background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

สำรวจ "ค่าครองชีพไทย" ผ่าน "ดัชนีบิกแมค" เทียบราคาเบอร์เกอร์ "แมคโดนัลด์"

สำรวจ "ค่าครองชีพไทย" ผ่าน "ดัชนีบิกแมค" เทียบราคาเบอร์เกอร์ "แมคโดนัลด์"

ชวนทำความรู้จัก “ดัชนีบิกแมค” (Big Mac Index) เครื่องมือชี้สถานะ “ค่าครองชีพ” และคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศต่างๆ ผ่านราคา “บิกแมค” เบอร์เกอร์เมนูหลักของแมคโดนัลด์ ที่มีขายอยู่ในกว่า 3 หมื่นสาขาทั่วโลก

ประเด็น “ของแพง ค่าแรงไม่ขึ้น” ยังคงเป็นเรื่องหลักในสังคมไทยตอนนี้ เมื่ออะไรๆ ก็แพงจน  “ค่าครองชีพ” เพิ่มสูงขึ้น แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้นไม่ทัน

ขณะที่ข้อเสนอการ “ขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ” เป็น 492 บาททั่วประเทศ ยังเป็นได้แค่ฝัน เพราะฝั่งผู้ประกอบการร้องค้านแทบจะทันที เนื่องจากจะกระทบต้นทุนการผลิตอย่างหนักและกะทันหันเกินไป

เมื่อราคาสินค้ามีแต่ขึ้นกับขึ้น แต่ “ค่าแรงขั้นต่ำ” กลับย่ำอยู่กับที่ แน่นอนว่า ย่อมส่งผลต่อ “คุณภาพชีวิต” โดยตรง

อย่างไรก็ตาม การวัดคุณภาพชีวิตว่าดีหรือไม่นั้น อาจจะเห็นภาพได้ง่ายขึ้นจากการนำไปเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ความแตกต่างของแต่ละประเทศก็ทำให้เกิดความยากในการเปรียบเทียบ ทำให้ “ดัชนีบิกแมค” หรือ "Big Mac Index" จึงเป็นดัชนีที่น่าสนใจและถูกหยิบมาใช้ประเมินคุณภาพชีวิตของผู้คน 

  •  “ดัชนีบิกแมค” คืออะไร? 

"ดัชนีบิกแมค" หรือ Big Mac Index คือ ดัชนีอ้างอิงจากทฤษฎีความเสมอภาคด้านอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity : PPP) ที่คิดค้นโดย The Economist นิตยสารด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ในปีค.ศ.1986 

ทฤษฎีความเสมอภาคด้านอำนาจซื้อ หรือ “ทฤษฎี PPP” มุ่งอธิบายการเบี่ยงเบนของค่าเงินแต่ละสกุล หรือสะท้อนความสมดุลระยะยาวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุล และมีข้อสมมติที่สำคัญว่า ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายทุนได้อย่างเสรี สินค้าจำพวกเดียวกันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม เมื่อนำเทียบด้วยสกุลเงินเดียวกันแล้ว ราคาสินค้าจะต้องเท่ากัน 

อย่างไรก็ตาม การใช้ทฤษฎีดังกล่าวมีความยุ่งยากตรงการเทียบกลุ่มสินค้าที่มีความคล้ายกันระหว่างประเทศนั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะแต่ละประเทศอาจไม่ได้มีหรือใช้สินค้าชนิดเดียวกัน และแม้กระทั่งจะมีสินค้าชนิดเดียวกัน ก็อาจมีความแตกต่างกันในลักษณะบางประการ จนไม่สามารถนำมาใช้วัดได้ 

ดัชนีบิกแมคจึงถูกคิดค้นขึ้นมา เนื่องจากแมคโดนัลด์กระจายสาขาอยู่ใน 122 ประเทศ จาก 195 ประเทศทั่วโลก และสินค้ายังมีความคล้ายกันในแทบทุกพื้นที่ ฉะนั้น บิกแมคจึงมีความเป็น “สินค้าสากล” สามารถใช้เป็นตัวแทนของสินค้าจำพวกเดียวกันตามหลัก PPP ได้

การใช้งานดัชนีบิกแมคสามารถอธิบายได้ดังนี้ โดยสมมติให้คู่ประเทศที่ต้องการเทียบ ยกตัวอย่าง สหรัฐ และ ญี่ปุ่น หลังจากนั้นนำเอาราคาบิกแมคของทั้งสองประเทศมาเทียบกัน

เช่น ในเดือนม.ค. 65 ราคาบิกแมคของสหรัฐและญี่ปุ่นอยู่ที่ 5.81 ดอลลาร์ และ 390 เยน เมื่อนำมาเทียบกัน พบว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์และเยนควรอยู่ที่ระดับ 67.13 (390/5.81) แต่ความเป็นจริง อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินทั้งสองนั้นอยู่ที่ระดับ 115.22 เยนต่อดอลลาร์

นั่นบ่งชี้ว่า “เงินเยน” อ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) ราว 41.7% อย่างไรก็ตาม ทางนิตยสาร The Economist ได้ชี้แจงไว้ว่า ดัชนีไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อวัดผลทางค่าเงินต่างๆ อย่างละเอียด เพียงแค่ต้องการอธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น 

  •  “Big Mac Index” ใช้วัดคุณภาพชีวิตได้อย่างไร? 

แม้ว่าดัชนีบิกแมคจะถูกคิดค้นเพื่อวัดการเบี่ยงเบนของค่าเงินตามทฤษฎี PPP แต่ทั้งนี้ยังสามารถบอกถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนในแต่ละประเทศได้ 

จากตัวอย่างก่อนหน้า การที่ผลลัพธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนตามดัชนีบิกแมคต่ำกว่าความเป็นจริง แปลได้อีกความหมายว่า คนญี่ปุ่นซื้อบิ๊กแมคได้ในราคาที่ถูกกว่าคนอเมริกัน จากการวัดด้วยสกุลเงินเดียวกัน 

เมื่อคนอเมริกันจ่ายเงินซื้อบิกแมคด้วยราคา 5.81 ดอลลาร์ หากนำเงินจำนวนเดียวกันไปแลกเป็นเงินเยน จะได้ราว 669.43 เยน ซึ่งสามารถซื้อบิ๊กแมคในญี่ปุ่นได้เกือบ 2 ชิ้น (บิ๊กแมค 1 ชิ้นในญี่ปุ่นมีราคา 3.38 ดอลลาร์)

แม้ว่าคนญี่ปุ่นซื้อบิกแมคได้ถูกกว่าคนอเมริกัน แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า ประชากรในญี่ปุ่นหรือสหรัฐ ใครมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศที่มีรายได้สูง ก็จะมีค่าครองชีพสูงที่สูงตามไปด้วย

ดังนั้น “ระดับรายได้” และ “อำนาจซื้อ” ของคนในแต่ละประเทศ จึงมีความสำคัญต่อการพิจารณา และต่อยอดเป็นการพัฒนารูปแบบของดัชนี โดยเพิ่มตัวแปรอย่าง ความแตกต่างของรายได้ประชากรต่อหัว (GDP per capita) เข้ามาร่วมคำนวณ เพื่อการแปลผลที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น 

กลับมาที่ตัวอย่างเดิม เมื่อนำรายได้ต่อหัวของแต่ละประเทศมาคิดแล้ว พบว่า ญี่ปุ่นควรมีราคาบิกแมคถูกกว่าสหรัฐ 16.3% แต่ความเป็นจริงคือถูกกว่าราว 41.7% บ่งบอกว่า เงินเยนอ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็น 30.4% หรือในอีกทางหนึ่งคือ แม้ประชากรทั้งสองประเทศจะมีอำนาจซื้อที่เท่ากัน แต่ราคาบิกแมคที่ญี่ปุ่นก็ยังถูกกว่าที่สหรัฐ 30.4%

ถึงกระนั้น การวัดสถานะค่าครองชีพก็ยังไม่ได้ให้ผลที่แม่นยำมากนัก เพราะยังมีข้อจำกัดอื่น อาทิ ในหลายประเทศ บิกแมคไม่ใช่ตัวแทนค่าครองชีพที่ดี ทั้งตัวดัชนียังมุ่งอธิบายผลด้านอัตราแลกเปลี่ยนระยะยาวเป็นสำคัญ ทำให้ผู้ใช้ดัชนีนี้ต้องพิจารณาข้อมูลอื่นๆ ประกอบด้วยเสมอ 

  •  สำรวจคุณภาพชีวิตและสถานะ "ค่าครองชีพ" ของคนไทยผ่าน "ดัชนีบิกแมค"  

เมื่อเทียบราคาบิกแมคระหว่างไทยและสหรัฐ ณ เดือนม.ค. 65 พบว่า ราคาบิกแมคในไทยถูกกว่าในสหรัฐราว 33.8% โดยราคาขายบิกแมคในสหรัฐและไทย เท่ากับ 5.81 และ 128 บาท ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำรายได้ต่อหัวประชากรของทั้งสองประเทศเข้ามาคิดด้วยกลับพบว่า บิกแมคในไทยควรมีราคาถูกกว่าในสหรัฐที่ 39.3% หรือพูดง่ายๆ ว่า จากระดับรายได้ต่อหัวของไทย ราคาบิกแมคควรเท่ากับ 117 บาท

ผลลัพธ์ข้างต้นชี้ว่า ราคาบิกแมคในไทยสูงเกินไป หากเทียบกับรายได้ต่อหัวของคนไทยในปัจจุบัน เพราะการซื้อบิกแมค 1 ชิ้น คนไทยต้องใช้เงินในสัดส่วนของรายได้ที่มากกว่าคนอเมริกัน และเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวของประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น พบว่า คนไทยต้องใช้สัดส่วนของรายได้ที่สูงกว่าคนในประเทศดังกล่าวเช่นกัน 

สรุปคือ ค่าครองชีพไทย สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในหลายประเทศ สวนทางกับรายได้ต่อหัวของประชากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าทุกประเทศที่กล่าวถึง 

อย่างไรก็ตาม บิกแมคไม่ใช่ตัวแทนค่าครองชีพที่ดีในไทย เพราะแมคโดนัลด์นับเป็นร้านอาหารแบรนด์ดังจากต่างประเทศ ทำให้บิกแมคในไทยไม่ใช่อาหารข้างทาง หรือถูกวางให้เข้าถึงง่ายอย่างในสหรัฐหรือประเทศตะวันตก ราคาบิกแมคจึงมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าที่ควรจะเป็นได้

ด้วยเหตุนี้ ดัชนีบิกแมคจึงอาจใช้ประเมินคุณภาพชีวิตของคนไทยได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น 

----------------------------------------------------

อ้างอิง

ลงทุนศาสตร์

Admiral Markets

Jame Chen 

The Economist