วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

คิกออฟ 'เมืองการบินอู่ตะเภา' เดินหน้าโรดโชว์ดึงนักลงทุน

คิกออฟ 'เมืองการบินอู่ตะเภา' เดินหน้าโรดโชว์ดึงนักลงทุน

"เมืองการบินอู่ตะเภา" บิ๊กโปรเจกต์ 3 แสนล้านคิกออฟ! นับหนึ่ง ปลดล็อกเดินหน้าโครงการ ไม่รอไฮสปีด 3 สนามบิน UTA ปรับแผนเฟสแรกรับผู้โดยสาร 3-4 ล้านคน พร้อมขยายเพิ่มหากผู้โดยสารแตะ 80% การรองรับของสนามบิน

โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก ที่มีพื้นที่ สนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์กลาง ถือเป็นเมกะโปรเจกต์สำคัญที่จะส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยโครงการนี้มีมูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท โดยหลังจากเลื่อนการส่งมอบพื้นที่ในที่สุดเริ่มนับหนึ่งเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO กองทัพเรือ และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) จัดพิธีบวงสรวง และเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ณ กองการบินทหารเรือ จังหวัดระยอง เพื่อเดินหน้าโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) โครงการสำคัญในพื้นที่อีอีซี และของประเทศ

ความคืบหน้าครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากโครงการยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี นับจากวันลงนามสัญญาครั้งแรกในปี 2563 โดยล่าสุดวันที่ 29 ม.ค. 2569 สกพอ. และ UTA ลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมกัน

UTA ตกลงยกเว้นเงื่อนไขในสัญญาบางประการที่ผูกพันกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เพื่อให้เริ่มงานก่อสร้างในส่วนที่พร้อมได้ทันที โดยไม่ต้องรอความชัดเจนจากโครงการรถไฟความเร็วสูง 

นายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน รองเลขาธิการ EECO กล่าวว่า จากการพัฒนาเมืองการบินถือเป็นโครงการสำคัญที่ UTA ในฐานะบริษัทผู้รับสัมปทานจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ ยกระดับสนามบินจากเดิมให้เป็นพื้นที่สนามบินเชิงพาณิชย์

รวมทั้งภาคเอกชนจะโรดโชว์ดึงเที่ยวบิน และดึงบริษัทเข้ามาลงทุนในพื้นที่สนามบิน และเมืองการบิน ซึ่งถือเป็นหัวใจการพัฒนา EEC เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนเมื่อมีการปรับแผนแม่บทของการลงทุนในพื้นที่เมืองการบินจากแผนเดิมที่วางแผนไว้ว่าจะเป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15 ล้านคนต่อปีในเฟสแรก และพัฒนาต่อเนื่องไปสู่การรองรับได้ 60 ล้านคน มาเป็นการรองรับผู้โดยสารตามดีมานด์จริงในปัจจุบัน ซึ่งได้คำนึงถึงเงื่อนไขที่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังไม่ได้ก่อสร้าง

เฟสแรก UTA ปรับแบบการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารอาคารที่ 3 ใหม่ให้รองรับผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคน ก่อนที่จะขยายเพิ่มในอนาคตหากผู้โดยสารมีจำนวนถึง 80% ของความจุในพื้นที่

สำหรับต่อจากนี้ขั้นตอนนี้ UTA จะนำเสนอแผนต่อสำนักงานการบินพลเรือน และรายงานแผนที่มีการปรับปรุงรูปแบบเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งทำควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในเมืองการบินภาคตะวันออกได้

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร UTA เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปหลังยุคโควิด-19 ทำให้ต้องปรับแผนการพัฒนาเฟส 1 ให้สอดคล้องปัจจุบัน โดยการลงเฟสแรกกำหนดงบประมาณการลงทุน 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานหลัก

รวมทั้งลดเป้าหมายการพัฒนาโครงการให้รองรับผู้โดยสาร 3-4 ล้านคนต่อปี จากเดิมที่เคยวางไว้ 12 ล้านคนต่อปี เกิดจากสถานการณ์ท่องเที่ยวหลังโควิด-19 เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ เตรียมเริ่มพัฒนาเมืองการบิน "Airport City" และโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงแรม ศูนย์การค้าและที่อยู่อาศัยในช่วงปลายปี 2569 เพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่

ส่วนงานภาครัฐของกองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ทางวิ่งที่ 2 (Runway 2) และทางขับ ซึ่งมีกำหนดการเสร็จภายในเดือน พ.ค. 2571 นอกจากนี้เร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในสนามบินทั้งระบบประปา ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานให้พร้อมรองรับการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็ม