วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

บล.บียอนด์ ปี 69 ผลงาน 'เทิร์นอะราวด์' ปักหมุดควบรวม บล.คิงส์ฟอร์ด เสร็จ Q3 นี้

บล.บียอนด์ ปี 69 ผลงาน 'เทิร์นอะราวด์' ปักหมุดควบรวม บล.คิงส์ฟอร์ด เสร็จ Q3 นี้

บล.บียอนด์ (BYD) ปี 69 ผลงาน "เทิร์นอะราวด์" ปักหมุดควบรวม บล.คิงส์ฟอร์ด เสร็จ Q3 นี้ หนุน AUM ทะยานแตะ 3 หมื่นล้านบาท ดันมาร์เก็ตแชร์พุ่งสู่ TOP 5

บมจ.หลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) ประกาศความพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นใจผลประกอบการปี 2569 พลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่ง ขานรับโครงสร้างธุรกิจโฮลดิ้งเต็มรูปแบบ แย้มกลยุทธ์สำคัญเตรียมลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) และโอนย้ายบัญชีลูกค้า-พนักงาน ควบรวมกิจการกับ "บล.คิงส์ฟอร์ด" เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3/2569 นี้ พร้อมรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม (Synergy) ทันทีในไตรมาส 4 หนุนสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะยานสู่เป้าหมาย 30,000 ล้านบาท พร้อมยกระดับส่วนแบ่งการตลาดก้าวสู่ TOP 5 ของอุตสาหกรรม

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายงานที่ปรึกษาการลงทุนและความมั่งคั่ง) บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่า ทิศทางผลดำเนินงานช่วงไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากที่บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจเป็นรูปแบบโฮลดิ้ง ทำให้มีความยืดหยุ่นและมีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น โดยผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมประมาณ 300 ล้านบาท บริษัทฯ สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิแล้ว 18 ล้านบาท 

"ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ ความคืบหน้าการควบรวมกิจการกับ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด ซึ่งกระบวนการโอนย้ายบัญชีลูกค้าที่มีมากกว่า 40,000 บัญชี ตลอดจนบุคลากรทั้งหมด จะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 3/2569 โดยเราจะเริ่มเห็นพลังแห่งการควบรวม หรือ Synergy เข้ามาช่วยประหยัดต้นทุนและขยายฐานรายได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป" นายจักรกริช กล่าว

ทั้งนี้ การควบรวมดังกล่าวจะกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ขับเคลื่อนให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของ BYD ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 20,000 ล้านบาท (เติบโตจากกลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ และสถาบัน) พุ่งทะยานแตะระดับ 30,000 ล้านบาท ได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 พร้อมตั้งเป้าผลักดันส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ขยับจากอันดับที่ 26-27 ขึ้นมาติดอันดับ 5 (TOP 5) ของอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ไทย โดยอาศัยกลยุทธ์ 3S ได้แก่ Scale (การประหยัดต่อขนาดและลดต้นทุน Back Office), Save (การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนเพื่อสร้างกำไร) และ Stability (การสร้างเสถียรภาพทางการเงินและธุรกิจ)

นอกจากนี้ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน BYD ได้ปรับทิศทางธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นแบบดั้งเดิม (Brokerage) ที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง โดยหันมาเน้นหนักในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และการลงทุนในตราสารหนี้ โดยตั้งเป้าหมายโครงสร้างรายได้ใหม่ แบ่งเป็น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) 50%, ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) 45% และรายได้จากดอกเบี้ยหรืออื่นๆ อีก 5%

สำหรับความคืบหน้าของ บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด (TSB) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ BYD ร่วมลงทุนผ่านไทยสมายล์บัส นั้น นายจักรกริช ระบุว่า ปัจจุบัน TSB มีผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยรับรู้ผลขาดทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร ประกอบกับ TSB ได้ขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่กลุ่มตลาด B2B และ B2G เช่น บริการรถบัสเช่าเหมาลำ ซึ่งสร้างกระแสเงินสดเข้ามาเสริมทัพอย่างแข็งแกร่ง

ส่งผลให้ความเสี่ยงในด้านการตั้งสำรองด้อยค่าของ BYD ลดลงอย่างมาก โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) บริษัทฯ มีภาระที่อาจต้องตั้งสำรองอีกเพียงประมาณ 3,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันของ TSB ถือว่าห่างไกลจากจุดนั้นอย่างมาก และคาดว่าจะไม่มีการตั้งสำรองเพิ่มเติมที่เป็นอุปสรรคต่อการเทิร์นอะราวด์ของ BYD ในปีนี้อย่างแน่นอน