต้นไม้ชนิดนี้ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป ควบคู่กับการทำเกษตรกรรมทั้งเพื่อการค้าและกินใช้ภายในครัวเรือน ที่นี่จึงมีทั้งสวนเกษตรอินทรีย์ขนาดค่อนข้างใหญ่ และแบบปลูกหลังบ้านง่ายๆ ทว่าครบครัน
อย่างสวนเกษตรอินทรีย์ของลุงคำที่มีพืชผักสารพัดชนิดบนพื้นที่ 4 ไร่ ถึงจะบอกว่าปลูกไว้กินเอง แต่ก็มีมากจนเหลือนำไปขายได้ตลอด นอกจากนี้ยังมีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยใช้ต้นหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ที่มีเอกลักษณ์คือได้ทั้งใบใหญ่ให้หนอนไหมกิน และได้ลูกหม่อนใหญ่ให้พวกเราได้เด็ดกินกันสดๆ เพราะปลูกแบบปลอดสารเคมี
ผ่านกิจกรรมมาหลากหลายภายใต้แสงแดดอุ่นๆ ถึงเวลาพักผ่อนที่ไม่เหน็ดเหนื่อย แถมยังได้ฝึกสมาธิอย่างดี นั่นคือการทำ โคมแบบล้านนา งานแฮนด์เมดที่ต้องอาศัยความตั้งใจกอปรกับฝีมือเพื่อจะรังสรรค์โคมอันวิจิตรบรรจง ซึ่งโคมไฟดังกล่าวในอดีตกาลทำหน้าที่เป็นตะเกียงให้แสงสว่างยามค่ำคืน แต่ไม่ใช่ของแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านเพราะต้องใช้น้ำมันซึ่งมีราคาแพง ชาวล้านนาหรือชาวเหนือจึงใช้โคมเฉพาะในพิธีกรรม แตกต่างกับปัจจุบันจากเครื่องใช้ที่จำเพาะกลุ่ม กลายเป็นของประดับตกแต่ง และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความสิริมงคลตามความเชื่อของชาวเหนือ
สำหรับที่สันป่าเหียง โคมแบบล้านนาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์งานฝีมือที่มีทั้งจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ของตกแต่ง และให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำ
หลังจากขะมักเขม้นกับการทำโคมจนเมื่อยและอ่อนล้า (ขนาดนั้นเชียว) ที่ชุมชนนี้ยังมีชื่อเสียงเรื่องการนวด ทั้งแบบผ่อนคลายไปจนถึงแก้อาการ ถึงจะเป็นคนไม่ชอบนวด บ้าจี้ ควรลองฝีมือหมอนวดของที่นี่ เพราะถ้าเมื่อยเล็กเมื่อยน้อยก็นวดผ่อนคลายจนเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว ส่วนใครปวดตรงไหน ไหล่ติด มีอาการผิดปกติ เพียงไม่กีกระบวนท่าก็จัดการได้อยู่หมัด
กำลังเคลิ้มจวนจะหลับ เสียงดัง “ฉ่า!” ปลุกให้ชำเลืองดู ต้นทางของเสียงนั้นคือเปลวไฟที่ลุกโชนบนฝ่าเท้าของหมอนวดคนหนึ่ง ถ้าเป็นนักเต้นเขาคงมีฉายานักเต้นเท้าไฟ แต่นี่คือเปลวไฟที่เกิดจากการนวดที่เรียกว่า ย่ำขาง
ย่ำขาง เป็นวิธีการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบพื้นบ้านล้านนาประเภทหนึ่ง ใช้สำหรับบำบัดหรือรักษาอาการเจ็บปวดตามร่างกาย โดยใช้เท้าชุบน้ำยา (น้ำไพลหรือน้ำมันงา) แล้วไปย่ำลงบนขาง (เหล็กผสมพลวงนำไปหล่อเป็นใบขาง) ที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วย่ำบนร่างกายหรืออวัยวะของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด พร้อมทั้งเสกคาถาอาคมกำกับด้วย ในอดีตหมอเมืองจะใช้เท้าย่ำรักษาส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งศีรษะด้วย แต่ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็นใช้มือหรือลูกประคบนวดส่วนศีรษะแทน ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังคงใช้เท้าย่ำเหมือนเดิม
ถึงจะดูฮาร์ดคอร์ไปหน่อย แต่หลายคนบอกว่าได้ผลชะงัดนัก แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ไม่ได้หมายความทุกคนจะให้หมอย่ำขางมาย่ำเราได้ เพราะการย่ำขางห้ามใช้รักษาผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์ มีประจำเดือน ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดใหม่ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคมะเร็ง (เพราะความร้อนจะทำให้มะเร็งกระจายตัวได้เร็วขึ้น) โรคปอด โรคหืด และผู้ป่วยที่มีไข้ขึ้นสูง
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยวิธีย่ำขางจะต้องยึดถือข้อห้ามที่หมอย่ำขางบอกกล่าว เพื่อให้อาการเจ็บป่วยหายเร็วขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาการกินที่หมอย่ำขางเชื่อว่าเป็นของแสลงซึ่งจะทำให้ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดและจะกลับมาเป็นซ้ำอีก ได้แก่ หน่อไม้ ชะเอม บอน ทุเรียน ไข่ เนื้อไก่ เนื้อวัว ปลาไหล ของหมักดอง อาหารทะเล หอย ปลาไม่มีเกล็ด และกบ
แต่อย่ามัวนวดเพลินจนฟ้ามืด เพราะก่อนจะหมดวันยังมีอีกสีสันของชุมชนที่ไม่ว่าใครก็ต้องไป...
แดดร่มลมตกแบบนี้ที่ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก เริ่มคึกคักขึ้น เพราะทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านต่างมาเดินเล่นและออกกำลังกายบริเวณรอบอ่าง ซึ่งที่นี่เป็นอ่างเก็บน้ำตามแนวพระราชดำริในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2528 มีพื้นที่ 12.5 ตารางกิโลเมตร และมีความจุ 4,980,000 ลูกบาศก์เมตร ภายในอ่างมีสัตว์น้ำนานาชนิด และเป็นแหล่งผลิตประปาของพื้นที่และละแวกใกล้เคียงด้วย
นอกจากนี้อีกบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งท่องเที่ยว คือเป็นจุดชมวิวอาทิตย์ตกที่สวยมากแห่งหนึ่ง เพราะมีเหลี่ยมเขาเป็นฉาก ด้านหน้าคือเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ ดวงอาทิตย์จะคล้อยไปที่หลังเหลี่ยมเขาแล้วสาดแสงสุดท้ายของวันเปลี่ยนฟ้าให้มีสีสันสวยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน
แล้วก็ได้เวลาเข้าไปพักผ่อนยังบ้านพักโฮมสเตย์ของชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเรียบง่าย แต่นับว่าสะดวกสบายทีเดียว
- สวัสดีวิถีชีวิต
หากถามว่าจุดแข็งของชุมชนนี้คืออะไร บางคนอาจบอกว่ามีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายในพื้นที่ บางคนอาจชอบอาหารการกินที่เรียบง่ายแต่หาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ บางคนอาจหลงใหลกิจกรรมสนุกๆ ที่ช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แต่อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นจุดแข็งมากถึงมากที่สุดของสันป่าเหียง นั่นคือ ‘วิถีชีวิต’ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับชาวบ้านมาตั้งแต่เกิดและทุกวันนี้ยังดำเนินอยู่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง วิถีชีวิตแบบไม่ต้องปรุงแต่งกำลังเป็นจุดขายที่นักท่องเที่ยวไม่ใช่เฉพาะคนไทย แต่จากทั่วโลกกำลังเสาะแสวงหา จะมีสักกี่ที่ที่ตอนเช้ายังเดินจากบ้านมาตลาดเล็กๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าก็คือชาวบ้านที่เก็บผัก ผลไม้ ผลผลิตจากหลังบ้าน มาผลัดกันซื้อผลัดกันขาย
แสงสว่างยังไม่ทันมาเยือน ของที่ชาวบ้านนำมาขายก็เริ่มร่อยหรอ ไม่ว่าจะเพราะเปิดตลาดตั้งแต่เช้ามืดหรือเพราะเอามาน้อย แต่สังเกตจากสีหน้าท่าทางแล้วรับรู้ได้ว่ายอดขายไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาคาดหวัง แค่นักท่องเที่ยวยอมลุกจากเตียงมาเดินดู พูดคุย ทักทาย จับจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ชาวบ้านก็อิ่มใจแล้ว
พอถึงเวลาพระเดินบิณฑบาต หากใครไม่ได้อยู่บ้านเพราะมาชอปปิงที่ตลาดแห่งนี้ ก็ตักบาตรได้ เพราะนี่เป็นเส้นทางบิณฑบาตของพระและเณรจากวัดศรีศักดาราม ถึงจะมืดไปสักนิดแต่ก็ได้เห็นความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวบ้านผ่านการตักบาตรด้วยความตั้งใจ
อย่ารอให้เช้าเกินไป เพราะยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ของชุมชนที่ตอกย้ำความครบเครื่องด้านการท่องเที่ยว มีชุมชน มีวิถี มีกิจกรรมดีๆ มีอาหารอร่อย มีวัฒนธรรมประเพณี มีธรรมชาติ แล้วยังมี พระธาตุโพธิญาณ อยู่บนยอดเขาอีกด้วย
ด้วยความที่เส้นทางค่อนข้างลาดชันมาก เพราะยังเป็นเส้นทางดินและหินตามธรรมชาติ ทำให้การขึ้นยังพระธาตุโพธิญาณ ต้องอาศัยรถขับเคลื่อนสี่ล้อของชาวบ้านพาขึ้นไป ตั้งแต่เริ่มต้นงทะยานท้าทายแรงดึงดูดของโลกก็ทำเอานักท่องเที่ยวอย่างเราสนุกไปกับการผจญภัยเบาๆ แต่โยกเยกกันหนักมาก จากที่เมื่อวานได้นวดผ่อนคลายก็ชวนให้คิดถึงหมอนวดคนเดิมขึ้นมาทันใด
ไม่กี่อึดใจรถก็พามาถึงยอดเขา พื้นที่นี้อยู่ในการดูแลของอาศรมอิสรชน สังกัดวัดศรีศักดาราม (มหานิกาย) อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับอาศรมอิสรชน และศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน มีพื้นที่ประมาณ 1,350 ไร่ พื้นที่ส่วนมากเป็นป่าอนุรักษ์ มีไม้เหียงและไม้เต็งรังเป็นไม้พื้นถิ่นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก พระธาตุโพธิญาณนอกจากจะเป็นสถานปฏิบัติธรรม และศูนย์รวมใจของประชาชนชาวบ้านและประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายแล้ว ยังเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แวะเวียนขึ้นไปสักการะและที่สำคัญคือชมทัศนียภาพและอันสวยงามของห้วยสักและในวันที่ฟ้าเปิดจะเห็นเชียงรายในมุมมองที่ไกลออกไป
เมื่อขึ้นมาถึงบนนี้ สูดอากาศสดชื่นจนชุ่มปอด มองลงไปยังเบื้องล่าง ยิ่งทำให้รู้สึกว่าความสุขที่หลายคนขวนขวาย สุดท้ายก็อาจต้องการแค่นี้แหละนะ







