วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

กลุ่มธุรกิจทางการเงิน KBank ชูวิสัยทัศน์ Resilience และอนาคตโลกการเงินยุคใหม่ ในงาน Money20/20

กลุ่มธุรกิจทางการเงิน KBank ชูวิสัยทัศน์ Resilience และอนาคตโลกการเงินยุคใหม่ ในงาน Money20/20

กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ชูวิสัยทัศน์ Resilience และอนาคตโลกการเงินยุคใหม่ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมการเงินในงานฟินเทคระดับโลก Money20/20

"กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย" ตอกย้ำบทบาทผู้นำนวัตกรรมทางการเงิน ในงานฟินเทคระดับโลก Money20/20 Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 เม.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผ่านการร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง 

ภายใต้โลกการเงินปี 2569 ที่ความผันผวนกลายเป็น “ความปกติใหม่” (New Normal) บทบาทของสถาบันการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้รับฝากหรือปล่อยกู้เงินอีกต่อไปท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและคลื่นเทคโนโลยีที่โถมเข้าใส่

ธนาคารกสิกรไทยบนเวทีระดับโลก ชูระบบการเงินอนาคตเทคโนโลยีต้องเดินคู่ไปกับความเชื่อมั่น

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้แชร์วิสัยทัศน์บนเวที Money 20/20 หัวข้อ Technology, Trust, and the Future of Banking in Asia ถึงการนิยามความแข็งแกร่งของ “ธนาคารยุคใหม่” ที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ “กำไร” แต่คือ “ความยืดหยุ่นทางความคิด” และ “การใช้เทคโนโลยีเพื่อดึงความเป็นมนุษย์ออกมาให้ได้มากที่สุด” ย้ำโจทย์ของธนาคารในวันนี้ ไม่ใช่แค่การปกป้องฐานธุรกิจเดิม แต่คือการ “นิยามความอยู่รอด” และ “สร้างความเชื่อมั่น” ในรูปแบบใหม่ให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง

กลุ่มธุรกิจทางการเงิน KBank ชูวิสัยทัศน์ Resilience และอนาคตโลกการเงินยุคใหม่ ในงาน Money20/20

หลายคนถามว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง Resilience หรือความยืดหยุ่นของ KBank คืออะไร? 

ขัตติยา กล่าวว่า สำหรับเราไม่ใช่แค่เรื่องการมีงบดุล (Balance Sheet) ที่แข็งแกร่งหรือกำไรที่สูงเป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันคือความ Flexible and Nimble หรือความคล่องตัวที่พร้อมจะปรับทิศทางกลยุทธ์ได้ทันทีเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอน    

เดิมหากย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ความแข็งแกร่งของธนาคารอาจวัดกันที่ความหนาของเงินกองทุน แต่ในปัจจุบันเห็นว่าภาพรวมของประเทศไทยที่มีหนี้รวม (หนี้ครัวเรือน สาธารณะ และเอกชน) สูงถึง 250% ของ GDP ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 3% มาอย่างยาวนาน 

ถือเป็นแรงกดดันอย่างมาก ทำให้ “ความยืดหยุ่น” จึงต้องถูกตีความใหม่ และหัวใจสำคัญที่จะพาเราผ่านจุดนี้ไปได้ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ Mentality หรือ “ความยืดหยุ่นทางความคิด” ของคนในองค์กรตั้งแต่ระดับผู้นำจนถึงพนักงาน เพื่อให้พร้อมรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งในประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือ “การเข้ามาของ AI ต่อพนักงานกสิกรไทย”?

ขัตติยา ให้ความชัดเจนว่า KBank จะไม่ใช้ AI เพื่อมาแทนที่คนแต่จะใช้เพื่อ “เสริมศักยภาพ” ให้คนสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และมีความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลายขึ้นมองว่า หัวใจสำคัญของการใช้เทคโนโลยี คือ การกลับไปที่ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer Centric) โดยตั้งคำถามว่าลูกค้าต้องการอะไรจริงๆ และ AI จะช่วยตอบโจทย์นั้นได้อย่างไร

“เราใช้ AI เข้ามาเพื่อช่วยให้พนักงานตัดสินใจได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น อะไรที่เป็นงานทำซ้ำหรือจัดการธุรกรรมทั่วไปกว่า 90% เพื่อคืนเวลาให้พนักงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญไปดูแลเหตุการณ์ที่ต้องใช้ "อารมณ์ความรู้สึกและความเป็นมนุษย์" (High emotion events) ในการดูแลลูกค้า ซึ่งอีก10% นี้เป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ เพราะในโลกการเงินแล้วความใส่ใจคือสิ่งที่เทคโนโลยีเลียนแบบไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า เบื้องหลังความสำเร็จของ Mobile Banking ที่แข็งแกร่ง คือ การกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาดในอดีต?” 

ขัตติยา เล่าถึงการปรับปรุง Core Banking ว่า เราเคยเผชิญอุปสรรคในช่วงการเปลี่ยนระบบครั้งแรก แต่นั่นคือบทเรียนที่ล้ำค่า จนเราประสบความสำเร็จในครั้งที่สอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือระบบปัจจุบัน ที่เรียกว่า Data Liquidity หรือ “สภาพคล่องของข้อมูล"

ด้วยโครงสร้างไอทีใหม่นี้ ทำให้ธนาคารสามารถค้นพบข้อมูลเชิงลึก (Insights) ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำได้เร็วขึ้น และเชื่อมต่อกับพันธมิตรใน Ecosystem ได้ง่ายกว่าเดิม

“ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธนาคารเข้าใจลูกค้าในระดับ จุลภาค (Micro level) เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market) ที่เคยดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในอดีต” 

เมื่อถามถึงความหมายของความเชื่อมั่น “Trust” ในอนาคต? 

ขัตติยา ชี้ให้เห็นการขยับของบรรทัดฐานในใจผู้บริโภคในปี 2569 ลูกค้าจะไม่ถามแล้วว่า “เงินฉันปลอดภัยไหม” แต่จะถามว่า “ชีวิตดิจิทัลของฉันได้รับการคุ้มครองหรือไม่"

ฉะนั้น นิยามใหม่ของความเชื่อมั่นในวันนี้คือ ธนาคารต้องเป็นมากกว่าผู้เก็บรักษาข้อมูล แต่ต้องใช้ข้อมูลนั้นเพื่อ “ประโยชน์ของลูกค้า” อย่างแท้จริง เช่น การช่วยออมเพิ่มความมั่งคั่ง หรือเป็น “มาตรการรองรับความปลอดภัย” (Safety Net) ที่คอยเตือนและตรวจจับกลโกงมิจฉาชีพแบบทันท่วงทีได้ในระดับมิลลิวินาที 

ขัตติยา ย้ำว่า นี่คือความรับผิดชอบใหม่ที่เราต้องแบกรับรวมถึงการให้ความรู้และสนับสนุนลูกค้าในยามวิกฤติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน

ขณะเดียวกัน เพื่อให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างสมดุล KBank ใช้สูตรอะไร? ขัตติยา เปิดสูตรลับการลงทุนแบบ 70-20-10 คือ 70% สำหรับการรันธุรกิจหลัก (Business as Usual) อย่าง Core Banking, 20% สำหรับนวัตกรรมที่เสริมธุรกิจปัจจุบัน (Innovation) เช่น เกี่ยวกับธุรกิจ non-Bank และ 10% สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Investment)

แม้โครงการในกลุ่ม 10% อาจจะสำเร็จเพียง 1 ใน 10 แต่ถ้าสำเร็จได้ สิ่งสำคัญคือการวางรากฐานให้สิ่งที่สำเร็จสามารถขยายผล (Scale) และเชื่อมกลับมายังระบบหลักได้ จะเป็นหัวใจใหม่ของธนาคารได้ทันที

สำหรับอนาคตโลกการเงินที่น่าตื่นเต้นที่สุด? “ขัตติยา” คาดหวังคือ การเห็นโลกการเงินที่เปิดกว้างมากขึ้นผ่านนวัตกรรม Blockchain และการมี Money on Chain จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง “การเข้าถึงทางการเงิน” (Financial Inclusion) สำหรับรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และด้วยราคาที่จับต้องได้ มีราคาที่ยุติธรรมกว่าที่เคยเป็นมา 

ขัตติยา กล่าวทิ้งท้ายว่า ท้องฟ้าคือข้อจำกัด (Sky is the limit) แต่ “การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด” ผ่านการเป็นพันธมิตรกับผู้เล่นในระดับสากลและท้องถิ่น นี่คือ ทางออกที่จะทำให้ธนาคารยังคงเป็นที่พึ่งพาได้ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน ขณะเดียวกันปัจจุบันทุกอุตสาหกรรม กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคของการสำรวจเทคโนโลยี (Technology Exploration) เข้าสู่ยุคที่เน้น “การสร้างความเชื่อมั่น” (Trust Focus) เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้างอย่างแท้จริง

ขณะที่ รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ตอกย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่หัวใจของบริการทางการเงินยังคงต้อง “เร็วขึ้น ถูกลง และปลอดภัยยิ่งขึ้น” โดย KBank จะถูกวัดผลผ่านมาตรฐานนี้ภายใต้กรอบ 70/20/10 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจหลักและนวัตกรรมแห่งอนาคต และพร้อมที่จะเดินหน้าวางรากฐานบริการการเงินยุคใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีและความเชื่อมั่น ผ่านการทดสอบนวัตกรรมภายใต้ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาทิ การทดสอบการให้บริการ e-money บนบล็อกเชน ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ Q-money เพื่อให้บริการการโอนระหว่างกัน และชำระเงินข้ามพรมแดน ด้วยแอปพลิเคชัน Q Wallet by KBank และโครงการ Q-Bond ที่เป็นการทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน โดยจัดเก็บข้อมูลตราสารหนี้ และคำนวณมูลค่าการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นของตราสารหนี้บน Quarix Chain ที่ผนวก Q-money มาใช้ขยายผลเพื่อการชำระมูลค่าตราสาร ดอกเบี้ย และเงินต้น สะท้อนภาพลักษณ์การเป็นผู้นำในตลาดทุน และผู้นำนวัตกรรมการเงินของกลุ่มธนาคาร ภายใต้กรอบ Regulatory Sandbox ของ ธปท. และจะมีการหารือและขออนุญาตจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้องก่อนให้บริการจริงในอนาคต

กลุ่มธุรกิจทางการเงิน KBank ชูวิสัยทัศน์ Resilience และอนาคตโลกการเงินยุคใหม่ ในงาน Money20/20

Orbix Group ประกาศความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธาน ออร์บิกซ์ กรุ๊ป ได้แชร์วิสัยทัศน์บนเวทีเสวนา หัวข้อ หัวข้อ Digital Asset Ecosystem and Money on Chain from Orbix Group และ How Digital Asset Ecosystems Will Redefine Money โดยฉายภาพอนาคตของโลกการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ สินทรัพย์ดิจิทัล เน้นย้ำว่า การจะสร้างความแน่นอนด้านกฎระเบียบ (Regulatory Certainty) ให้เกิดขึ้นจริงนั้น จำเป็นต้องมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ผลักดันให้เกินความสอดคล้องสม่ำเสมอใน 3 ระดับโครงสร้างหลัก ได้แก่

  1. ระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Layer ) หัวใจสำคัญคือความชัดเจนในการใช้บล็อกเชน โดยเฉพาะเรื่องการยืนยันตัวตน (KYC) และมาตรฐานการนำเงินขึ้นมาอยู่บนระบบบล็อกเชน ในประเด็นที่ว่าสกุลเงินบาทจะสามารถรันบน Public Blockchain ได้หรือไม่ รวมถึงการพิจารณาผู้ตรวจสอบ (Validators) ในระบบ Private Blockchain และการออกแบบโครงสร้างแบบ Two-layer ที่แยกชั้นระหว่าง “เงิน” (Money layer) และ “สินทรัพย์” (Asset layer) ให้ชัดเจน
  2. ระดับระบบนิเวศ (Ecosystem Layer) สำหรับประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการมี กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล มาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งครอบคลุมทั้ง ICO Portal, Exchange, Broker และ Digital Asset Custodial Wallet Provider อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties) ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และสร้างระบบที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลว
  3. ระดับผู้ใช้งาน (User Layer) กฎหมายต้องออกแบบมาเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless) และเป็นมิตรต่อผู้ใช้ เช่น การอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมสามารถอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างการนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยที่ยังคงรักษาความปลอดภัยและมาตรฐานความน่าเชื่อถือไว้อย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล ในอีก 5 ปีข้างหน้า “ดร.กรินทร์” ยังคาดการณ์ไว้อย่างน่าสนใจผ่านโมเดล “การกำกับดูแลเงินเอกชน” ที่คาดว่า จะเกิดกรอบการกำกับดูแลเงินดิจิทัลที่ออกโดยภาคเอกชน (Private Money) คล้ายกับการก่อตั้ง Office of the Currency Controller (OCC) ในสหรัฐเมื่อ 150 ปีก่อน เพื่อจัดระเบียบเงินส่วนตัวที่แพร่หลายและสร้างความมั่นคงให้ระบบ

รวมถึงจะมี “การจัดตั้งองค์กรระดับสากล” ในลักษณะเดียวกันกับ BIS (Bank of International Settlements) เพื่อสร้างมาตรฐานกลางสำหรับการทำธุรกรรมและชำระเงินข้ามพรมแดน ท้ายที่สุดแล้ว

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการสร้างชุดมาตรฐานใหม่ที่สามารถ “ปกป้องความมั่งคั่งและความปลอดภัยของประชาชน” ได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ของการปฏิรูปครั้งนี้จะเห็นชัดเจนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง 3 มิติ คือ

  1. Speed & Cost: การโอนเงินข้ามประเทศและการชำระราคาจะเกิดขึ้นทันที (Real-time) พร้อมค่าธรรมเนียมที่ถูกลง
  2. Security: การคุ้มครองทรัพย์สินโดยผู้เชี่ยวชาญภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. และสำนักงาน ก.ล.ต.
  3. Innovation: เปิดประตูสู่ผลิตภัณฑ์การเงินระดับโลก เช่น Crypto ETF และ Tokenized Bond

“Orbix Group” เดินหน้าสร้างอนาคตการเงินดิจิทัลยุคใหม่

ดังนั้น ปัจจุบัน Orbix Group ได้สร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุมทั้งลูกค้าบุคคล (B2C) และลูกค้าองค์กร (B2B) ผ่านบริษัทในเครือ ได้แก่ Orbix Trade, Orbix Invest, Orbix Custodian, Orbix Technology and Innovation และ Kubix โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ครอบคลุมทั้ง การลงทุน การชำระเงิน และการระดมทุนในโลกดิจิทัล

ดร.กรินทร์ ย้ำว่า ล่าสุด Orbix Group ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญที่เป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในระบบนิเวศ คาดว่าจะมีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (Asset Under Custody) ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ ธุรกิจหลักที่สร้างรายได้เข้ามายังคงมาจากธุรกิจ Orbix Exchange และ kubix ซึ่งเป็น ICO Portal และภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว คาดว่าสนับสนุนการเติบโตให้กับ Orbix Group ซึ่งในส่วนรายได้ของ Orbix Group ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้เท่ากับค่าใช้จ่าย และคาดว่าสามารถทำกำไรได้อีก 3 ปีข้างหน้า

กลุ่มธุรกิจทางการเงิน KBank ชูวิสัยทัศน์ Resilience และอนาคตโลกการเงินยุคใหม่ ในงาน Money20/20

แน่นอนว่า การขยับตัวครั้งนี้ของ กสิกรไทย ผ่าน Orbix Group จึงไม่ใช่แค่การตามกระแสเทคโนโลยี แต่คือการปักหมุดหมายในการเป็น “ผู้กำหนดทิศทางโลกการเงินดิจิทัลยุคใหม่” ที่เชื่อมโยงความมั่งคั่งดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ