โอสถสภา ตอกย้ำความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่บนเวทีความยั่งยืนระดับสากล ในฐานะองค์กรไทยที่ยึดมั่นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการผงาดคว้าอันดับ 3 ของโลก จากทั้งหมด 76 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ตอกย้ำความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่บนเวทีความยั่งยืนระดับสากล ในฐานะองค์กรไทยที่ยึดมั่นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจระดับโลก โดยล่าสุดจากผลการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2025 โอสถสภา สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการผงาดคว้าอันดับ 3 ของโลก จากทั้งหมด 76 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินงานที่โดดเด่นผ่านโมเดล "Smart Factory" นวัตกรรมล้ำสมัยที่เปลี่ยนการจัดการข้อมูลให้กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับโครงสร้างขององค์กรอย่างแท้จริง
Data Transparency: บรรทัดฐานใหม่สู่การเป็นองค์กรยั่งยืนระดับสากล
หัวใจสำคัญที่ทำให้โอสถสภาโดดเด่นกว่าใคร คือ "ความโปร่งใสของข้อมูล" (Data Transparency) ซึ่งโอสถสภาให้ความสำคัญกับการเปิดเผยตัวเลขผลการดำเนินงานจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยสามารถบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนระยะแรก (2019–2025) ได้ครบทั้ง 5 ประเด็นสำคัญ บูรณาการแนวคิด ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจจนได้รับการยอมรับในระดับสากล
S&P Global – DJSI Yearbook 2025 โอสถสภาคว้าคะแนนสูงถึง 86 จาก 100 คะแนน ครองตำแหน่งอันดับ 3 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลก ตอกย้ำการเป็นสมาชิก Yearbook ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 SET ESG Ratings: ระดับ "AAA": คว้าผลการประเมินในระดับสูงสุด "AAA" ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา OSP สร้างสถิติการเติบโตของคะแนน ESG อย่างก้าวกระโดดถึง 29.6% และล่าสุดคว้า คะแนนเต็ม 100/100 ในมิติสิ่งแวดล้อม CDP Climate Change: ได้รับคะแนนระดับ B สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยเป็น 1 ในเพียง 31 บริษัทจาก 516 แห่งในไทยที่ผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดนี้
Smart Factory Innovation: เทคโนโลยีขับเคลื่อนประสิทธิภาพสู่ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า
เบื้องหลังตัวเลขที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ คือการยกระดับสู่ Smart Factory ผ่านการนำ AI, Machine Learning และ IoT มาใช้บริหารจัดการทรัพยากรแบบ Real-time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
Energy & Climate Management: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ 2) ได้ถึง 44.46% ต่อรายได้ (เทียบปีฐาน 2565) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 15% ถึงเกือบ 3 เท่า
Water Management: ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตได้ 38.78% ต่อรายได้ (เทียบปีฐาน 2561) ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 35%
ยกระดับห่วงโซ่คุณค่า สู่เป้าหมาย Net Zero
ความสำเร็จของ โอสถสภา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโรงงาน แต่ยังขยายผลไปสู่สังคมและพันธมิตร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 6% เพื่อสุขภาพผู้บริโภค และการรักษาคะแนนเต็ม 100 ด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่อง 4 ปี รวมถึงการสนับสนุนคู่ค้าและเกษตรกรรายย่อยกว่า 1,007 ราย ให้เติบโตไปพร้อมกัน
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การก้าวสู่ Top 3 ของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจากการจัดอันดับโดย S&P Global คือความภาคภูมิใจสูงสุดของโอสถสภา และเป็นเครื่องยืนยันว่าเราดำเนินธุรกิจด้วยมาตรฐานสากลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง ข้อมูลที่เราเปิดเผยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม จากเป้าหมายระยะแรกที่สำเร็จเกินความคาดหมาย เราพร้อมเดินหน้าสู่เฟสสอง (2026–2030) มุ่งเน้นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการบริหารจัดการของเสียอย่างเข้มข้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 อย่างมั่นคง"
โอสถสภายังคงเดินหน้าในฐานะต้นแบบองค์กรไทยที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องวัดผลได้ มีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลกได้อย่างสง่างาม

