ราช กรุ๊ป ขอบคุณนักลงทุนสถาบันหลังหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้รับการตอบรับอย่างดี มียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าเสนอขายเดิมถึงกว่า 4 เท่า จากเป้าหมายการระดมทุนเบื้องต้นที่ 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ พิจารณาเพิ่มมูลค่าการออกหุ้นกู้เป็น 3,500 ล้านบาทในที่สุด
5 พฤษภาคม 2569 บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“RATCH”) เดินหน้าขอบคุณนักลงทุนสถาบันหลังหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง หุ้นกู้ ชุดดังกล่าวจัดเป็น “หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debenture)” ซึ่งบริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้ไปใช้ลงทุนในโครงการด้าน พลังงานหมุนเวียน อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม อันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และบทบาทของบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ที่มุ่งเน้นการลงทุนอย่างหลากหลายและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 บริษัทฯ และหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “AA+” แนวโน้ม “คงที่” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody's Ratings) ที่ระดับ “Baa2” แนวโน้ม “คงที่” โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (“กรุงศรี”) ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้และที่ปรึกษาด้านโครงสร้างหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าธุรกิจ กรุงศรี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ ราช กรุ๊ป อีกครั้งในการสนับสนุนการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นับเป็นความร่วมมือต่อเนื่อง ภายหลังจากจากความสำเร็จในการระดมทุนในรูปแบบสินเชื่อเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน (Green and Sustainability Loan) วงเงิน 5,000 ล้านบาท ร่วมกับกรุงศรี ในปี 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนพันธกิจของ ราช กรุ๊ป ในการผลิตและส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่เชื่อถือได้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อสร้างมูลค่าองค์กรอย่างยั่งยืน และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ กรุงศรี จะยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนโครงการสำคัญดังกล่าว และมีส่วนร่วมในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

