สนค. ผนึกกำลัง คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ ชูโมเดล Demand-Driven เชื่อมงานวิจัยสู่ตลาด ยกระดับ “วัตถุดิบฟังก์ชันไทย” สู่ Functional Food โลก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ร่วมกับ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนิน “โครงการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชัน (Functional Ingredients) สู่อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) มูลค่าสูง” เพื่อศึกษาศักยภาพตลาดทั้งในและต่างประเทศ ติดตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค และหาแนวทางเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย
ผลการศึกษาพบว่า ตลาดอาหารฟังก์ชัน มีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยกลุ่มการกล่าวอ้างเชิงฟังก์ชัน (Functional Claims) ที่มีศักยภาพ 6 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1) ระบบย่อยอาหารและสุขภาพลำไส้ เช่น พรีไบโอติกและโพรไบโอติก 2) ระบบภูมิคุ้มกัน 3) สารต้านอนุมูลอิสระ 4) สุขภาพสมอง ระบบประสาท ความเครียด และการนอนหลับ 5) ผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างด้านโปรตีน และ 6) ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
ทั้งนี้ สนค. ได้ให้ความสำคัญกับการนำพืชผลทางการเกษตรและวัตถุดิบที่มีในไทยอยู่แล้ว มาต่อยอดให้ตรงกับความต้องการของตลาด ภายใต้แนวคิด Demand-Driven หรือ “ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการค้าไทยในรูปแบบที่ “ทำได้จริง” และขยายผลได้ในระดับนโยบายที่เชื่อม “งานวิจัย + ผู้ประกอบการ + ตลาด” เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตตามศักยภาพที่มี ไปสู่การพัฒนาสินค้าตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
ในการดำเนินโครงการฯ สนค. และทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น และสำรวจศักยภาพของผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 30 ราย ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ (SMEs และรายใหญ่) ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และนักวิจัย รวมทั้งศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชันและอาหารฟังก์ชันที่ประสบความสำเร็จ ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และเผยแพร่ผลการศึกษาผ่านงานสัมมนา “Functional Ingredients Plus (FI+): พลิกโฉมวัตถุดิบฟังก์ชันไทย สู่โอกาสใหม่ในตลาดอาหารฟังก์ชันโลก” เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน
ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ยกระดับวัตถุดิบไทยให้เป็น “วัตถุดิบดาวเด่น” (Crop Champion) สนับสนุนพืชและวัตถุดิบที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง เห็ด และสมุนไพร ให้มีคุณภาพและมาตรฐานตรงความต้องการของตลาด พร้อมพัฒนาสายพันธุ์ที่มีสาระสำคัญสูงและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก รวมถึงสร้าง Market Intelligence หรือระบบข้อมูลตลาด เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรู้ว่าตลาดต้องการอะไร และพัฒนาผลผลิตให้ตอบโจทย์ได้ตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ
- พัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมกลางน้ำ (Hero Ingredient Building และ Functional Food Producer Building) ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและเทคสตาร์ทอัพ (Tech Startup) ที่มีความสามารถด้านการสกัดและผลิตวัตถุดิบฟังก์ชันฮีโร่ (Hero Ingredients) หรือสารสำคัญที่มีโอกาสทางการตลาดสูง เช่น กาบา เคอร์คิวมิน โพรไบโอติก แอนโทไซยานิน และสารประกอบฟีนอล รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาอาหารฟังก์ชันต้นแบบที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ขณะเดียวกัน ควรดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการไทย สนับสนุนการวิจัยและการทดลองในคนเพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มวิจัยและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการสกัด การแปรรูป และการผลิตให้สามารถขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมได้
- สร้างระบบนิเวศธุรกิจและตลาดให้เอื้อต่อการเติบโต สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศเกี่ยวกับประโยชน์ของวัตถุดิบฟังก์ชัน อาหารฟังก์ชัน และสารสำคัญ พร้อมผลักดัน Hero Ingredients และ Crop Champion ของไทยให้เป็นแบรนด์ประเทศ (Country Branding) ผ่านงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เช่น งาน THAIFEX - Anuga Asia งาน Hi (งานแสดงสินค้า Health ingredients เช่น Hi Japan Hi Korea) งาน Fi (งานแสดงสินค้า Food Ingredients เช่น Fi Europe Fi Asia Thailand) และงาน Hi & Fi Asia - China รวมทั้งควรพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกด้านการขึ้นทะเบียนสินค้า โดยจัดทำคู่มือ ขั้นตอน และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย รวมถึงนำ AI และฐานข้อมูลกลางมาใช้ช่วยลดความยุ่งยากของผู้ประกอบการ พร้อมพัฒนาหน่วยงานหรือกลไกกลางในการสร้างมูลค่าและแบรนด์ให้กับวัตถุดิบไทย ตลอดจนผลักดันการปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สนค. และ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ เล็งเห็นว่า การจะผลักดันไทยสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดอาหารแห่งอนาคต จำเป็นต้องสร้าง “ระบบนิเวศธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชัน” ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ตลอดห่วงโซ่มูลค่า โดยใช้จุดแข็งของไทยทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรทางการเกษตร และองค์ความรู้ด้านการวิจัย มาต่อยอดเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงและตรงกับความต้องการของตลาดโลก เพื่อให้วัตถุดิบที่ไทยมีอยู่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในตลาด Future Food ได้อย่างยั่งยืน



