บล.บียอนด์ (BYD) ปี 69 ผลงาน "เทิร์นอะราวด์" ปักหมุดควบรวม บล.คิงส์ฟอร์ด เสร็จ Q3 นี้ หนุน AUM ทะยานแตะ 3 หมื่นล้านบาท ดันมาร์เก็ตแชร์พุ่งสู่ TOP 5
บมจ.หลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) ประกาศความพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นใจผลประกอบการปี 2569 พลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่ง ขานรับโครงสร้างธุรกิจโฮลดิ้งเต็มรูปแบบ แย้มกลยุทธ์สำคัญเตรียมลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) และโอนย้ายบัญชีลูกค้า-พนักงาน ควบรวมกิจการกับ "บล.คิงส์ฟอร์ด" เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3/2569 นี้ พร้อมรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม (Synergy) ทันทีในไตรมาส 4 หนุนสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะยานสู่เป้าหมาย 30,000 ล้านบาท พร้อมยกระดับส่วนแบ่งการตลาดก้าวสู่ TOP 5 ของอุตสาหกรรม
นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายงานที่ปรึกษาการลงทุนและความมั่งคั่ง) บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่า ทิศทางผลดำเนินงานช่วงไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากที่บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจเป็นรูปแบบโฮลดิ้ง ทำให้มีความยืดหยุ่นและมีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น โดยผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมประมาณ 300 ล้านบาท บริษัทฯ สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิแล้ว 18 ล้านบาท
"ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ ความคืบหน้าการควบรวมกิจการกับ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด ซึ่งกระบวนการโอนย้ายบัญชีลูกค้าที่มีมากกว่า 40,000 บัญชี ตลอดจนบุคลากรทั้งหมด จะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 3/2569 โดยเราจะเริ่มเห็นพลังแห่งการควบรวม หรือ Synergy เข้ามาช่วยประหยัดต้นทุนและขยายฐานรายได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป" นายจักรกริช กล่าว
ทั้งนี้ การควบรวมดังกล่าวจะกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ขับเคลื่อนให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของ BYD ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 20,000 ล้านบาท (เติบโตจากกลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ และสถาบัน) พุ่งทะยานแตะระดับ 30,000 ล้านบาท ได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 พร้อมตั้งเป้าผลักดันส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ขยับจากอันดับที่ 26-27 ขึ้นมาติดอันดับ 5 (TOP 5) ของอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ไทย โดยอาศัยกลยุทธ์ 3S ได้แก่ Scale (การประหยัดต่อขนาดและลดต้นทุน Back Office), Save (การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนเพื่อสร้างกำไร) และ Stability (การสร้างเสถียรภาพทางการเงินและธุรกิจ)
นอกจากนี้ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน BYD ได้ปรับทิศทางธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นแบบดั้งเดิม (Brokerage) ที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง โดยหันมาเน้นหนักในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และการลงทุนในตราสารหนี้ โดยตั้งเป้าหมายโครงสร้างรายได้ใหม่ แบ่งเป็น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) 50%, ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) 45% และรายได้จากดอกเบี้ยหรืออื่นๆ อีก 5%
สำหรับความคืบหน้าของ บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด (TSB) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ BYD ร่วมลงทุนผ่านไทยสมายล์บัส นั้น นายจักรกริช ระบุว่า ปัจจุบัน TSB มีผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยรับรู้ผลขาดทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร ประกอบกับ TSB ได้ขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่กลุ่มตลาด B2B และ B2G เช่น บริการรถบัสเช่าเหมาลำ ซึ่งสร้างกระแสเงินสดเข้ามาเสริมทัพอย่างแข็งแกร่ง
ส่งผลให้ความเสี่ยงในด้านการตั้งสำรองด้อยค่าของ BYD ลดลงอย่างมาก โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) บริษัทฯ มีภาระที่อาจต้องตั้งสำรองอีกเพียงประมาณ 3,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันของ TSB ถือว่าห่างไกลจากจุดนั้นอย่างมาก และคาดว่าจะไม่มีการตั้งสำรองเพิ่มเติมที่เป็นอุปสรรคต่อการเทิร์นอะราวด์ของ BYD ในปีนี้อย่างแน่นอน

