เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือแรงสั่นสะเทือนของโลกงาน “กานติมา เลอเลิศยุติธรรม” ฉายภาพการบริหารทุนมนุษย์ ในโลกปัจจุบัน ชี้อนาคตอยู่ที่คนคิดเป็น ใช้ AI เป็น และผู้นำที่กล้าปล่อยให้ทีมเก่งกว่าตัวเอง และโจทย์ใหญ่ขององค์กรไม่ใช่การนำ AI มาใช้ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องคน ผู้นำ และระบบการทำงานใหม่ทั้งหมด
ท่ามกลางกระแส ปัญญาประดิษฐ์ AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจและโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว หนึ่งในคำถามสำคัญที่หลายองค์กรกำลังเผชิญ ไม่ใช่เพียงว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร แต่คือองค์กรต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “คน” อย่างไร เพื่อให้เดินไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้
แนวคิดดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านมุมมองของ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS บนเวที People Performance Conference 2026 ภายใต้แนวคิด “Year of Work Life Intelligence” จัดการชีวิต พิชิตงาน ภายในหัวข้อ People X Technology With Challenges on HR Practices ถอดสมการคนทำงานและเทคโนโลยี เล่าให้ฟังถึงการจัดสมดุลชีวิตและงานในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ
บทสนทนาบนเวทีครั้งนั้น ไม่ได้พูดถึง AI ในฐานะเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการชวนองค์กรกลับมาทบทวนวิธีบริหารคน วิธีสร้างผู้นำ และวิธีออกแบบองค์กรใหม่ทั้งหมด
AI ไม่ได้เพิ่งมา แต่มันกำลังมา “ลึกกว่าเดิม”
กานติมา มองว่า ความเปลี่ยนแปลงจาก AI ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นในวันนี้ แต่เป็นคลื่นลูกเดียวกับช่วงโควิด-19 ที่บังคับให้องค์กรต้องเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ครั้งนี้แตกต่างตรงที่ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือช่วยทำงาน แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนในองค์กร
ในอดีต เทคโนโลยี ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ใน ยุค AI เทคโนโลยีเริ่มช่วย “คิด” ช่วย “วิเคราะห์” และช่วย “ตัดสินใจ” ได้บางส่วน ทำให้โครงสร้างการทำงานและบทบาทของคนในองค์กรต้องเปลี่ยนไป
งานประเภทงานรูทีน งานซ้ำๆ งานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์มาก มีแนวโน้มจะถูก AI เข้ามารับหน้าที่แทน ขณะที่มนุษย์ต้องขยับไปทำงานที่ต้องใช้การตีความ การเชื่อมโยงข้อมูล การตัดสินใจ และการคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันหลายคนเริ่มใช้ AI “กลับด้าน” จากที่ควรจะเป็น กล่าวคือ ใช้ AI ไปคิดแทนในงานที่ควรใช้สมองตัวเอง ขณะที่งานพื้นฐานยังทำเอง ส่งผลให้ AI กลายเป็นเครื่องมือทดแทนการพัฒนาตัวเอง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ
มุมมองนี้นำไปสู่ประโยคที่สะท้อนโลกการทำงานยุคใหม่ได้ชัดเจนว่า AI อาจไม่ได้มาแทนคน แต่จะมาแทนคนที่ไม่พัฒนาตัวเอง
ผู้นำยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในห้อง
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ บทบาทของผู้นำองค์กรในยุคที่เทคโนโลยีฉลาดขึ้น โดยในอดีต ผู้นำ มักถูกคาดหวังว่าต้องรู้ทุกเรื่อง ต้องเก่งที่สุด และต้องเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง แต่ในโลกที่ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม “ผู้นำอาจไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างอีกต่อไป”
สิ่งสำคัญกลับกลายเป็นการรู้ว่า ตัวเองไม่รู้อะไร ทีมขาดอะไร และต้องหาคนแบบไหนเข้ามาเติมเต็มทีม ดังนั้น ผู้นำยุคใหม่จึงไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้องประชุม แต่คือคนที่ทำให้ห้องประชุมมีคนฉลาดหลายแบบอยู่ร่วมกันได้ และเปิดพื้นที่ให้ความเห็นที่แตกต่างเกิดขึ้น
เพราะห้องประชุมที่ทุกคนเห็นด้วยกับหัวหน้าตลอดเวลา อาจดูสงบ แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นห้องประชุมที่อันตรายที่สุด เพราะองค์กรจะไม่เกิดความคิดใหม่เลย
แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่อง Succession Plan หรือการเตรียมผู้นำรุ่นต่อไป ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ผู้นำมักเลือกคนที่ “เหมือนตัวเอง” เป็นผู้สืบทอด
แต่ในโลกอนาคต การมีผู้นำที่คิดเหมือนเดิมทุกอย่าง อาจทำให้องค์กรปรับตัวไม่ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ผู้สืบทอดที่เหมาะสมจึงไม่จำเป็นต้องถูกใจที่สุด แต่ต้องเหมาะกับโลกอนาคตที่สุด
KPI และการประเมินผลงานกำลังเปลี่ยน
เมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ระบบประเมินผลงานแบบเดิมก็เริ่มถูกตั้งคำถาม
ในอดีต KPI วัดจากผลงานของ “คน” เป็นหลัก แต่ในอนาคต ผลงานจำนวนมากจะเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง คน กับ AI ดังนั้นองค์กรอาจต้องวัดผลว่า พนักงานสามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพงานได้มากแค่ไหน ไม่ใช่วัดแค่ทำงานเก่งด้วยตัวเองหรือไม่ คนเก่งในยุคใหม่จึงอาจไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างเองเก่งที่สุด แต่คือคนที่ใช้ AI ทำให้ผลงานออกมาดีที่สุด
ระบบ Reward หรือระบบรางวัลก็อาจต้องเปลี่ยนตามไปด้วย จากเดิมที่เน้นผลงานรายบุคคล ไปสู่การให้รางวัลกับคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ให้ทีมและองค์กรได้จริง เพราะในอนาคต “ทีม” จะไม่ได้หมายถึงทีมที่มีแต่คนอีกต่อไป แต่จะเป็นทีมที่มีทั้งคนและ AI ทำงานร่วมกัน
ปัญหาใหญ่ของ AI คือ มนุษย์เชื่อมันมากเกินไป
แม้ AI จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่กานติมาย้ำว่า การใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบ ยังมีความเสี่ยงสูง เพราะ AI สามารถให้ข้อมูลผิดได้อย่างมั่นใจ
“ปัญหาจึงไม่ใช่ AI ฉลาดหรือไม่ฉลาด แต่คือคนใช้ AI ฉลาดพอหรือไม่”
หากผู้ใช้ตั้งคำถามไม่ดี เขียนพรอมต์ไม่ดี หรือไม่เข้าใจงานที่ตัวเองกำลังให้ AI ทำ สุดท้ายคำตอบที่ได้ก็อาจไม่มีคุณภาพ และอาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการทำงาน
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้บริหารไม่เข้าใจเทคโนโลยีมากพอ อาจเข้าใจผิดว่าพนักงานบางคนเก่งมาก ทั้งที่จริงเพียงใช้ AI เก่ง ส่งผลให้การประเมินคนผิดพลาดทั้งระบบได้
เมื่อโลกไปถึง AGI คนระดับกลางอาจหายไป
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือภาพอนาคตขององค์กรเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปสู่ AGI หรือ Artificial General Intelligence ซึ่งสามารถคิดและวิเคราะห์ต่อยอดได้ ไม่ใช่เพียงประมวลผลข้อมูลเหมือน AI ปัจจุบัน
งานที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Middle Management หรือผู้จัดการระดับกลาง เพราะงานจำนวนมากในระดับนี้คือการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปเพื่อนำเสนอผู้บริหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ ก็อาจถูกลดบทบาทเช่นกัน
ในโลกที่ AI หรือ AGI ทำหน้าที่เหมือน “เพื่อนร่วมงานอัจฉริยะ” มนุษย์ที่ไม่ปรับตัวก็ย่อมเสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
องค์กรต้องลงทุนกับ “คน” พอๆ กับ “เทคโนโลยี”
ท้ายที่สุด กานติมามองว่า โจทย์ใหญ่ขององค์กรยุค AI ไม่ใช่การซื้อเทคโนโลยี แต่คือ การลงทุนกับคน ต่อให้บริษัทลงทุนระบบ AI หลายพันล้านบาท แต่หากคนในองค์กรยังไม่พร้อม ไม่เข้าใจ หรือใช้ไม่เป็น การลงทุนเหล่านั้นก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์จริง
การนำ AI มาใช้ในองค์กรจึงไม่ควรเริ่มจากซื้อก่อน แล้วค่อยหาวิธีใช้แต่ต้องเริ่มจากองค์กรมีปัญหาอะไร AI จะเข้าไปช่วยตรงไหนและคนต้องพัฒนาทักษะอะไรเพื่อทำงานร่วมกับมัน
แก่นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่ Technology Transformation แต่คือ People Transformation
องค์กรต้องสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ ให้พนักงานเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ออกแบบเส้นทางการพัฒนารายบุคคล และทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ไม่ใช่กิจกรรมที่ต้องไปอบรมปีละครั้ง ขณะเดียวกัน พนักงานเองก็ต้องรับผิดชอบอนาคตของตัวเอง ไม่สามารถรอให้องค์กรป้อนความรู้ให้เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
เมื่อองค์กรทำหน้าที่สร้างโอกาสและระบบ และพนักงานทำหน้าที่พัฒนาตัวเอง AI จึงจะไม่ใช่ภาระใหม่ในที่ทำงาน แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งองค์กรและคนทำงานเก่งขึ้นไปพร้อมกัน และในสมการโลกการทำงานยุคใหม่ บางครั้ง การลงทุนกับคน อาจสำคัญกว่าการลงทุนกับเทคโนโลยีด้วยซ้ำ





