กรมชลประทานเร่งฟื้นฟูคลองระบายน้ำ ร.1 พร้อมเพิ่ม 8 อ่างเก็บน้ำ จับมือ ม.เกษตรฯ ใช้ Digital Twin ยกระดับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า รับมือฤดูฝนภาคใต้ปี 2569
กรมชลประทาน เดินหน้าขุดลอกและซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 หลังถูกอุทกภัยหนักปลายปี 68 พร้อมกางยุทธศาสตร์ระยะยาวเพิ่ม 8 อ่างเก็บน้ำ และจับมือ ม.เกษตรฯ นำระบบ Digital Twin แจ้งเตือนภัยล่วงหน้ามั่นใจพร้อมรับมือฤดูฝนภาคใต้ปี 69 แน่นอน
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ชายแดน และการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ตอนล่าง โดยมีบทบาทเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์และกายภาพตามธรรมชาติ ตัวเมืองหาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มต่ำที่มีลักษณะคล้าย “แอ่งรับน้ำ” โดยมีเทือกเขาสูงโอบล้อมอยู่โดยรอบ เมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุมของภาคใต้ ฝนที่ตกหนักสะสมบนพื้นที่ตอนบนซึ่งสร้างปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยสูงถึง 1,799 มิลลิเมตรต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณน้ำท่ารวมเกือบ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร จะไหลมารวมกันที่ลำน้ำสายหลักคือ “คลองอู่ตะเภา” เพื่อระบายออกสู่ทะเลสาบสงขลา
ด้วยข้อจำกัดทางกายภาพของคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีความแคบและตื้นเขิน โดยรองรับอัตราการไหลของน้ำได้สูงสุดเพียง 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เมืองหาดใหญ่ต้องเผชิญกับวิกฤติภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2531 ฝนที่ตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำป่าทะลักเข้าท่วมเขตเทศบาลนครหาดใหญ่และพื้นที่เขตเศรษฐกิจหลักอย่างฉับพลัน มวลน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้นด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่ประชาชนจะขนย้ายสิ่งของและทรัพย์สินได้ทัน บ้านเรือน ชุมชน ย่านการค้า และสถานประกอบการต่างจมอยู่ใต้น้ำ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล และกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ
จากความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทรงเล็งเห็นถึงวิกฤติการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งศึกษาและวางแผนขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อขดลัดและตัดยอดน้ำหลากจากคลองอู่ตะเภา ไม่ให้ไหลผ่านเข้าสู่เขตตัวเมืองหาดใหญ่ โดยบังคับทิศทางน้ำให้ระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็วที่สุด แนวพระราชดำริดังกล่าวได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งมีการขุดคลองระบายน้ำสายหลัก ความยาวกว่า 21 กิโลเมตร หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “คลอง ร.1” และต่อมาได้รับพระราชทานชื่อว่า “คลองภูมินาถดำริ”
กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างและปรับปรุงคลองภูมินาถดำริมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวงเงินงบประมาณรวมกว่า 6,500 ล้านบาท โดยได้รับการพัฒนาโครงสร้างทางวิศวกรรมชลประทาน ทั้งการขยายความกว้างของลำคลอง การเสริมความแข็งแรงของตลิ่ง และการดาดคอนกรีตตลอดแนว เพื่อลดแรงต้านทานการไหลของน้ำ ส่งผลให้ขีดความสามารถในการระบายน้ำของคลอง ร.1 เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอย่างมาก จนสามารถผันน้ำอ้อมเมืองได้ในอัตราสูงสุดถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คลอง ร.1 จึงทำหน้าที่เป็นปราการสำคัญในการตัดยอดน้ำหลากไม่ให้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ในช่วงฤดูแล้ง ประตูระบายน้ำของโครงการยังทำหน้าที่กักเก็บน้ำดิบไว้ในลำคลอง เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาอุปโภคบริโภค และสนับสนุนกิจกรรมทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้รูปแบบของปริมาณฝนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรงเป็นประวัติการณ์ (Rain Bomb) ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และลุ่มน้ำอู่ตะเภา ซึ่งมีปริมาณฝนตกสะสมสูงถึง 1,200 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดปริมาณน้ำท่ามหาศาลไหลทะลักลงสู่ระบบระบายน้ำ มวลน้ำหลากและตะกอนดินปริมาณมากได้พัดพาเข้าสู่โครงสร้างคลองระบายน้ำ สาย 1 (ร.1) จนส่งผลให้ผนังคอนกรีต คันคลอง และอาคารประกอบได้รับความเสียหาย ตลิ่งถูกกัดเซาะทะลุเป็นระยะทางยาว และเกิดตะกอนดินทับถมหน้าอาคารระบายน้ำปริมาณมากกว่า 650,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดทอนประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อแก้วิกฤติดังกล่าวและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำในอนาคต รัฐบาลจึงได้อนุมัติงบประมาณเร่งด่วนวงเงิน 625 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ วงเงินรวม 821 ล้านบาท (ครอบคลุม 66 โครงการ) เพื่อให้กรมชลประทานเข้าดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 และอาคารประกอบเป็นการเร่งด่วน
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แนวทางการเร่งรัดงานฟื้นฟูโครงสร้างว่า “คลองระบายน้ำ ร.1 ถือเป็นโครงสร้างหัวใจหลักของระบบระบายน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำจากคลองอู่ตะเภาเพื่อระบายออกสู่ทะเลสาบสงขลาโดยตรง จากสถานการณ์อุทกภัยหนักที่ผ่านมา โครงสร้างบางส่วนได้รับความเสียหายจากการกัดเซาะและปริมาณน้ำที่เกินศักยภาพชั่วคราว กรมชลประทานจึงได้เร่งระดมเครื่องจักร เครื่องมือ บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์เข้าพื้นที่ เพื่อดำเนินงานซ่อมแซมผนังคอนกรีตที่ชำรุด พร้อมทั้งเสริมความมั่นคงแข็งแรงของคันคลองด้วยการตอกแผ่นเหล็กชีตไพล์ (Sheet Pile) จำนวนรวมกว่า 5,000 แผ่น ในจุดเสี่ยงตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร เพื่อป้องกันปัญหาการกัดเซาะและเพิ่มความมั่นคงถาวรของแนวตลิ่ง โดยกำหนดเป้าหมายการซ่อมแซมโครงสร้างหลักให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน”
"ภาพรวมของงานขุดลอกและการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 3 ระยะของกรมชลประทานว่า นอกเหนือจากการซ่อมแซมโครงสร้างคลอง ร.1 แล้ว เรายังได้เร่งดำเนินการขุดลอกตะกอนดินที่ตกค้างหน้าอาคารระบายน้ำและในลำคลองสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลอง ร.3, คลอง ร.6, คลองท่าช้าง–บางกล่ำ, คลองหวะ, กำแพงกันดินคลองหวะ รวมทั้งขุดลอกคลองอู่ตะเภาแยก 1 และแยก 2 เพื่อเปิดทางน้ำให้สามารถระบายได้อย่างสะดวก โดยงานซ่อมแซมและการขุดลอกทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นสุดเดือนตุลาคม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับช่วงมรสุมและฤดูฝนของภาคใต้ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนอย่างเต็มศักยภาพ”
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำอู่ตะเภาให้เกิดความยั่งยืน กรมชลประทานได้จัดทำยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- แผนระยะเร่งด่วน เน้นการฟื้นฟู ซ่อมแซมตลิ่ง อาคารประกอบ และขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองสายหลักให้แล้วเสร็จทั้งหมด เพื่อคืนศักยภาพการผันน้ำอ้อมเมือง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีของคลอง ร.1 ให้พร้อมใช้งาน 100%
- แผนระยะปานกลาง (ปี 2571–2573) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในคลองสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลอง ร.3 ถึง ร.6 เพื่อยกระดับความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำจากรอบปีการเกิดซ้ำ (Return Period) เดิม 5 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 25 ปี การปรับปรุงคลองน้ำน้อย–คลองกำนัน ความยาว 6.8 กิโลเมตร การดำเนินโครงการระบายน้ำคลองหวะ ระยะที่ 2 คลองท่าช้าง–ท่าเมรุ และการเพิ่มประสิทธิภาพคลองอู่ตะเภา รวมถึงการเตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหวะตอนบน ความจุ 6.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่เขตตัวเมืองทางฝั่งตะวันออก
- แผนระยะยาว (ปี 2574 เป็นต้นไป) มุ่งเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำตอนบนและพัฒนาระบบผันน้ำใหม่ โดยมีแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมอีก 8 แห่ง ในพื้นที่อำเภอสะเดา เพื่อเพิ่มความจุกักเก็บน้ำอีก 117 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อรวมกับอ่างเก็บน้ำเดิม 4 แห่ง จะทำให้มีความจุกักเก็บรวมถึง 203 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถตัดยอดน้ำท่าตอนบนได้ถึง 16%
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการขุดคลองผันน้ำสายใหม่ ความยาว 53 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปยังอำเภอบางกล่ำ เพื่อยกระดับโครงข่ายการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำอู่ตะเภาอย่างเป็นระบบ
นายศราวุธ สองสี นายช่างชลประทานอาวุโส โครงการชลประทานสงขลา กล่าวว่า ความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การแจ้งเตือนภัยอย่างทันท่วงทีถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง กรมชลประทานจึงได้บูรณาการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการพัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และลุ่มน้ำอู่ตะเภา โดยนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง ดิจิทัลทวิน (Digital Twin) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลประตูระบายน้ำแบบเรียลไทม์ (Real-time)
"กลไกการทำงานของระบบเทคโนโลยีและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อเมืองหาดใหญ่ว่า “ระบบ Digital Twin นี้ จะทำการจำลองแบบสภาวะน้ำทางกายภาพของลุ่มน้ำอู่ตะเภาและเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ขึ้นในโลกเสมือนจริง โดยประมวลผลร่วมกับข้อมูลปริมาณฝน ระดับน้ำ และอัตราการไหล เพื่อพยากรณ์สถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าได้ 1 ถึง 2 วัน ทำให้กรมชลประทาน เทศบาลนครหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลา สามารถประเมินความเสี่ยง ประสานงานปิด-เปิดประตูระบายน้ำได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมพร้อมรับมือหรืออพยพได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชน”
โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไม่เพียงแต่เป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมชลประทานขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังถือเป็นมรดกทางปัญญาอันทรงคุณค่าในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คลองระบายน้ำ ร.1 ได้รับการออกแบบให้รองรับปริมาณน้ำในรอบการเกิดซ้ำถึง 75 ปี ดังนั้น หากปริมาณฝนไม่ได้ตกหนักในระดับสถิติร้อยปีอย่างที่เคยเกิดขึ้น โครงสร้างเดิมที่ผ่านการซ่อมแซมและปรับปรุงเสริมความแข็งแรง จะสามารถผันน้ำและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การบูรณาการร่วมกันระหว่างการฟื้นฟูโครงสร้างทางกายภาพ การบริหารจัดการน้ำ 3 ระยะ และการนำเทคโนโลยี Digital Twin เข้ามาช่วยพยากรณ์เตือนภัย จะเป็นการสร้างความมั่นใจอย่างยั่งยืนให้กับชาวหาดใหญ่ นักลงทุน และนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยรักษาสมดุลในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามขาดแคลน นำพาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างแท้จริง”





