ทดสอบจนมั่นใจก่อนถึงมือผู้ใช้

ทดสอบจนมั่นใจก่อนถึงมือผู้ใช้
8 กรกฎาคม 2562
7983

 

ขับรถเข้าปั้มน้ำมันครั้งหน้า สังเกตให้ดีมีน้ำมันอะไรให้เลือกบ้าง และน้ำมันชนิดใดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด?

กระทรวงพลังงานได้ประกาศให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานของไทย เพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท และมีแผนให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 10 เป็นน้ำมันประเภทหลักของไทยในปี 2564 ทดแทนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 7

เฉพาะน้ำมันดีเซลก็มีหลายชนิดแล้ว ดีเซลที่มีศักยภาพเติมแล้วรถได้พลัง คนใช้ได้ความมั่นใจและสิ่งแวดล้อมได้ความสะอาด เห็นจะมีอยู่ 2 ชนิดคือดีเซลหมุนเร็วบี10และดีเซลหมุนเร็วบี20  ที่เข้าวินเป็นตัวเลือกที่ดี ซึ่งกว่าจะนำออกจำหน่ายทั่วไปได้นั้น มีความน่าสนใจยิ่งกว่า

สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ได้ทำการทดสอบน้ำมันทุกชนิดจนแน่ใจว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม ทั้งด้านสมรรถภาพของเครื่องยนต์ที่จะไม่ได้รับความเสียหาย  ประสิทธิภาพของน้ำมันที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มกำลัง และที่สำคัญคือการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ปตท. ได้ทดสอบในห้องทดลองที่จำลองสภาพการใช้งานจริงอย่างมีหลักการก่อนสรุปประสิทธิภาพของน้ำมันชนิดนั้นในด้านต่าง ๆ

ด้านควันดำ จากการทดสอบ บี10 ลดควันดำได้ ร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับ บี7 ขณะที่ บี20 ลดควันดำได้ ร้อยละ 51เมื่อเทียบกับ บี7

ด้านการบำรุงรักษา  บี10 การบำรุงรักษาตามคู่มือใช้งานที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำ ส่วน บี20 ผู้ใช้รถยนต์ต้องดูแลเอาใจใส่รถยนต์มากขึ้น การบำรุงรักษาตามคู่มือใช้งานที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำ

ด้านอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง บี10 จากการทดสอบในห้องปฎิบัติการในรถกระบะเครื่องยนต์ยูโร 4 พบว่า บี10 มีอัตราสิ้นเปลืองมากกว่า บี7 ร้อยละ 1.2 ขณะที่บี20 มีอัตราสิ้นเปลืองที่ ร้อยละ 3.5

“ทั้งสองชนิดคือ บี10 แล ะบี20 ผลการทดสอบระบุว่า การเติมไบโอดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้น ทำให้จำนวนซีเทนสูงขึ้น และคุณสมบัติด้านการหล่อลื่นดีขึ้นด้วย ส่วนปริมาณสารก่อมลพิษ เช่น กำมะถัน โพลีไซคลิก อะโรมาติก และไฮโดรคาร์บอนมีค่าลดลง”

ผลการทดสอบด้าน ฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 พบว่า บี10 จากการทดสอบในห้องปฎิบัติการ ในรถกระบะเครื่องยนต์ยูโร 4 โดยสถาบันนวัตกรรม ปตท. พบว่า บี10 ลด PM2.5 ได้ ร้อยละ3.5 เมื่อเทียบกับ บี7 ขณะที่ บี20 สามารถลด PM2.5

ได้ร้อยละ21 เมื่อเทียบกับ บี7

ทั้งนี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีที โออาร์  ใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี100 คุณภาพสูง มาผสมเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 10 และยังใส่สารเพิ่มค่าซีเทนทำให้เครื่องยนต์มีกำลังแรง มากขึ้น และด้วยสัดส่วนของไบโอดีเซลบี100 ที่สูงขึ้น ทำให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 มีการเผาไหม้สมบูรณ์

“บี10 มีอัตราการปล่อยฝุ่นควันลดลงเมื่อเทียบกับบี 7 อัตราร้อยละ 3.1 ส่วนบี 20 มีอัตราลดฝุ่นควันร้อยละ 21 เทียบกับบี7 และหากเป็นบี100 จะพบว่าแทบไม่มีฝุ่นควันเลย  เพราะไบโอดีเซล บี 100 มีส่วนประกอบของออกซิเจนมาก ยิ่งเติมเข้าไปมากก็จะยิ่งมีความสมบูรณ์ของการเผาไหม้มาก ค่าปริมาณฝุ่นก็จะน้อย นี่เป็นผลจากการทำการทดสอบในห้องทดสอบมลพิษจำลองตามสภาพการใช้งานจริง”

ล่าสุด ฟากฝั่งบริษัทค่ายรถยนต์ได้ให้การรับรองว่าสามารถใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 ได้ จำนวน 11 ยี่ห้อ รวม 930 รุ่น ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน 

สอดคล้องกับผลการทดสอบของสถาบันนวัตกรรม ปตท. ที่ระบุว่า บี10 ผ่านการทดสอบในรถกระบะขนาดเล็กระยะทาง 100,000 กม. ตามโครงการศึกษาผลการใช้ไบโอดีเซลที่มีอัตราส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไปในเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็วของกรมธุรกิจพลังงาน ปี 2553

ส่วน บี20 ก็สามารถผ่านการทดสอบในรถดีเซลขนาดใหญ่ ระยะทาง 100,000 กม. ตามโครงการศึกษาการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลในอัตราส่วนร้อยละ 20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่โดยวิธีการทดสอบภาคสนาม ของกรมธุรกิจพลังงานในปี 2557

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะใช้มาตรการกลไกราคาทำให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 10 มีราคาขายปลีกต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 7 ซึ่งมั่นใจว่า จะสามารถจูงใจให้ผู้ใช้รถดีเซลหันมาใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 10ที่มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลธรรมดา 1 บาทต่อลิตร

สำหรับส่วนผสมของไบโอดีเซลที่มาจากน้ำมันปาล์มสกัด ในอัตราส่วนร้อยละ 10 โดยปริมาตร และถ้าเป็น บี20 ก็จะมีส่วนผสมน้ำมันปาล์มสกัดร้อยละ 20 ขณะที่ บี100 เป็นไบโอดีเซลบริสุทธิ์ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มสกัดไม่มีส่วนผสมของน้ำมันดีเซล จากข้อมูลส่วนนี้หากมีการใช้ บี10และ บี20 อย่างแพร่หลายจะทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้น

 สามารถสะท้อนกลับไปยังราคาผลปาล์มดิบซึ่งเป็นรายได้ของเกษตรกรให้ปรับตัวสูงขึ้น เป็นการส่งต่อความปรารถนาดีจากผู้ใช้รถยนต์ไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เบื้องต้นประเมินว่าตามยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันของประเทศ จะทำให้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบรวม 2 ล้านตันต่อปี ที่ผ่านมามีการใช้เพียง 1.2 ล้านตันต่อปีเท่านั้น

จากนี้ หากเข้าปั้มน้ำมันครั้งหน้าไม่ว่าจะเลือกใช้ บี10 หรือ บี20 สิ่งที่ได้นอกจากพลังเครื่องยนต์ที่พร้อมทะยานออกตัวแล้ว ผู้ใช้รถก็ได้รักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมดูแลเกษตรกรไทย และที่สำคัญอีกประการก็คือ การได้รับความมั่นใจที่ส่งต่อจากปตท.ที่ทดสอบทุกผลิตภัณฑ์จนมั่นใจก่อนถึงมือผู้ใช้

แชร์ข่าว :
Tags: