วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันเดือนพฤศจิกายนได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน COVID-19 แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบลิเบียที่เพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันเดือนพฤศจิกายนได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน COVID-19 แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบลิเบียที่เพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันดิบในเดือนตุลาคมลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เนื่องจากตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ำมันที่ถูกกดดัน หลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ปรับเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปและสหรัฐอเมริกา หลายประเทศต้องยกระดับมาตรการสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ COVID-19 อีกทั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบีย (NOC) ได้ประกาศยกเลิกภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เตรียมกลับมาดำเนินการผลิตและส่งออก อย่างไรก็ดียังมีแรงพยุงตลาดจากความร่วมมือการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและพันธมิตรอยู่ที่ระดับ 101% และแท่นผลิตน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกหยุดดำเนินการชั่วคราวจากเหตุพายุเฮอริเคน Zeta ซึ่งทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ราคาน้ำมันเดือนพฤศจิกายนได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน COVID-19 แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบลิเบียที่เพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันดิบในเดือนพฤศจิกายนคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม แม้ว่าตลาดจะมีปัจจัยเชิงบวกจากความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19  อาทิ ความร่วมมือของบริษัท Pfizer ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐฯ กับ BioNTech ผู้พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของเยอรมนี ที่ได้ออกมาเปิดเผยผลการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 บ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อถึง 95% ขณะที่บริษัท Moderna ของสหรัฐฯ ประกาศผลการทดสอบวัคซีนว่ามีประสิทธิภาพกว่า 94.5% นั้น ล่าสุดบริษัท Pfizer ได้ยื่นขออนุมัติใช้วัคซีนเป็นกรณีฉุกเฉินต่อองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) แล้ว นอกจากนี้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นาย Joe Biden ตัวแทนจากพรรค Democrat เป็นผู้คว้าชัยชนะ ได้รับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) กว่า 306 เสียงและเตรียมเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปี 2564 เป็นแรงหนุนต่อตลาด อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยกดดันจากการใช้มาตรการสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ COVID-19 ที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันในเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมที่คาดว่าจะลดลงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 489.5 ล้านบาร์เรล และจำนวนแท่นผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ อยู่ที่ 231 แท่นซึ่งกลับมาแตะที่ระดับเดียวกับในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนบริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบีย (NOC) รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นมาแตะ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามเป้าหมายการผลิตที่ประกาศไว้แล้ว 

ราคาน้ำมันเดือนพฤศจิกายนได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน COVID-19 แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบลิเบียที่เพิ่มขึ้น

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาด ยังต้องติดตามการประชุมของกลุ่มโอเปกและพันธมิตรที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ธันวาคม 2563 เกี่ยวกับข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ โดยรัฐมนตรีพลังงานของซาอุดิอาระเบียออกมาเผยว่าอยู่ระหว่างพิจารณาขยายระยะเวลาการลดกำลังการผลิต 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเดิมถึงเดือนธันวาคมปี 2563 ไปเป็นเดือนมกราคม 2564 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดของตลาดน้ำมัน นอกจากนี้การดำเนินนโยบายทางพลังงานของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของว่าที่ประธานาธิบดี Joe Biden ที่มีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของการลงทุนและการเติบโตของการผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (Shale Oil) ของประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต

ราคาน้ำมันเดือนพฤศจิกายนได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน COVID-19 แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบลิเบียที่เพิ่มขึ้น