Helikon Opera ส่งตรงโอเปร่าอมตะ "Madama Butterfly" ฉบับออริจินัลปี 1904 สู่เวทีไทยครั้งแรก ชูโปรดักชั่นหาชมยาก ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมรักและความขัดแย้งระหว่างตะวันออก-ตะวันตก ในวันที่ 10 ต.ค.นี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
สายโอเปร่าห้ามพลาดเด็ดขาด ปีนี้ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music นำโอเปร่าอมตะตลอดกาลอย่าง "Madama Butterfly" ของ Giacomo Puccini มาให้ชมกันเต็มอิ่มสดๆ โศกนาฏกรรมความรักระหว่างเกอิชาสาวชาวญี่ปุ่นกับทหารเรือหนุ่มชาวอเมริกัน สร้างความกินใจมารุ่นสู่รุ่น เป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งละครไทยคลาสสิกอย่าง “สาวเครือฟ้า” จวบจนมิวสิคัลก้องโลกอย่าง "Miss Saigon" แต่ไม่ว่าจะคุ้นเคยกับโอเปร่าเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ขอรับรองว่า Madama Butterfly จากคณะ Helikon Opera ที่ส่งตรงจากรัสเซียในครั้งนี้ มีรสชาติพิเศษแตกต่างอย่างแน่นอน! นับเป็นแรร์ไอเทมที่มาเยือนไทยเป็นครั้งแรก เพราะโปรดักชั่นยิ่งใหญ่สุดแหลมคมโดยผู้กำกับมือรางวัล Dmitry Bertman เลือกใช้บทและดนตรีออริจินัลเวอร์ชั่นปี 1904 ที่หาดูในปัจจุบันแทบไม่ได้ แม้แต่โรงอุปรากรใหญ่ๆ ทั่วยุโรปก็ไม่มีจัดแสดงเวอร์ชั่นนี้มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว โอกาสที่ไทยครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าเอกซ์คลูซีฟสุดๆ
แล้วความพิเศษสุดปังของออริจินัลเวอร์ชั่นมันอยู่ที่ไหน? มาดูกันดีกว่า
"Madama Butterfly" ฉบับที่ใช้แสดงกันมาถึงทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นเวอร์ชั่นที่ Puccini ตัดแต่งอีกหลายรอบจนเกิด "เวอร์ชั่นมาตรฐาน" ปี 1907 แต่ "ออริจินัลเวอร์ชั่น" ปี 1904 ถือว่าเป็นอะไรที่ "มาก่อนกาล" เพราะแม้ไม่ประสบความสำเร็จตอนเปิดแสดงครั้งแรกที่ Teatro alla Scala นครมิลาน ประเทศอิตาลี ทำให้ Puccini ต้องปรับหลายจุดเพื่อให้คนดูในยุคนั้นชื่นชอบ แต่ตัวเขายังคงติดค้างขมขื่นในบั้นปลายชีวิตและเผยกับ Giulio Ricordi ผู้ตีพิมพ์โอเปร่าของเขาว่า กลัวจะไม่ได้เห็น "Madama Butterfly" ในแบบที่เขาประพันธ์ไว้ดั้งเดิมอีก นั่นเป็นเพราะ "ออริจินัลเวอร์ชั่น" เป็นเพชรเม็ดงามที่ไม่น้อยหน้าเวอร์ชั่นไหน เต็มไปด้วยไอเดียที่ไม่ประนีประนอมใครหน้าไหน
"ออริจินัลเวอร์ชั่น" จงใจวิพากษ์คนขาวที่เห็นตัวเองอยู่เหนือคนตะวันออก ไม่กลัวที่จะนำเสนอโลกทัศน์เน่าเฟะน่ารังเกียจผ่านพระเอกโอเปร่าอย่างพิงเกอร์ตัน ทหารเรืออเมริกันผู้หล่อเหลาแต่ใจคด ขับเน้นความมืดบอดของอเมริกันชนอย่างเจ็บแสบไม่ยั้งมือ เราจะได้เห็นพระเอกที่มีความโผงผางในวาจาและท่าทางกว่า Madama Butterfly เวอร์ชั่นไหนๆ ด้วยคำร้องและท่วงทำนองที่พิงเกอร์ตันลำเลียงส่งสำเนียง ล้วนสะท้อนคุณค่าของเงินตราและผลประโยชน์ทางกายเป็นสำคัญ เพราะ Puccini ไม่ต้องการใช้น้ำตาลหวานเยิ้มเคลือบเนื้อแท้ของตัวละครตัวนี้! ถึงแม้เพลงคู่หอมหวานระหว่างพระ-นางสุดซึ้งจะไม่หายไปไหน แต่ความรู้สึกอันตื้นเขินของพิงเกอร์ตันช่างเด่นชัดจนเราใจสลายน้ำตาซึม ความหักดิบนี้ทำให้ภายหลัง Puccini จำเป็นต้องเพิ่มเพลงให้พระเอกสำนึกผิดเอาใจผู้ชมในยุคนั้น แต่ออริจินัลเวอร์ชั่นสุดพิเศษของเรานี้ ขอการันตีวายร้ายในคราบพระเอกขี่ม้าขาว เรียกได้ว่าเป็นการสะท้อนค่านิยมบิดเบี้ยวของสังคมในยุคนั้นให้ผู้ชมได้ขนหัวพองทีเดียว!
นอกจากนี้ความพิเศษอีกประการที่น่าจับตาดู คือฉากงานวิวาห์ของโจโจ้ซังนางเอกของเรากับพิงเกอร์ตัน เราจะได้เห็นความตั้งใจดั้งเดิมของคีตกวีที่ไฮไลต์การปะทะกันรุนแรงระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก ขนบธรรมเนียมประดักประเดิด ในด้านดนตรีก็น่าสนใจไม่แพ้กัน Puccini บรรจงวาดลวดลายให้ได้กลิ่นอายท้องถิ่นญี่ปุ่นเป็นพิเศษผ่านการแนะนำตัวละครญาติโยมต่างๆ และสอดแทรกมุกตลกคลายเครียดในหมู่แขกเหรื่อในงานแต่งงาน ซึ่งสีสันเหล่านี้ถูกตัดทิ้งไปแทบทั้งหมดในเวอร์ชั่นอื่นๆ
ส่วนที่จะไม่กล่าวถึงคงไม่ได้คือตัวละครเคท พิงเกอร์ตัน ภรรยาใหม่ของพ่อทหารเรือพิงเกอร์ตัน สำหรับใครที่พอคุ้นชินกับโอเปร่าเวอร์ชั่นอื่น ตัวละครนี้หาได้ปะทะโดยตรงกับโจโจ้ซังสักเท่าไหร่ แต่เวอร์ชั่นออริจินัลไม่ได้มาเล่นๆ Puccini จงใจให้เคทเด็ดเดี่ยวและมาพร้อมพันธกิจแน่วแน่ นั่นก็คือการพรากลูกหรือ “สินค้า” ไปจากโจโจ้ซังให้ได้ ขอหยอดเป็นน้ำจิ้มไว้ว่า “Madama Butterfly” เวอร์ชั่นนี้ สองสาวได้ปะทะกันสมศักดิ์ศรีกว่าเวอร์ชั่นอื่นแน่นอน!
และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ศูนย์กลางของทั้งโอเปร่าก็คือ โจโจ้ซัง หรือ “Madama Butterfly” ชื่อเรื่องนั่นเอง นางเอกของเราในเวอร์ชั่นนี้โชว์พลังที่มากล้นกว่าเวอร์ชั่นไหนๆ เพราะต้องอยู่บนเวทีเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานกว่าปกติ! เรื่องราวขับเคลื่อนโดยแทบไม่ห่างออกไปจากตัวนางเอกเลย โดยเฉพาะองก์ 2 ที่อัดแน่นความเข้มข้นเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในเวอร์ชั่นต่อๆ มา Puccini ทำการหั่นองก์ 2 ออกเป็นสองช่วงให้นางเอกมีโอกาสได้พัก แต่ในฉบับเอกซ์คลูซีฟนี้ นับเป็นการวัดใจแบบดั้งเดิม ขับเคลื่อนดราม่าต่อเนื่องจนผู้ชมต้องลุ้นติดขอบเก้าอี้ ซึ่งถือว่าล้ำขนบสมัยนั้น แหวกแนวทั้งรูปแบบการนำเสนอและเนื้อหาที่ไม่ยั้งหมัด ถ้าใครช่างสังเกตอาจพบว่าเพลงเปิดตัวของโจโจ้ซังในฉบับนี้ Puccini แอบหยอดยืมทำนองที่คล้ายคลึงเพลงจากโอเปร่าที่โด่งดังอย่าง “La bohème” ของตนมาใช้ด้วย เรียกได้ว่าเวอร์ชั่นนี้จัดเต็มกับเซอร์ไพรส์ในหลากหลายจุดให้ทั้งผู้เสพหน้าใหม่และแฟนๆ ขาประจำได้ดื่มด่ำเต็มอิ่มถ้วนหน้า
ถ้าใครไม่อยากพลาดประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่ว่ามุมไหนในโลกก็หากันไม่ได้ง่ายๆ อย่ารอช้ากับ “Madama Butterfly” ออริจินัลเวอร์ชั่นปี 1904 ส่งตรงถึงประเทศไทยครั้งแรกวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย!
สามารถเช็กรอบการแสดงและสำรองที่นั่งได้ทาง เว็บไซต์





