วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

AVEVA พัฒนา AI เสริมศักยภาพซอฟต์แวร์ภาคอุตสาหกรรม

AVEVA พัฒนา AI เสริมศักยภาพซอฟต์แวร์ภาคอุตสาหกรรม สร้างความมั่นคงด้านอุปทานและควบคุมต้นทุนภาคอุตสาหกรรมของไทย

ในงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร  ผู้บริหารของ AVEVA กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์สำหรับภาคอุตสาหกรรมตัดสินใจใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานและควบคุมต้นทุน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ความผันผวนของราคา และความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) 

Rob McGreevy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ของ AVEVA กล่าวว่า ผู้ผลิตพลังงานในไทยหันมาใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านพลังงานที่ท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของต้นทุนการผลิต

"เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นกัน ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและความผันผวนของราคาถือเป็นประเด็นสำคัญที่น่ากังวล นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสร้างความมั่นใจว่ามีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการรองรับความต้องการของทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม" McGreevy กล่าว 
AVEVA พัฒนา AI เสริมศักยภาพซอฟต์แวร์ภาคอุตสาหกรรม
ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมของไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ด้วยโครงสร้างพลังงานในประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 66 ในขณะที่เชื้อเพลิงฟอสซิลมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 85 ของการผลิตไฟฟ้า โดยที่ไทยมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน

รวมถึงผลกระทบจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 34 ขณะที่ราคาปุ๋ยยูเรียในประเทศพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 50-75 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของอุปทานในตลาดโลก

McGreevy  กล่าวว่าซอฟต์แวร์ของ AVEVA สามารถช่วยให้ผู้ผลิตบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวได้ โดยการวิเคราะห์วัตถุดิบที่มีอยู่และให้คำแนะนำในการตัดสินใจจัดซื้อ รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซและหน่วยผลิต LNG
AVEVA พัฒนา AI เสริมศักยภาพซอฟต์แวร์ภาคอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญ คือ  การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปเสริมการทำงานของซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมและการดำเนินงานที่มีอยู่เดิมของ AVEVA ซึ่งบริษัทถือว่าเป็น "หัวใจสำคัญ" ของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยยกตัวอย่างบริษัท Petronas ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของมาเลเซีย ซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้ AI ของ AVEVA สำหรับการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (predictive analytics)  เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรก่อนที่นำไปสู่ความเสียหาย ทำให้บริษัทสามารถตรวจพบปัญหาของอุปกรณ์ได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง

"AI จะช่วยคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ชิ้นใดอาจเกิดปัญหาหรือมีความผิดปกติขึ้นได้ ก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริง ด้วยเหตุนี้ Petronas จึงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น ” McGreevy กล่าว

ขณะที่บริษัท Saudi Aramco ในซาอุดีอาระเบีย ใช้ซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ AVEVA ในการควบคุมแบบวงปิด (closed-loop control)  ที่ใช้ระบบ AI ร่วมกับแบบจำลองทางฟิสิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลกำไรจากการผลิตสินค้า โดยทุกขั้นตอนไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ควบคุมแต่อย่างใด

นอกจากความน่าเชื่อถือแล้ว ยังมีการนำ AI มาใช้เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้น้ำ ไอน้ำ อากาศ และก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ระบบ AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบการใช้ทรัพยากรเหล่านี้และช่วยลดปริมาณการใช้ลงได้ นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องมือเดียวกันนี้มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งช่วยให้โรงงานต่างๆ  สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างปลอดภัยและวางแนวทางสู่ความยั่งยืน

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ได้มีการนำซอฟต์แวร์ออกแบบของ AVEVA ที่ชื่อว่า Unified Engineering มาใช้ในการสร้างแบบจำลองโรงงานผลิตไฮโดรเจนและจำลองโครงการดักจับคาร์บอนแล้ว เมื่อโรงงานเหล่านี้เริ่มเดินเครื่อง ซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการปล่อยมลพิษ เพื่อช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบในประเทศ ความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับจึงถือเป็นส่วนสำคัญของเรื่องนี้

ด้าน Chris Lee รองประธานอาวุโส และหัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ของ AVEVA  ซึ่งประจำอยู่ที่สิงคโปร์ กล่าวว่า หนึ่งในผลงานสำคัญของบริษัท คือ การช่วยให้ธุรกิจก๊าซและไฟฟ้าในภูมิภาคมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น จากเดิมที่ทั้งสองภาคส่วนนี้แยกออกจากกันตามรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยการทลายกำแพงข้อมูล (data silos) 

"การผลิตก๊าซและไฟฟ้า แหล่งที่มาของข้อมูลแบบเรียลไทม์อาจมีความแตกต่างกันอย่างมาก  หนึ่งในคุณูปการสำคัญที่ AVEVA มอบให้คือการทลายกำแพงที่กั้นระหว่างหน่วยงานหรือระบบที่แยกส่วนกันทำงาน (silo)" Lee กล่าว

แพลตฟอร์ม CONNECT ของบริษัทช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรวบรวมข้อมูลด้านไอที วิศวกรรม และการดำเนินงานไว้ในระบบเดียวได้เป็นครั้งแรก อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ร่วมกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ใดก็ได้ที่ลูกค้าเลือกใช้งาน โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้เพียงโมเดลใดโมเดลหนึ่งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ปตท. (PTT), Petronas และ Sinopec เลือกใช้แพลตฟอร์ม AI ที่แตกต่างกันไป นับเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมที่จะไม่ถูกจำกัดให้ต้องทำงานอยู่ภายใต้โมเดลภาษาเพียงรูปแบบเดียวอีกต่อไป

Lee ได้ยกกรณีศึกษาจากประเทศไทยสองกรณี เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า SCG Chemicals สามารถเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานจากร้อยละ 98 เป็นร้อยละ 100 ด้วยการใช้ระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (predictive analytics) ของ AVEVA ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากขนาดของธุรกิจ โดยสามารถคืนทุนจากการลงทุนดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน

ขณะที่ B.Grimm Power หนึ่งผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทยได้นำเทคโนโลยีของ AVEVA  มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและควบคุมการหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า (downtime)  ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจผลิตไฟฟ้า รวมทั้งนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใหม่ ส่งผลให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เพียงโครงการเดียว

"ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเผชิญคือการหยุดชะงักของระบบโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ทุกครั้งที่สามารถลดเวลาการหยุดชะงักดังกล่าวได้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างให้กับคุณในฐานะผู้ผลิตพลังงาน"  Lee กล่าว

สำหรับโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ครอบคลุมไปด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดิจิทัล และโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการ 3 มิติ เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular - Green Economy)  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ "ไทยแลนด์ 4.0" ของรัฐบาล

Leeมองว่า EEC เป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และได้สร้างโอกาสให้แก่ประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อพลิกโฉมประเทศอย่างแท้จริง โดยAVEVA กำลังร่วมมือกับองค์กรธุรกิจในพื้นที่ EEC เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตท่ามกลางความผันผวนของวัตถุดิบ พร้อมยกตัวอย่างของโรงงานลูกค้าชาวจีนรายหนึ่งที่ค้นพบว่าวัตถุดิบเกรดที่มีราคาถูกกว่ากลับให้ผลลัพธ์การทำงานที่ดีกว่า เนื่องจากพวกเขารู้วิธีเสนอราคาที่เหมาะสมทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

AVEVA พัฒนา AI เสริมศักยภาพซอฟต์แวร์ภาคอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน AVEVA มีพนักงานกว่า 10 คนที่ดูแลตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ และมีแผนที่จะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นฐานในการให้บริการครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการรองรับลูกค้าอย่าง ปตท. (PTT)  ซึ่งได้ขยายธุรกิจออกไปในระดับภูมิภาคเช่นกัน โดยกำลังขับเคลื่อนการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าของผู้กำหนดนโยบายของไทย โดยร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปรับปรุงของประเทศ ได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ถึงร้อยละ 51 ภายในปี ค.ศ. 2037 ซึ่งได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าการปรับเปลี่ยนนี้อาจช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ถึงราว 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะเดียวกัน ได้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะทำให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องรองรับปริมาณไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 10 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปีเดียวกัน

“บริษัทมองว่าซอฟต์แวร์เป็นหัวใจสำคัญในการประสานช่องว่างดังกล่าว โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังสามารถช่วยรับมือกับความท้าทายหลายประการที่เราพบ ในบริบทด้านพลังงานของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง" McGreevy กล่าวสรุปทิ้งท้าย