สัญญาณเตือน! วิกฤตหนี้บ้านทะลุ 2.32 แสนล้าน สะท้อนคนผ่อนไม่ไหว

สัญญาณเตือน! วิกฤตหนี้บ้านทะลุ 2.32 แสนล้าน สะท้อนคนผ่อนไม่ไหว

สัญญาณเตือนอสังหาฯ วิกฤตหนี้บ้านทะลุ 2.32 แสนล้าน ‘เครดิตบูโร’ ชี้หนี้เสียพุ่ง 16.5% สะท้อนภาวะคนผ่อนไม่ไหวจาก“ทรัพย์สิน” สู่ “ภาระหนี้”

ในวันที่ความฝันเรื่อง "บ้าน" กำลังถูกบดบังด้วยภาวะ "หนี้" ตัวเลขใหม่จาก เครดิตบูโร ได้เผยให้เห็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวลของตลาดที่อยู่อาศัยในไทย เมื่อยอด หนี้เสีย (NPLs) กลุ่มบ้าน ในไตรมาส 1 ปี 2568 พุ่งทะลุ 232,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 16.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลายเป็นแรงสะท้อนถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวในระดับครัวเรือน ที่กำลังส่งผลสั่นสะเทือนต่อระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัย

บ้านจาก“ทรัพย์สิน” สู่ “ภาระหนี้”

ไม่บ่อยนักที่สินเชื่อบ้านจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหัวข้อหนี้เสียที่ต้องจับตา เพราะตามธรรมชาติแล้ว “บ้าน” มักเป็นทรัพย์สินก้อนสุดท้ายที่ลูกหนี้จะยอมให้หลุดมือ ทว่า...ในไตรมาสที่ผ่านมา กลับพบว่า จำนวนบัญชีหนี้เสียในกลุ่มบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 156,644 บัญชี เพิ่มขึ้น 6.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแค่บ่งชี้ว่าภาระหนี้บ้านกำลังไหลเข้าสู่พื้นที่สีแดงของระบบการเงิน แต่ยังสะท้อนถึง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจครัวเรือนที่แม้แต่สินทรัพย์มั่นคงอย่างบ้าน ยังเริ่มถูกสั่นคลอน
 

หนี้รวม13.5 ล้านล้าน “บ้าน” กลับเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น

จากตัวเลขรวมของเครดิตบูโร ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า หนี้ครัวเรือนภายใต้ระบบเครดิตบูโรมีมูลค่ารวมถึง 13.5 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังครองสัดส่วนสูงสุดที่ 5.12 ล้านล้านบาทเทียบปีต่อปีพิ่มขึ้น 2.5%

แม้สินเชื่อบ้านจะยังเติบโต แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ อัตราหนี้เสียรวมของระบบพุ่งแตะ 8.8% จากเดิม 8.0% ในปีก่อนหน้า โดยหนี้เสียกลุ่มบ้านที่เพิ่มขึ้นถึง 16.5% กลายเป็นแรงฉุดภาพรวมที่ไม่อาจมองข้าม !

 “โครงสร้างรายได้” ไม่สอดรับ “ภาระหนี้”

การเพิ่มขึ้นของยอดการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็น NPLs (Debt Restructuring หรือ DR) คืออีกหนึ่งสัญญาณสะท้อนวิกฤตการณ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัว โดยไตรมาสนี้ยอด DR กลุ่มบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 34.4% (QoQ) หรือคิดเป็น 395,833 ล้านบาทเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มสินเชื่อรถ

นั่นแปลว่า ผู้กู้จำนวนมากเริ่มรู้ตัวว่า “ผ่อนไม่ไหว” และต้องเจรจาขอผ่อนปรนกับสถาบันการเงิน ซึ่งแม้จะเป็นสัญญาณบวกในเชิงการป้องกัน NPLs แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า “แรงอึดทางการเงิน” ของคนจำนวนไม่น้อยกำลังถึงขีดจำกัด


ท่ามกลางสัญญาณลบ ก็ยังมีจุดที่น่าจับตาในเชิงบวก เช่น กลุ่มหนี้ที่ค้างชำระระยะสั้น (SM) ในกลุ่มบ้าน ซึ่งมีมูลค่าลดลง 2.5% อยู่ที่ 182,018 ล้านบาท จากเดิม 186,593 ล้านบาท บ่งชี้ถึงความพยายามของทั้งสถาบันการเงินและลูกหนี้ในการรักษาระดับหนี้ไม่ให้ไหลสู่ NPLs

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้หลังกลายเป็นหนี้เสีย (TDR) ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ “ควบคุมได้” โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.9% อยู่ที่ 299,783 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการขยับที่ไม่หวือหวา หากเทียบกับแรงเหวี่ยงของปัญหาภายนอก

ความรุนแรงของวิกฤตหนี้เสียกลุ่มบ้านอาจยังไม่ถึงจุดพีค แต่แนวโน้มนี้สะท้อนถึงโจทย์ใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือการกลับมาทบทวน “ราคาขาย” “เงื่อนไขการกู้” และ “การพัฒนาโครงการ” ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อจริงในตลาด

ไม่เช่นนั้น บ้านที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง อาจกลายเป็นต้นเหตุของความทุกข์ในระดับครัวเรือน  เมื่อบ้านในฝัน หรือ ภาระในชีวิต

วิกฤตหนี้บ้านในไตรมาสแรกของปีนี้ อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง และรายได้ที่ไม่ทันความเปลี่ยนแปลง

ความท้าทายของทุกฝ่ายไม่ใช่แค่ควบคุม NPLs ให้อยู่ในกรอบเท่านั้น...แต่คือการสร้างระบบที่เอื้อให้ประชาชนมี “บ้าน” ได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยความไม่มั่นคงในชีวิตระยะยาว