สัมมากร ชี้ปี67รุกเซกเมนต์ลักชัวรี-อัปสเกลจับบ้านหลังแรกดันยอดขายโต20%

สัมมากร ชี้ปี67รุกเซกเมนต์ลักชัวรี-อัปสเกลจับบ้านหลังแรกดันยอดขายโต20%

สัมมากร เผยกลยุทธ์ปี 67 มั่นใจสร้างยอดขายโต 20% ตอกย้ำแนวคิดบ้านที่หลับสบายผ่านทุกช่องทางการสื่อสารสร้างภาพจำและดีเอ็นเอของแบรนด์ในใจผู้บริโภคลุยตลาดบ้านเดี่ยวในเซกเมนต์ลักชัวรี-อัปสเกล ตอบโจทย์ทุกความต้องการบ้านแนวราบของกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรก

นายณพน เจนธรรมนุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปี 2567 ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจกับบ้านแนวราบ ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการทำงานแบบ Remote Work มากขึ้น ทำให้สามารถเลือกทำเลที่อยู่อาศัยในพื้นที่ไหนก็ได้ และยังได้พื้นที่ในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดีผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพการก่อสร้าง และการดีไซน์ฟังก์ชันของบ้านให้ปรับเปลี่ยนแต่ละห้องให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สัมมากรให้ความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง

จากพฤติกรรมผู้บริโภคข้างต้น ทำให้สัมมากรมุ่งเน้นการพัฒนา และเปิดโครงการบ้านเดี่ยวเพิ่มเติม ภายใต้แนวคิดบ้านที่หลับสบาย ซึ่งเริ่มตั้งแต่การหาทำเลที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย การเดินทางสะดวก การออกแบบที่แก้ปัญหาการอยู่อาศัยของคนไทย เช่น เรื่องอากาศถ่ายเทและตำแหน่งของบ้านเพราะเป็นเมืองร้อน ซึ่งเราให้ความสำคัญและใส่ใจในทุกรายละเอียด

รวมถึงการสร้างฟังก์ชันให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเเต่ละเซกเมนต์ ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อม ภายในโครงการให้ร่มรื่นน่าอยู่ทำให้บ้านเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ให้กับผู้อยู่อาศัยทุกเจนเนอเรชั่นไม่ว่าเวลาจะผ่าน ไปนานเท่าไหร่ รวมทั้งสัมมากรยังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าตลอด 54 ปี เสมอมา นอกจากนี้ยังเน้นขยายธุรกิจพื้นที่เช่าซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญของสัมมากรควบคู่กับการพัฒนา โครงการบ้านอีกด้วย

โครงการบ้านต่างๆ ของสัมมากรในปีนี้ จะมุ่งทำตลาดอย่างเข้มข้นในกลุ่มลูกค้าบ้านอัปสเกล คือ ผู้ซื้อบ้านหลังแรก และผู้ที่ซื้อบ้าน เพื่อขยายครอบครัวเป็นหลัก ทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด เช่น โครงการมิตติ และอนาพนา  ราคา 5-15 ล้านบาทในโซนชานเมืองและปริมณฑล พร้อมๆ กับเน้นเซกเมนต์ตลาดลูกค้าบ้านลักชัวรี ซึ่งเป็นผลต่อเนื่อง จากผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากการเปิดโครงการบ้านลักชัวรี 2 โครงการในปีที่ผ่านมา 


ภายใต้กลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ทั้งภายนอกองค์กรและภายในองค์กร โดยกลยุทธ์ภายนอกองค์กร ประกอบด้วย Data driven and Creative จะเข้ามาเป็นแกนกลางและหัวใจหลักของการดำเนินการในทุกกิจกรรมของบริษัท ข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลทั่วไปและข้อมูลเชิงลึกจะถูกนำมาประมวลผลมากขึ้น จนสามารถ นำมาประยุกต์ใช้กับทุกๆ ฟังก์ชันการทำงานรวมถึงทางการตลาดที่จะเกิดขึ้น

 โดยเน้นสอดแทรกความครีเอทีฟ ไปในทุกงานของสัมมากร เพื่อสร้างความแตกต่าง สร้างการจดจำดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สื่อสารด้วยการสะท้อน ความจริงที่ตรงไปตรงมา และน่าเชื่อถือ เช่นภาพยนตร์โฆษณาชื่อ The UnStereotype Family By Sammakorn ที่ชวนทุกคนมาเปิดมุมมองอีกด้านของคำว่า “ครอบครัวที่สมบูรณ์” ที่หลายๆ คนอาจจะไม่เคยรู้, ภาพยนตร์โฆษณา ชื่อ The Broken Home ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบ้านของคุณเอง ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนอาจลืม และล่าสุดกับ Home Fill-in Interactive Exhibition นิทรรศการอินเตอร์แอคทีฟรูปแบบใหม่ที่พาทุกคนไปสำรวจ ความต้องการของตัวเองและคนในครอบครัว ระหว่างวันที่ 12-16 ม.ค. นี้ ระหว่างเวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานเอเทรียม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

รวมทั้งกิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นดีมานด์ของกลุ่มลูกค้า ทั้ง Affiliate program โปรเเกรมที่ให้ค่าเเนะนำบอกต่อ, Testimonial การสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับลูกบ้านสัมมากรในโครงการต่างๆ และ Campaign ใหม่ๆ เพื่อสื่อสารคำตอบของทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น Partnerships Campaign แคมเปญความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ผ่านความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ 

และ Environmental Sustainability Project เเละ CSR Campaign แคมเปญใหญ่ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและโครงการเพื่อสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่ง External Strategy ทั้งหมดจะถูกนำเสนอผ่านกิจกรรมทางการตลาด เช่น กิจกรรมการขาย การออกอีเว้นท์ แคมเปญพิเศษเเละโปรโมชั่นต่างๆ ควบคู่กับการสร้าง Brand Loyalty ด้วยการสร้างคอมมูนิตี้ ให้เกิดขึ้นในแต่ละโครงการบ้าน เพื่อสร้างสานสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ จนเกิดเป็น Brand Love ในที่สุด

ส่วนกลยุทธ์ภายในองค์กร เน้น สวัสดิการต่างๆ ที่เหมาะสมให้กับพนักงานสัมมากร ทุกคน เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับพนักงาน ทำให้ครอบครัวของพนักงานทุกคนที่นี่เป็นครอบครัวที่หลับสบาย

“ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในกรุงเทพ และปริมณฑลในปีที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร โดยหดตัวลงจากปีที่แล้ว 3% ส่วนบ้านเดี่ยวและทาว์นโฮมหดตัวลงในอัตรา 5 %  โดยมีปัจจัยจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังกลับมาไม่เต็มที่ มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดี และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบสำคัญ ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง เนื่องจากต้นทุนการกู้บ้านสูงขึ้น”

นอกจากนี้หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เกิด แรงต้านและกดดันกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าตลาดอสังหาฯ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างเล็กน้อยตามการเติบโต ของเศรษฐกิจไทยโดยรวม ต้องรอดูว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะได้ผลมากน้อยเพียงใด

โดยในปี 2567 ทางสัมมากรยังมุ่งมั่นพัฒนาโครงการบ้านคุณภาพอย่างต่อเนื่องและมั่นใจในศักยภาพของกลุ่มลูกค้าที่ได้วางไว้ โดยตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้น 20% หรือคิดเป็นยอดขาย 3,600 ล้านบาท ซึ่งเติบโตสวนกระแสตลาดกับในปีที่ผ่านมา จากโครงการบ้านใหม่ๆ จะกำลังจะเปิดตัว 4 โครงการ ได้แก่ อนาพนา จตุโชติ, มิตติ ราชพฤกษ์ - รัตนาธิเบศร์, Providence Lane เกษตร-นวมินทร์ และลาซาล และจากโครงการที่กำลังพัฒนา ได้แก่ อนาพนา นอร์ธราชพฤกษ์ รวมทั้งโครงการทำเลลาดพร้าว 91 และทำเลเอกมัย - รามอินทรา ตลอดจนการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตรงเป้า และดีมานด์ของลูกค้าเป้าหมายของแบรนด์