วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ฟิตหรือพัง? เมื่อการออกกำลังหนัก กำลังทำให้แข็งแรง หรือส่งสัญญาณเตือนอันตราย

การออกกำลังกายหนักทั้งวิ่งมาราธอน และ HYROX อาจเพิ่มสมรรถภาพ แต่หากเตรียมร่างกายไม่พร้อมหรือฝืนเกินกำลัง เสี่ยงบาดเจ็บและกระทบสุขภาพ งาน SX 2026 ชวนเรียนรู้วิธีฝึกอย่างเหมาะสม เพื่อให้แข็งแรงและยั่งยืน

การออกกำลังกายความเข้มข้นสูง (High-Intensity Exercise) กำลังได้รับความนิยม ทั้งการฝึกซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนและการแข่งขันที่ท้าทายสมรรถภาพร่างกายอย่าง HYROX แต่การฝึกหนักไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้นเสมอไป หากเตรียมตัวไม่พร้อมหรือฝืนออกกำลังกายเกินกำลัง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพ

ภายในงานมหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน SUSTAINABILITY EXPO 2026 (SX 2026) "พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก" ภายใต้แนวคิด "Resilience in Action: ปรับ รับ เปลี่ยน" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวที SX Talk Stage จัดเสวนาหัวข้อ "HOW HARD IS TOO HARD: เมื่อการออกกำลังกายหนัก ร่างกายกำลังแข็งแรงขึ้น หรือกำลังส่งสัญญาณเตือน?" โดยมีแพทย์จากโรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark Hospital) ได้แก่ พญ. ศนิสรา จันทรจำนง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด เฉพาะทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ และพญ. อลิศรา อารีราชการัณย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ เฉพาะทางเวชศาสตร์การกีฬา ร่วมอธิบายความเสี่ยง สัญญาณเตือน และการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย

ฟิตหรือพัง? เมื่อการออกกำลังหนัก กำลังทำให้แข็งแรง หรือส่งสัญญาณเตือนอันตราย

HYROX : ความท้าทายที่ต้องใช้ทั้งพละกำลังและหัวใจ

พญ. อลิศรา อารีราชการัณย์ อธิบายว่า HYROX เป็นการแข่งขันที่ผสมผสานการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร จำนวน 8 รอบ สลับกับสถานีออกกำลังกาย 8 สถานี ซึ่งต้องอาศัยทั้งความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ บางท่ามีการออกแรงขณะกล้ามเนื้อยืดตัวภายใต้แรงต้าน (Eccentric Loading) หากฝึกซ้อมมาไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้าสะสมอาจทำให้ควบคุมท่าทางได้ไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อ

ฟิตหรือพัง? เมื่อการออกกำลังหนัก กำลังทำให้แข็งแรง หรือส่งสัญญาณเตือนอันตราย

ขณะที่ พญ. ศนิสรา จันทรจำนง กล่าวถึงผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดว่า การแข่งขันประเภทนี้ใช้ทั้งความทนทานของหัวใจและปอด รวมถึงความทนทานของกล้ามเนื้อ บรรยากาศการแข่งขันและความพยายามทำสถิติอาจทำให้ผู้แข่งขันเร่งความหนักโดยไม่ทันสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่เตรียมร่างกายไม่พร้อมหรือมีปัญหาสุขภาพแฝงอยู่

ทำไมคนที่ดูแข็งแรงจึงอาจเกิดภาวะหัวใจฉุกเฉิน?

พญ. ศนิสรา อธิบายว่า แม้ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำหรือมีสมรรถภาพร่างกายดี ก็อาจมีโรคหัวใจที่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อออกกำลังกายหนัก หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนมากขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นภาวะหัวใจฉุกเฉินในผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่เดิม

ตัวอย่าง ผู้ที่มีคราบไขมันสะสมในหลอดเลือดหัวใจ อาจเกิดการปริแตกของคราบไขมันและมีลิ่มเลือดอุดตันตามมา ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และบางกรณีอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายได้

ฟิตหรือพัง? เมื่อการออกกำลังหนัก กำลังทำให้แข็งแรง หรือส่งสัญญาณเตือนอันตราย

สำหรับคนอายุน้อยที่ไม่มีประวัติโรคประจำตัว ก็อาจมีความผิดปกติของหัวใจที่ยังไม่เคยตรวจพบ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งอาจแสดงอาการระหว่างออกกำลังกายหนัก

สัญญาณเตือนอันตราย : จังหวะไหนที่ต้องหยุดและห้ามฝืน

พญ. ศนิสรา ย้ำว่า หากมีอาการแน่นหน้าอกขณะออกแรง ใจสั่น เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลม ควรหยุดออกกำลังกายทันทีและขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ประจำสนาม ไม่ควรฝืนแข่งขันต่อ หากมีอาการรุนแรง เช่น หมดสติหรือหายใจผิดปกติ ต้องเรียกบริการฉุกเฉินทันที

ด้าน พญ. อลิศรา กล่าวถึงสัญญาณเตือนจากกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น มีเสียงดังผิดปกติในข้อร่วมกับอาการเจ็บ บวมเฉียบพลัน หรือปวดจนลงน้ำหนักไม่ได้ ควรหยุดกิจกรรมและรับการประเมินอาการ อาจประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการระหว่างรอการดูแลที่เหมาะสม การฝืนออกกำลังกายต่ออาจทำให้การบาดเจ็บรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณเส้นเอ็นและหมอนรองกระดูกข้อเข่า

เตรียมตัวก่อนลุย จัดวันพัก และฟังเสียงร่างกาย

พญ. ศนิสรา แนะนำให้ผู้ที่วางแผนแข่งขันกีฬาหนักประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนเริ่มฝึกซ้อม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) ตามประวัติ อาการ และความเสี่ยงของแต่ละคน ไม่ใช่การตรวจที่จำเป็นสำหรับทุกคนโดยอัตโนมัติ สำหรับการดูแลสุขภาพทั่วไป ควรออกกำลังกายระดับปานกลางสะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยปรับระดับความหนักให้เหมาะกับสภาพร่างกาย

พญ. อลิศรา อธิบายเพิ่มเติมว่า กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นใช้เวลาปรับตัวต่อการฝึกซ้อมไม่เท่ากัน โดยมีการยกตัวอย่างช่วงเวลาประมาณ 6–8 สัปดาห์สำหรับกล้ามเนื้อ และ 4–6 เดือนสำหรับกระดูกและเส้นเอ็น ทั้งนี้ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับลักษณะการฝึกและสภาพร่างกายของแต่ละคน จึงควรวางแผนฝึกซ้อมล่วงหน้า เพิ่มความหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจัดให้มีวันพัก (Rest Day) เพื่อป้องกันการฝึกหนักเกินไป (Overtraining) ในวันพักอาจทำกิจกรรมเบาๆ (Active Recovery) เช่น การยืดเหยียด โยคะ หรือพิลาทิส ตามความเหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวและฟื้นตัวจากการฝึกซ้อม

การสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่ขีดจำกัดความเหนื่อยเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย ประเมินความพร้อมก่อนออกกำลังกาย และให้เวลาพักฟื้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่องในระยะยาว