วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

ไทยเบฟ ผนึกพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมอาเซียนสู่เวทีโลก

ไทยเบฟ ร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจไทยสู่อาเซียนและเวทีโลก ในงานประชุมสุดยอดผู้นำ "The Bangkok Business Summit 2026"

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ร่วมสนับสนุนการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” จัดโดยคณะกรรมการ ร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการผลักดันประเทศไทยให้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ไทยเบฟ ผนึกพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมอาเซียนสู่เวทีโลก

ในโอกาสนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมจัดเสวนาช่วงพิเศษในหัวข้อ “Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy” โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเสวนาดังกล่าว พร้อมด้วยนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้กล่าวถึงการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) มาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกว่าการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้เราได้ร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อส่งต่อผลลัพธ์ดังกล่าวไปสู่ประชาชนและชุมชนอย่างทั่วถึงและครอบคลุมขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังคงเป็นแนวคิดที่ทรงคุณค่าและสอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการนำหลักปรัชญาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ไทยเบฟ ผนึกพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมอาเซียนสู่เวทีโลก

"หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจเพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนสามารถรับมือกับ ความไม่แน่นอน มุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดจนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาว" นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กล่าวเน้นย้ำ

ไทยเบฟ ผนึกพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมอาเซียนสู่เวทีโลก

รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี กล่าวถึงการสร้างความเจริญก้าวหน้าและการมีภูมิคุ้มกันที่ดีควบคู่กัน พร้อมยกตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยเผชิญกับ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ซึ่งสำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรง และเป็นบทเรียนสำหรับภาคธุรกิจไทยที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงความเปราะบาง ในช่วงเวลาอันยากลำบากนั้น หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ได้เป็นหลักคิดและแนวทางที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อพวกเราในช่วงวิกฤติ แก่นสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย หลักสามประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานหลัก ท่ามกลางวิกฤติครั้งใหญ่ หลักสามประการนี้ช่วยประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่นการตั้งคำถามว่า กิจกรรมใดมีความจำเป็นอย่างแท้จริง ความเสี่ยงใดที่จำเป็นต้องรับ และความเสี่ยงใดที่เลี่ยงได้

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นมากกว่าแนวคิดเชิงนามธรรม หากแต่เป็นกรอบวิธีคิดที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม” รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าวเสริม

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวสะท้อนมุมมองว่าโลกกำลังเผชิญความผันผวนเชิงโครงสร้าง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งโลกและไทยตกอยู่ในสภาพ K-Shaped โดยขาบนของตัว K คืออุตสาหกรรมสมัยใหม่ เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนใหญ่ลงทุนโดยบริษัทข้ามชาติ ทำให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ขาล่างของตัว K คือ SMEs ห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่น และแรงงานจำนวนมากที่ยังเปราะบางและเติบโตไม่ทัน ซึ่งหากปล่อยให้ขาทั้งสองของตัว K ห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นเข็มทิศในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยโดยนำหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน มาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ "มาตรฐาน มอก. 9999" ซึ่งนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กร มุ่งสร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความอยู่รอดระยะยาว สอดคล้องกับหลักการสากลในการทำธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมให้มีการใช้ มอก. 9999 ใน SMEs ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

เพราะเป้าหมายของอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศเติบโตแต่ต้องทำให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน ภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงลำพังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีไทยสู่ตลาดโลกให้ได้

เราต้องสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่การเติบโตและความยืดหยุ่น เดินหน้าไปด้วยกัน มิใช่เป้าหมายที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เป็นพลังที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน” นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวเน้นย้ำ

การมีส่วนร่วมของไทยเบฟในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนแนวทางปฎิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเตรียมพร้อมประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพจัด "การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ กลุ่มธนาคารโลก ปี 2569" (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ในเดือนตุลาคมนี้