จับตา‘บ้านตั้งตัว’รัฐช่วยผ่อน-เช่าหนุนคนมีที่อยู่อาศัย

จับตา‘บ้านตั้งตัว’รัฐช่วยผ่อน-เช่า ของ พรรคก้าวไกล แกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรและจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน
ผ่านการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศไทยมาแล้ว หลังจากนี้จะเป็นช่วงเวลาของการ “จัดตั้งรัฐบาล” ซึ่งแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ก็คือ พรรคก้าวไกล ที่กวาดจำนวน ส.ส. มากที่สุด นโยบายต่างๆ ที่พรรคเคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ คงต้องติดตามผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่ประกาศมาก่อนหน้านี้ หรือมีแนวทางดำเนินการอย่างไร ถ้าพิจารณาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจไม่เห็นความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่มี 2-3 นโยบายที่เชื่อมโยงตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ คือ
1.นโยบายช่วยค่าผ่อนบ้านสำหรับคนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรก ในอัตราหลังละ 2,500 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 30 ปี จำนวน 100,000 ราย สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500,000 บาทต่อยูนิต
2.นโยบายช่วยค่าเช่าที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือห้องพักรูปแบบต่างๆ ในอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้องเช่าที่มีค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาทต่อเดือน
3.นโยบายจัดสรรที่ดินทำกิน โดยนำที่ดิน สปก. ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ มาตรวจสอบ รวมถึงการตรวจสอบผู้ถือเอกสารสิทธิ์ว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ แล้วจัดสรรให้กับคนที่ขาดแคลนที่ดินทำกินในรูปแบบของโฉนดที่ดิน
ในมุมมอง สุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ จำกัด ระบุว่า 3 นโยบายดังกล่าวคงไม่ได้สร้างแรงกระตุ้นให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มากนัก แต่อย่างน้อยคนกลุ่มหนึ่งในนโยบายแรก 100,000 รายก็สามารถมีชื่อเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ และช่วยให้ตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทมีความเคลื่อนไหว เพราะกำลังซื้อของที่อยู่อาศัยระดับราคานี้มีปัญหาการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมานานแล้ว
ผู้ซื้อในตลาดนี้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารได้ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนและความต่อเนื่องของรายได้ อีกทั้งการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารก็มีความเข้มงวดมาก จนยอดการปฏิเสธสินเชื่อของคนในกลุ่มนี้สูงกว่า 50% นโยบายนี้คงต้องดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร มีความเกี่ยวข้องกับธนาคารหรือไม่ ใครจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และธนาคารจะช่วยเหลือเต็มที่หรือช่วยเหลือภายใต้มาตรการการพิจารณาสินเชื่อในมาตรฐานของธนาคารควบคู่ไปด้วย เพราะสุดท้ายแล้วธนาคารยังคงต้องมองในระยะยาวว่านโยบายนี้เป็นนโยบายต่อเนื่องถึง 30 ปีหรือไม่
ส่วนนโยบายที่สอง อาจส่งผลดีต่อการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น เพราะภาระในการจ่ายค่าที่พักลดลง การใช้จ่ายในเรื่องอุปโภค บริโภค หรือนำไปใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ ก็คงมากขึ้นแน่นอน ขึ้นอยู่กับวินัยทางการเงินของแต่ละบุคคล และนโยบายที่สาม ถ้าทำได้เยอะก็อาจสร้างงานสร้างอาชีพในต่างจังหวัดมากขึ้น เศรษฐกิจของต่างจังหวัดน่าจะดีขึ้น ถ้าคนมีที่ดินทำกินแล้วใช้ประโยชน์บนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรมาอย่างแท้จริง ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นดีขึ้น
ถ้าพิจารณาถึงนโยบายด้านอสังหาริมทรัพย์ในรัฐบาลต่างๆ 10-20 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ออกมาทันทีที่การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น โดยมาตรการหลักที่รัฐบาลก่อนหน้าเลือกใช้ คือ มาตรการลดค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ลดค่าจดจำนองลงเหลือ 0.01%
ทั้ง 2 มาตรการหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ใช้กันต่อเนื่องเพราะไม่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน และไม่มีการสั่งงานที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันทีภายใต้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย แต่สุดท้ายแล้วคงต้องดูกันต่อไปว่ารัฐบาลปัจจุบันจะมีมาตรการหรือนโยบายอะไรออกมาเพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือไม่







