วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยมี “วัคซีนฝีดาษ”แช่แข็งกว่า 40 ปี ป้องกันฝีดาษลิงในไทย

ไทยมี “วัคซีนฝีดาษ”แช่แข็งกว่า 40 ปี ป้องกันฝีดาษลิงในไทย

สธ.เผยไทยมี “วัคซีนฝีดาษ”แช่แข็งกว่า 40 ปี ในคลังองค์การเภสัชฯ น่าจะยังมีประสิทธิภาพใช้ได้ป้องกันฝีดาษลิงในไทย กรมวิทย์ตรวจเบื้องต้นเพาะเชื้อยังขึ้นได้ดี 

     เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข(สธ.)  กล่าวถึงการหารือกับองค์การอนามัยโลก(WHO)เรื่อง วัคซีนป้องกันฝีดาษลิง ว่าหากมีความจำเป็นก็จะให้การสนับสนุนตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้นำวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคฝีดาษ โรคไข้ทรพิษที่มีการแช่แข็งเก็บรักษาไว้โดย องค์การเภสัชกรรม(อภ.) ส่งไปยัง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่าการเพาะเชื้อต่อโรคเป็นอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ ใช้องค์ความรู้นำมาทำเป็นวัคซีนหรือยารักษาโรค ซึ่งหากเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็สามารถประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินเพื่อดูแลสถานการณ์ต่างๆ ได้ ทั้งนี้ การตระหนักรู้และป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญและดีที่สุด

“วัคซีนที่แช่แข็งไว้ แต่เก็บมากว่า 40 ปีก็ต้องนำมาตรวจดูว่าเชื้อยังใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก ก็ยังไม่ได้บอกว่าวัคซีนนี้ตรงกับสายพันธุ์ของโรคฝีดาษลิงในปัจจุบัน จึงต้องพึ่งพาตัวเองในทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ได้อยู่เฉย” นายอนุทินกล่าว
      ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. กล่าวว่า  วัคซีนฝีดาษที่สามารถป้องกันฝีดาษลิงได้นั้น องค์การเภสัชกรรม(อภ.)มีการเก็บแช่แข็งไว้กว่า 40 ปี เมื่อส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นำไปเพาะเชื้อแล้วพบว่าสามารถเพาะเชื้อได้ แปลว่าวัคซีนน่าจะยังมีประสิทธิภาพ
      นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวว่า เมื่อมีผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยก็ตรวจ หากยังไม่มีผื่นก็สวอเชื้อจากจมูก เพื่อทำ RT-PCR แต่หากมีผื่นแล้วก็สวอปจากผื่นที่มีโอกาสเจอเชื้อมากกว่า ดังนั้น หากผู้ที่มาจากแอฟริกา อังกฤษ ที่เริ่มมีไข้ มีความเสี่ยงสูงก็นำมาตรวจ แต่ช่วงที่เริ่มแพร่เชื้อคือช่วงที่ออกผื่น ทำให้สังเกตได้ คนก็จะเลี่ยงการสัมผัสได้

   สำหรับ การตรวจวัคซีนฝีดาษที่องค์การเภสัชกรรมเก็บรักษาไว้ เป็นวัคซีนที่เก็บมากว่า 40 ปีในลักษณะผงแช่แข็ง (Dry freeze) มีประมาณ 1 หมื่นโดส กรมจึงนำมาตรวจดูซึ่งต้องใช้เวลาอีกซักพักหนึ่งเพื่อให้ทราบว่ามีความปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อน และยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้หรือไม่ เพราะข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2523 ที่ไทยหยุดปลูกฝีดาษคน(Smallpox) ระบุว่าป้องกันได้ 85% เป็นข้อมูลเก่า แต่ฝีดาษตัวปัจจุบันยังไม่มีข้อมูล 

       “ผลตรวจวัคซีนเบื้องต้นพบว่าเป็นการนำเชื้อเป็นที่มีชีวิตมาน็อกไว้ เมื่อนำมาเพาะเชื้อก็โตเร็วมาก แต่ยังต้องรอกระบวนการตรวจอีกยาว โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูว่าต้องตรวจอะไรอีก หากจะใช้จริง ต้องทำอย่างไร และถ้าเจอคนไข้ในประเทศเมื่อไหร่ จะนำเชื้อปัจจุบันมาเพาะ เทียบกับภูมิคุ้มกันจากเลือดของคนที่ได้รับวัคซีนฝีดาษก่อนปี 2523 มาตรวจดูว่ายังสู้กับเชื้อได้หรือไม่” นพ.ศุภกิจกล่าว