เกมรุกครั้งใหม่ของยักษ์ใหญ่สีเขียว ผ่ากลยุทธ์ AIS สยายปีกยึด Sport Ecosystem ส่งโมเดล “ปั้นคน” ดันกีฬาไทยสู่สากล
วงการกีฬาไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AIS ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์ระดับประเทศ AIS SPORT ACADEMY ภายใต้แนวคิดอันทรงพลัง “พลังคน สร้างพลังกีฬาไทย” เพื่อมุ่งหน้ายกระดับอุตสาหกรรมกีฬาไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและครบวงจร สะท้อนความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะสร้าง “Sport Ecosystem” หรือระบบนิเวศด้านกีฬาที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับรากฐาน เพื่อปูทางให้เยาวชนและบุคลากรในวงการกีฬาของไทยก้าวขึ้นไปผงาดบนเวทีความสำเร็จระดับสากลได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ที่ผ่านมาภาพจำของคนไทยที่มีต่อ AIS อาจหนีไม่พ้นบทบาทของการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ หรือการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาต่างๆ แต่ก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นในวันนี้ คือการประกาศเปลี่ยนผ่านบทบาทขององค์กร สู่การเป็น “ผู้สนับสนุนและยกระดับ” วงการกีฬาไทยอย่างเต็มตัว ด้วยการนำประสบการณ์อันล้ำค่าตลอด 9 ปีของ AIS Academy ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล มาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ ทางองค์กรพร้อมเดินหน้าเจียระไนเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศไทย โดยเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าเด็กไทยจากทุกภูมิภาคล้วนมีศักยภาพที่เปี่ยมล้น เพียงแต่พวกเขายังเฝ้ารอโอกาสและการสนับสนุนที่เข้าถึงอย่างเท่าเทียมเท่านั้น
ต่อยอด DNA "การสร้างคน" พลิกข้อจำกัดเป็นพลัง
หัวใจสำคัญที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้ คือการนำ DNA ความสำเร็จด้าน "การสร้างคน" ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญและยึดมั่นมาโดยตลอด มาต่อยอดและยกระดับให้กลายเป็นภารกิจระดับประเทศ โดย กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ได้วางยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นการนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากรมาประยุกต์ใช้กับวงการกีฬา ภายใต้แนวคิดที่ทรงพลังอย่าง “เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง” เพื่อพลิกข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่างๆ ของนักกีฬาไทยให้กลายเป็นโอกาสแห่งความสำเร็จในระยะยาว โดยมองภาพใหญ่ว่า “คน” คือรากฐานที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยค้ำยันและผลักดันระบบนิเวศกีฬาไทย ซึ่งปัจจุบันมีประชากรที่เกี่ยวข้องในระบบนี้มากกว่า 10 ล้านคน ให้เติบโตและก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดั่งที่รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กรคนนี้ได้กล่าวเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์นี้ไว้อย่างหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นว่า
“เอไอเอสยึดมั่นมาโดยตลอดว่า คน คือรากฐานสำคัญขององค์กรและสังคม โดยที่ผ่านมา AIS Academy ได้มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการยกระดับทักษะดิจิทัล และการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกอย่างเท่าเทียม ความสำเร็จของการสร้างคนถือเป็น DNA ของ AIS และในวันนี้เราได้นำโมเดลดังกล่าวมาต่อยอดสู่วงการกีฬา ซึ่งเราไม่ได้มองกีฬาเป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีผู้คนในระบบนิเวศกีฬาไทยมากกว่า 10 ล้านคน นี่คือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนบทบาทของ AIS จากการเป็นเพียงช่องทาง หรือ ผู้ถ่ายทอดสด ก้าวสู่การเป็น ผู้สนับสนุนและผู้ยกระดับวงการกีฬาไทยอย่างเต็มตัว
เอไอเอสตั้งใจนำพันธกิจขององค์กรและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง มาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนกีฬา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐาน โดย AIS SPORT ACADEMY ถือเป็นความตั้งใจจริงในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทย และจะเป็นสถาบันที่ลงมือทำเรื่องกีฬาอย่างจริงจัง เพราะเราเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ถ้าคนแข็งแรง วงการกีฬาแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงตามไปด้วย”
3 เสาหลัก ขับเคลื่อนอนาคตวงการกีฬาไทย
การดำเนินงานของ AIS SPORT ACADEMY ถูกคิดค้นและวางกรอบการทำงานมาอย่างเป็นระบบและแยบยล ผ่าน 3 แกนหลักที่ครอบคลุมทุกมิติของวงการกีฬาตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับอาชีพ โดย สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส ซึ่งเป็นแม่ทัพคนสำคัญและผู้ริเริ่มแนวคิดการทำสปอร์ตอะคาเดมี่นี้ ได้กล่าวถึงมุมมองที่กว้างไกลในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬา บนเวทีเสวนา “AIS SPORT Academy: Synergy for the Future ผนึกพาร์ทเนอร์ระดับโลก ขับเคลื่อนอนาคตกีฬาไทย” เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ที่ผ่านมา เอไอเอส อะคาเดมี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมาโดยตลอด พอถึงจุดที่เราจะขยายศักยภาพไปสู่ทักษะอื่น นอกเหนือจากการทำงานและการใช้ชีวิต เรามองเห็นว่า สปอร์ต อีโคโนมี เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะสิ่งแวดล้อมของกีฬานั้นกว้างใหญ่ ไม่ได้มีแค่นักกีฬาหรือโค้ช แต่ยังมีธุรกิจที่แวดล้อมอีกมากมาย
วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะทรานส์ฟอร์มสิ่งที่เรามีออกมาเป็นสปอร์ตอะคาเดมี่ เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาคนในแกนของกีฬาอย่างเต็มที่ ซึ่ง AIS SPORT ACADEMY เกิดขึ้นจากการมองกีฬาในมิติที่กว้างกว่าการแข่งขัน โดยเป็นทั้งอุตสาหกรรมและชุมชนที่มีพลังมหาศาล พร้อมวางกรอบการดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก คือ การสร้างโอกาส ในการสร้างเวทีเพื่อปั้นคนคุณภาพเข้าสู่วงการ, การเสริมองค์ความรู้ นำทักษะระดับโลกมาถ่ายทอด และ ความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนเติบโตในเส้นทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน”
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดของการดำเนินงานในแต่ละแกน จะเห็นถึงความตั้งใจจริงที่เปลี่ยนจากแผนงานสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับแกน "การสร้างโอกาส" ทางโครงการได้เริ่มเปิดพื้นที่ผ่านกิจกรรมฟุตบอลคลินิกและบาสเกตบอลคลินิก รวมถึงโครงการเฟ้นหานักพากย์กีฬาหน้าใหม่ระดับท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีพรสวรรค์และอยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้มีเวทีแสดงศักยภาพ
นอกจากนี้ยังสะท้อนผ่านการที่ AIS เดินหน้าถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกทั้งระดับ 1, 2 และ 3 เพื่อมอบพื้นที่ให้ทุกสโมสรและนักเตะทุกคนได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทางด้านแกน "การเสริมองค์ความรู้" ได้พุ่งเป้าไปที่การจัดอบรมครูพละเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ฝึกสอนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งล่าสุดได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม มีครูพละทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 300 คน พร้อมกันนี้ยังมีการตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ Digital Intelligent Platform ที่นำเทคโนโลยีโครงข่ายอัจฉริยะมาทลายกำแพงข้อจำกัด เพื่อสนับสนุนให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ด้านกีฬาได้อย่างเท่าเทียม และแกนสุดท้าย "ความเป็นมืออาชีพ" คือการมุ่งสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงและชัดเจน เพื่อให้บุคลากรทุกภาคส่วนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และนำความสำเร็จนั้นย้อนกลับมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกีฬาของประเทศไทยในภาพรวม
ผนึกพันธมิตรทลายลิมิตสู่ปลายทางที่มั่นคง
เพื่อติดปีกอุตสาหกรรมกีฬาไทยให้บินไกลไปถึงมาตรฐานสากล AIS ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในฐานะ Partnership Platform อย่างแท้จริง ด้วยการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์กับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ประกอบไปด้วย บุนเดสลีกา (Bundesliga) ลีกฟุตบอลจากประเทศเยอรมนีที่ได้รับการยกย่องว่ามีระบบอะคาเดมี่ที่ดีที่สุดในโลก, สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความร่วมมือครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์สุดล้ำค่าในการคัดเลือกเยาวชนไทยบินลัดฟ้าไปฝึกทักษะลูกหนังระดับโลกถึงประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้ากำจัดจุดอ่อนเดิมๆ ของวงการกีฬาไทย ที่มักสร้างความกดดันให้เด็กและผู้ปกครองต้องเลือกระหว่าง "การทุ่มเทเล่นกีฬา" หรือ "การตั้งใจเรียนหนังสือ" ซึ่งปมปัญหานี้ทำให้นักกีฬาที่มีพรสวรรค์หลายคนต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไปอย่างน่าเสียดายเมื่อเส้นทางกีฬาของพวกเขาต้องหยุดชะงักลง เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน โครงการจึงได้สร้างปลายทางที่มั่นคงด้วยการมอบทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นบทพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า เยาวชนไทยสามารถเดินหน้าคว้าฝันทั้งด้านการเรียนและกีฬาไปพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในมุมมองของภาคการศึกษาที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทลายข้อจำกัดนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนภาพการดูแลนักกีฬาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจว่า “บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถาบันการศึกษา แต่เป็นการสร้างสิ่งต่างๆ ในระยะยาว มีการเรียนรู้หลายรูปแบบที่ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน บ่อยครั้งที่เรามักจะชื่นชมความสำเร็จของคนที่ไปคว้าชัยชนะ แต่ยังมีนักกีฬาอีกมากมายที่ทุ่มเทแล้วอาจไปไม่ถึงจุดนั้น หรือเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง เช่น 27 ปี ที่สภาพร่างกายอาจไปต่อในเส้นทางกีฬาอาชีพไม่ได้ คำถามคือเราจะดูแลน้องๆ นักกีฬาเหล่านี้อย่างไร ทักษะความสามารถที่เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นนักกีฬาจะต้องได้รับการสานต่อ นี่คือที่มาและบทบาทสำคัญที่จะทำให้วันนี้กีฬาไม่ได้เป็นแค่กีฬา แต่ทำอย่างไรให้เกิดความเป็นอะคาเดมี เกิดเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ สถาบันจะต้องชื่นชมและให้การดูแลพวกเขาในระยะยาว โครงการ AIS SPORT ACADEMY ที่เกิดจากการผนึกกำลังของ บุนเดสลีกา เอเชียแปซิฟิก, AIS และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นประตูบานสำคัญที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า นักกีฬาเป็นนักกีฬาได้ตลอดชีวิตในทุกรูปแบบ นี่จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นสถาบันที่มีความเป็นวิชาการ มีการรับรอง เพราะเรามุ่งพัฒนาเยาวชนในระยะยาว ไม่ใช่แค่ระยะสั้น ชัยชนะที่แท้จริงเกิดจากการที่พวกเขาได้ก้าวมาเป็นนักกีฬาอย่างเต็มที่ในชีวิต”
สอดรับกับมุมมองของ รศ.ดร.ชัยพัฒน์ หล่อศิริรัตน์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างหลักประกันชีวิตให้แก่นักกีฬาว่า “เมื่อไรก็ตามที่เรามอบการศึกษาที่เข้มแข็งให้นักกีฬา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครอบครัวและตัวนักกีฬาเองอุ่นใจว่าพวกเขาจะมีอนาคตที่สดใสรองรับ สำหรับนักกีฬาบางคนอาจโชคร้ายเกิดการบาดเจ็บ หรือบางคนเมื่อเลิกเล่นกีฬาแล้วก็รู้สึกหมดไฟ ไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ การศึกษาจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างเป้าหมายในชีวิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา พร้อมที่จะเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ เพื่อทำให้ระบบที่เราวาดฝันไว้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักกีฬาได้อย่างแท้จริง นอกจากโอกาสแล้ว องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาก็สำคัญไม่แพ้กัน กีฬาไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่รวมถึงสภาพจิตใจและการพัฒนาอย่างรอบด้าน จุฬาฯ จะเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนนี้ให้กับ AIS และวงการกีฬาไทย”
ทิศทางการพัฒนานี้ยังได้รับเสียงสนับสนุนอย่างหนักแน่นจากมุมมองของฝั่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดย ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน ที่ได้เน้นย้ำว่าหากการพัฒนาระดับรากหญ้า (Grassroots) แข็งแกร่ง และมีองค์กรใหญ่อย่าง AIS เป็นผู้สนับสนุนหลัก รวมถึงมีบุนเดสลีกาเข้ามาช่วยต่อยอด และมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนด้านการศึกษา อนาคตของวงการฟุตบอลไทยก็จะก้าวไปสู่ความสำเร็จระดับโลกได้อย่างแน่นอน
การรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของทุกภาคส่วนในโปรเจกต์ AIS SPORT ACADEMY ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มการบูรณาการ “กีฬา การศึกษา และโอกาส” เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อตอกเสาเข็มวางรากฐานให้วงการกีฬาไทยเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมก้าวทะยานขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้ได้อย่างภาคภูมิ


