background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

สธ. ชี้นโยบายประเทศไทยดูแล "สุขภาพกาย" และ "สุขภาพใจ"

สธ. ชี้นโยบายประเทศไทยดูแล "สุขภาพกาย" และ "สุขภาพใจ"

"กระทรวงสาธารณสุข" เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 75 (WHA75) ภายใต้หัวข้อ “Health for Peace and Peace for Health” ชี้นโยบายประเทศไทยดูแลทั้งสุขภาพกายและจิตใจเพราะ “ความเข้มแข็งทางใจ ทำให้ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้”

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2565) จากการที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต พร้อมกับ คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 75 (75th World Health Assembly - WHA75) ในระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคม 2565 ณ ปาเล เด นาซียง ที่ทำการสำนักงานสหประชาชาติ ประจำนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

 

ในการพัฒนาอนุสัญญาองค์การอนามัยโลก หรือพันธกรณี/ข้อตกลงในโลกภายใต้หัวข้อ “Health for Peace and Peace for Health” มุ่งใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ ข้อมูล เทคโนโลยีและนวัตกรรม ฟื้นฟูสุขภาพและการสาธารณสุขจากโลก ที่ถูกคุกคามจากความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 นานาประเทศย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพจิต โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางจิตใจ (Resilience) เพื่อฝ่าฟันวิกฤตต่าง ๆ
 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีนโยบายสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการดูแลด้านสุขภาพประชาชนอย่างเท่าเทียม ด้วยนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage : UHC) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่สังคมที่สงบสุข

 

ซึ่งในช่วงแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 รัฐบาลไทยได้ให้การเข้าถึงทั้งการตรวจและการรักษา ให้บริการวัคซีนแก่ประชาชนทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนที่ไม่ใช่เพียงแค่สุขภาพกายเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการดูแลทางจิตใจด้วย โดยมี “ความหวัง” เป็นองค์ประกอบสำคัญของ “การสร้างความเข้มแข็งทางใจ ให้ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้” ทั้งนี้การสร้างความเข้มแข็งทางใจ เป็นหลักการสำคัญของนโยบายการดูแลจิตใจประชาชนของกรมสุขภาพจิต ในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมาอีกด้วย

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการติดตามระดับความเข้มแข็งทางใจของ ประชาชนไทยต่อเนื่อง จากระบบการประเมินผ่าน Mental Health Check In หรือ www.วัดใจ.com ซึ่งเป็น Application Online และครอบคลุมประชาชนกว่าสี่หมื่นคนทั่วประเทศ  พบว่า ในช่วงมกราคม ถึง พฤษภาคม 2565 ประชาชน คนไทยมีระดับความเข้มแข็งทางใจดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง มกราคม ถึง ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยพบว่า ผู้ที่มีความเข้มแข็งทางใจระดับต่ำลดลงจากร้อยละ 6.5 เป็นร้อยละ 2.3

 

และผู้ที่มีความเข้มแข็งทางใจในระดับสูงขึ้น โดยเพิ่มจากร้อยละ 67.2 เป็นร้อยละ 71.9 ซึ่งผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของประชาชนคนไทยในการปรับตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ โดยการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจของแต่ละบุคคลนั้น ได้แก่ องค์ประกอบสำคัญสามข้อคือ การมองโลกในแง่ดีมีความหวัง การมีสัมพันธภาพดีซึ่งทำให้เกิดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง และการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อการจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถศึกษาข้อมูลดังกล่าวเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ของ กรมสุขภาพจิต ที่ www.dmh.go.th