วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA  ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

วันนี้ แนวคิดเรื่อง "ความยั่งยืน" ไม่ใช่แค่กระแสนิยม แต่เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อผู้คนและโลกใบนี้ ซึ่ง "ความยั่งยืน" ไม่ได้ถูกตั้งคำถามอีกต่อไปแล้วว่า "จำเป็นหรือไม่" แต่คำถามใหม่ที่ดังกว่าเดิม นั่นคือ "ใครกำลังนำ" และ "ใครกำลังตาม"

ในเวทีระดับโลก “5th Annual Sustainability Week Asia” จัดโดยThe Economist ซึ่งรวบรวมผู้นำองค์กรกว่า 1,000 คนจากทั่วโลก วิสัยทัศน์ของ "ชฎาทิพ จูตระกูล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าระดับโลก สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยามและสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญ ด้วยการประกาศนิยามใหม่ของรีเทลที่ไม่ใช่เพียงพื้นที่ขายของ แต่คือการสร้าง "ต้นแบบเมืองแห่งโลกอนาคต" ผ่านโครงการ "NEXTOPIA" เพื่อพิสูจน์ว่าความยั่งยืนสามารถเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างกำไรและเปลี่ยนโลกได้จริง!

นับเป็น Big Game Changer และการประกาศบทบาทใหม่ของ "สยามพิวรรธน์" จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าระดับโลก สู่การเป็น "Global Sustainability Platform" ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงธุรกิจ ผู้คน และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบ (systemic change) สอดรับกติกาโลกใหม่ ที่บรรดาแบรนด์ระดับโลกต่างขับเคลื่อนพันธกิจยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกทุกรายจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

รวมทั้ง สยามพิวรรธน์ ชฎาทิพ กล่าวย้ำบนเวที "5th Annual Sustainability Week Asia" ด้วยว่า "เราต้องเร่งมือและกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า แต่การจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น เราไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องอาศัยการร่วมสร้าง (Co-creation) ร่วมกับหลากหลายอุตสาหกรรมในโลเคชั่นที่ทรงพลัง เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้คนในวงกว้าง และขับเคลื่อนด้วยการมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในสถานที่ที่มีผู้มาเยือนกว่า 200,000 คนต่อวัน และ 35% เป็นนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรที่นี่ สิ่งนั้นจะได้รับการมองเห็นและความสนใจอย่างมาก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และแพลตฟอร์มดังกล่าว คือ NEXTOPIA"

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA  ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

หากมองกรณีศึกษาผ่านการพัฒนาบิ๊กโปรเจกต์ "NEXTOPIA" ของสยามพิวรรธน์ ที่ใช้เวลาบ่มเพาะนานถึง 3 ปี ก่อนเลือกทำเลยุทธศาสตร์อย่าง “สยามพารากอน”  จุดหมายปลายทางระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดือน พ.ย. 2568 บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร เป็นต้นแบบพื้นที่แห่งอนาคต หรือ world’s first prototype ของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในบริบทจริงของเมือง ด้วยการผสานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ระบบจัดการทรัพยากร เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ผู้ใช้งานเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการทำให้ "ความยั่งยืน" เกิดขึ้นจริง สะท้อนภาพชัดเจนว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกรอบนโยบาย หรือเป้าหมายระยะยาว แต่สามารถ "ทำให้เกิดขึ้นจริง" หากลงมือทำนำสู่การสร้างผลลัพธ์ในระดับโลกได้ในที่สุด

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA  ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

จาก ESG Framework สู่ "Trust Economy"

สยามพิวรรธน์ มองข้ามช็อตจากการทำ ESG แบบเดิมๆ สู่การสร้าง "เศรษฐกิจแห่งความไว้วางใจ" (Trust Economy) ที่จะกำหนดความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว  ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 จะเห็นว่า "ความไว้วางใจ" (Trust) กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจของผู้คนมากขึ้น ผู้บริโภคไม่ได้เลือกเพียงสินค้า หรือประสบการณ์ที่ดีที่สุด แต่มีความพิิถีพิถันในการเลือกใช้เวลาและใช้เงินกับแบรนด์ที่มี "คุณค่า" และ "ความหมาย" ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

"NEXTOPIA" จึงเป็นพื้นที่ที่ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่จับต้องได้ เปลี่ยน "ความยั่งยืน" จากสิ่งที่เคยเป็นภาระหรือข้อบังคับ ให้กลายเป็น "ประสบการณ์" ที่ผู้คนมีส่วนร่วมได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้ารีไซเคิลและอัปไซเคิลกว่า 110,000 รายการ จากผู้ประกอบการไทยกว่า 300 ราย การบริโภคอาหารที่คำนึงถึงแหล่งที่มา ไปจนถึงกิจกรรมที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการมีส่วนร่วมจริง

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA  ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก: การขับเคลื่อนระดับโครงสร้าง

แนวคิดของ NEXTOPIA ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด "Co-Creation" ตามแบบฉบับสยามพิวรรธน์ที่ใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยวางรากฐานผ่าน 3 มิติสำคัญ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Change)

  • เสาหลักแรก โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ร่วมกับนวัตกรกว่า 50 ราย อาทิ B.Grimm, SCG, Indorama และธนาคารกสิกรไทย แบ่งปันทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมเพื่อบูรณาการโซลูชันขั้นสูง อาทิ พลังงานสะอาด ระบบจัดการน้ำ และเทคโนโลยีอากาศสะอาด การแสดงผลข้อมูลเรียลไทม์จาก GISTDA และ NASA ในสหรัฐ เพื่อแสดงสถานการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกผ่านจอแดชบอร์ด ทั้งได้นำขยะจากทั่วประเทศมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ เกิดเป็นคอลเลกชันศิลปะรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยตั้งเป้าประหยัดน้ำเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกใน 1 ปี และบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอนเทียบเท่าการปลูกป่าในสวนขนาดใหญ่ภายใน 2 ปี 
  • เสาหลักที่สอง ผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailers & Operators) ยกระดับมาตรฐานคู่ค้า สร้างกติกาใหม่ที่ผู้เช่าต้องเซ็นยินยอมปฏิบัติตามกฎ ESG เพิ่มเติมกว่า 50 ข้อ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำธุรกิจร่วมกัน โดยเฉพาะด้านอาหารและการจัดการขยะแบบครบวงจร (Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste) รวบรวมสินค้าไทยรีไซเคิลและอัปไซเคิลกว่า 110,000 รายการ จาก SME และชุมชนกว่า 300 แห่ง ใน ECOTOPIA ร้านค้าอีโค่ใหญ่ที่สุดในไทย 
  • เสาหลักที่สาม ลูกค้าและผู้นำชุมชน (Customers & Community Builders) พลังแห่งการร่วมสร้างของพันธมิตรกว่า 30 ราย ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงองค์กรระดับโลก UN องค์กรชั้นนำ Social Enterprises และ คอมมูนิตี้ต่างๆ แบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาวะ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไปจนถึงแฟชั่นที่ยั่งยืน และการอนุรักษ์สัตว์ป่า  เปลี่ยนลูกค้าให้เป็นผู้มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ (Co-creation) เช่น การผลิตไฟฟ้าจากการเดินบนพื้น Kinetic เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ NEXTOPIA และสะสมแต้มผ่าน Super App ทำให้เงินทุกบาทที่จ่ายไปมีความหมายต่อสังคม  

การกำหนดมาตรฐาน ESG ให้กับผู้เช่าและพันธมิตรจำนวนมาก และการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สยามพิวรรธน์เสมือนสร้าง "โปรแกรมสำเร็จรูป" ไว้ให้โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาคิดเอง หากเปิดใจปฏิบัติตาม จะพบว่าสามารถช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจของพวกเขาได้อีกด้วย

สะท้อนบทบาทขององค์กรสยามพิวรรธน์ในฐานะ "ผู้กำหนดมาตรฐานใหม่" ของอุตสาหกรรม มากกว่าการเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามมาตรฐานเดิม นี่คือการเปลี่ยนจาก "การแข่งขัน" ไปสู่ "การร่วมสร้าง" ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลใหม่ของเศรษฐกิจโลก!

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA  ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

พลิกสมการธุรกิจ จาก Revenue สู่ “Impact per Square Meter”

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุด คือการท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่า "ความยั่งยืนคือต้นทุน" (Sustainability is cost) สยามพิวรรธน์นำเสนอโมเดลที่เน้น "คุณค่าต่อพื้นที่" (Impact per Square Meter) แทนที่เพียง "รายได้ต่อพื้นที่"  (Revenue per Square Meter) โดยพื้นที่บางส่วนไม่จำเป็นต้องสร้างรายได้ในทันที แต่สามารถสร้าง Social Return on Investment ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกทางสังคม การเรียนรู้ และประสบการณ์ที่มีความหมายในระยะยาว 

การที่แบรนด์แสดงความจริงใจเรื่องความยั่งยืน จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าให้ใช้เวลานานขึ้น มีความผูกพันที่มากขึ้น และท้ายที่สุดคือมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายใน Ecosystem ทั้งในมิติของต้นทุนที่ลดลงจากการปรับใช้มาตรฐาน ESG โอกาสทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับแบรนด์พันธมิตร 
แนวคิดนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Sustainability ในฐานะ "CSR" ไปสู่ "Business Model" ที่สร้างทั้ง Economic Value และ Social Value พร้อมกัน "ธุรกิจต้องอยู่ได้จริงและสร้างกำไรให้ทุกฝ่ายใน Ecosystem ประสิทธิภาพที่วัดผลได้"

สยามพิวรรธน์ ปั้น NEXTOPIA  ต้นแบบโลกอนาคต สู่ 'Trust Economy'

NEXTOPIA เป็นอาคารค้าปลีกแบบรวมผู้เช่า (Multi-tenant) แห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ทั้ง EDGE ระดับ Advanced และ Fitwel 2 ดาว หลังเปิดดำเนินการ ได้สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม โดยสามารถลดการใช้พลังงานได้ 47%, ลดการใช้น้ำลง 34%, ลดการปล่อยคาร์บอนจากวัสดุก่อสร้าง 59% และจัดการขยะสู่บ่อฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ได้สำเร็จ ในระยะต่อไป ภายใน 1 ปี จะสามารถประหยัดน้ำได้เทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก 1 สระ  และภายใน 2 ปี จะสามารถบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนเทียบเท่าการปลูกป่าในสวนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังคว้า รางวัล Best in Building Health Awards 2026 สุดยอดอาคารส่งเสริมสุขภาวะ จาก Fitwel  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับโครงการแบบ Multi-Tenant  ยิ่งตอกย้ำว่าโมเดลนี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นระบบที่วัดผลได้จริง ทั้งด้านประสิทธิภาพทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอสังหาริมทรัพย์และรีเทลในระดับโลก 

"Game Changer" ต้นแบบที่ขยายผลได้ในระดับโลก

สยามพิวรรธน์ไม่ได้มอง NEXTOPIA เป็นเพียงโครงการหนึ่ง แต่คือ "Sandbox" หรือพื้นที่ทดลอง เพื่อให้เป็นโมเดล หรือ ต้นแบบ ที่่สามารถขยายผลได้ในระดับเมืองและระดับอุตสาหกรรม ที่ห้างสรรพสินค้าหรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นนำไปปรับใช้ได้ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่สยามพิวรรธน์เอง มองการขยายโมเดลการทดลองนี้ไปสู่พื้นที่ทุกโครงการในเครือ เพื่อให้อาคารทั้งหลังสามารถรองรับแนวคิดด้านความยั่งยืนได้ทั้งหมด

ความยั่งยืนคือวาระระดับโลกที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ขณะที่องค์กรจำนวนมากยังอยู่ในขั้น "ตั้งเป้า" แต่สยามพิวรรธน์ ก้าวไปสู่ขั้น "สร้างต้นแบบ" ที่สามารถพิสูจน์ได้จริงแล้ว ในฐานะ "Game Changer" ด้วย "The Visionary Icon" มุ่งคิด สร้าง "นิยามกติกาใหม่" ของอุตสาหกรรมในระดับโลก ก้าวนำหน้า! ด้วยการลงมือทำจริง (Prototype-driven) อย่างครบทุกมิติ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมเป็นผู้นำระดับโลกในการกำหนดทิศทางธุรกิจที่เติบโตคู่ไปกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง