CKPower ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลกที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในบริบทดังกล่าว บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย
CKPower วางแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดรับต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ตามบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการผ่านกลุยทธ์ "C-K-P" ซึ่งประกอบไปด้วย C – ไฟฟ้าสะอาด (Clean Electricity) มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2586 และเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มากกว่าร้อยละ 95 ภายในปีเดียวกัน รวมถึงเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593, K – เพื่อนบ้านที่ดี (Kind Neighbor) สนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมด้วยพลังงานสะอาดและโครงการส่งเสริมอาชีพสร้างผลิตภัณฑ์ในชุมชน และ P – พันธมิตรที่ยั่งยืน (Partnership for Life) ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน การขยายฐานลูกค้ารายใหม่และมุ่งสร้างการขยายธุรกิจเกี่ยวเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ควบคู่กับ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 CKPower มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 1,036 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตกว่าร้อยละ 81 ขณะที่ไตรมาสที่ 1 มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน จำนวน 115.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 82.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญมาจาก การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) และ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ทำให้ผลการดำเนินงานของ CKPower ในภาพรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้านโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 72 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ สำหรับโครงสร้างสัดส่วนกำลังการผลิตของ CKPower ซึ่งมาจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ทำให้ผลการดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก โดยจะมีผลกระทบเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงในส่วนของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมของ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดของ CKPower เท่านั้น
อย่างไรก็ตามสำหรับสำหรับครึ่งปีหลัง ข้อมูลการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเข้าสู่ภาวะ เอลนีโญ (El Niño) CKPower ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท
ทั้งนี้ ในปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่ม CKPower สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและ สามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมกันนี้ในปีที่ผ่านมา CKPower ยังได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน ESG100 บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุนจากสถาบันไทยพัฒน์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับการประเมินจากเวทีทั้งในประเทศและระดับสากลตามมาตรฐานความยั่งยืน อาทิ ASEAN CG Scorecard และนิตยสาร The Asset ซึ่งสะท้อนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับเอเชีย
สำหรับแผนลงทุนในช่วงปี 2569-2573 บริษัทเตรียมขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และการเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานทดแทนของภาครัฐ ควบคู่กับการสร้างรายได้จากใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) โดย CKPower ได้วางเป้าหมายการเติบโตในด้านการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสร้างรากฐานความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน


