วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

งานขายดีประเทศไทย ถอดรหัสโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจโลก ชี้ ยุโรป–อินเดีย ตลาดศักยภาพ

งานขายดีประเทศไทย ถอดรหัสโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจโลก ชี้ ยุโรป–อินเดีย ตลาดศักยภาพ

งาน "ขายดีประเทศไทย" ถอดรหัสโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจโลก ชี้ "ยุโรป–อินเดีย" ตลาดศักยภาพ พร้อมเผยกลยุทธ์ยกระดับ SME ไทยสู่เวทีสากล

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน "ขายดีประเทศไทย" เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำองค์กร ผู้ประกอบการ และ SME ไทย ร่วมถอดบทเรียน ทิศทางตลาดใหม่ และกลยุทธ์แนวทางการปรับตัวในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกจากทั้งภาคนโยบายและภาคธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ "ตลาดแห่งอนาคต" ไปจนถึงการปรับโมเดลธุรกิจจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้าง "คุณค่า" (Value-driven economy) ซึ่งเป็นหัวใจของการอยู่รอดในยุคใหม่ พร้อมแนะผู้ประกอบการ SME ถึงแนวทางการขยายตลาดโดยผู้แทนองค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด้านการเงิน โลจิสติกส์ การค้า ดิจิทัล รวมไปถึงตัวแทน SME ไทยที่ประสบความสำเร็จ

"ยุโรป–อินเดีย" สองตลาดแห่งอนาคต โอกาสที่มาพร้อมเงื่อนไขใหม่

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น ธุรกิจไทยจำเป็นต้อง "คิดใหม่" ในการเลือกตลาด โดยเวที "Where the World is Going: New Markets Shaping Thailand's Trade Future" ชี้ให้เห็นถึง 2 ตลาดสำคัญที่เต็มไปด้วยศักยภาพและโอกาส

สหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 450 ล้านคน ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความยั่งยืน และอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในระยะยาว นางหลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ระบุว่า ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้า กระบวนการผลิต และความโปร่งใสของซัพพลายเชน ผู้ประกอบการไทยจึงต้องยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล แม้อาจท้าทายในระยะแรก แต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะมาตรฐานยุโรปกำลังกลายเป็นมาตรฐานสากล

งานขายดีประเทศไทย ถอดรหัสโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจโลก ชี้ ยุโรป–อินเดีย ตลาดศักยภาพ

ขณะที่ "อินเดีย" เป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก ด้วยประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และกำลังซื้อที่ขยายตัวต่อเนื่อง นายนาเกช ซิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย กล่าวว่า อินเดียเป็นตลาดที่มีความหลากหลายสูง ธุรกิจไทยต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ชัด ปรับสินค้า ราคา และการสื่อสารให้เหมาะสม และควรเริ่มจากเมืองใหญ่ พร้อมมีพันธมิตรในพื้นที่เพื่อช่วยให้เข้าใจตลาด กฎระเบียบ และพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ของดีประเทศไทย" ต้องไปไกลกว่าแค่สินค้า

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของงานคือการนิยาม "ของดีประเทศไทย" ใหม่ โดยชี้ว่าจุดแข็งที่แท้จริงของไทยไม่ได้อยู่แค่ทรัพยากร แต่คือ "สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม" ที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ ได้แก่ Culture (วัฒนธรรม), Food (อาหาร) และ Caring & Healing (จิตวิญญาณการดูแล)

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ภาคบริการไทยจำเป็นต้องปรับจากการเน้น "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณค่า" โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จุดเด่นของไทยคือ Wellness และ Healthcare ที่ครอบคลุมทั้ง Physical, Mental และ Social ควบคู่กับการยกระดับด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปมองหาก่อนตัดสินใจ

งานขายดีประเทศไทย ถอดรหัสโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจโลก ชี้ ยุโรป–อินเดีย ตลาดศักยภาพ

ด้าน ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ชี้ว่า ไทยต้องยกระดับจากการเป็นเพียง Destination สู่ Trusted Platform ที่ดึงวาระสำคัญของโลกมาจัดในไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าใหม่ผ่าน Return on Experience (ROX) และ Return on Relationship (ROR) เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ทั้งด้านประสบการณ์และเครือข่ายธุรกิจที่เกิดขึ้นระหว่างงาน

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะขาดอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างแรงงาน ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมใหม่ต้อง Smart, Green และสร้าง Value for All เพื่อยกระดับประเทศไทยจาก Low สู่ High Value

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้ก่อตั้ง และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เสริมว่า ไทยต้องก้าวจากการขายสินค้า ไปสู่การขาย ประสบการณ์ที่มีความหมาย และขยับจาก Customer-Centric ไปสู่ Human & Life Centric รวมถึงแนวคิด Regenerative เพราะของดีไม่ใช่แค่สิ่งที่ขายได้ แต่คือคุณค่าหรือมรดกที่ส่งต่อได้ในระยะยาว

ปรับโมเดลธุรกิจ: จากแข่งขันด้วยราคา สู่สร้างคุณค่า

เวที "ขายแล้ว ขายอยู่ ขายต่อ" สะท้อนว่า เกมการขายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อออนไลน์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของผู้บริโภค และความต้องการขยับสู่ Hyper-personalization ที่ต้องการความแม่นยำเฉพาะบุคคล  

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) ชี้ว่า Data และ AI คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจลูกค้าเชิงลึก และสร้างความแตกต่างในตลาด การแข่งขันเรื่องราคาอาจไม่ใช่คำตอบ เราต้องหาให้เจอว่าจะสร้างคุณค่าให้สินค้าและบริการอย่างไร โดยผู้ประกอบการ เฉพาะ SME ควรใช้ Data วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และยกระดับการสื่อสารผ่า  Storytelling แทนการลดราคาเพียงอย่างเดียว

ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ระบุว่า ขายเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องตอบสนองได้เร็วและยืดหยุ่น พร้อมบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติที่กระแสเงินสดคือสิ่งสำคัญที่สุด

ขณะที่ในภาคสุขภาพ พญ. วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LifestyleTech ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ว่า สุขภาพคือ Asset ที่สำคัญที่สุด ธุรกิจต้องสร้าง Trust และความสม่ำเสมอ แม้โลกจะเปลี่ยนเร็ว แต่คุณภาพและความปลอดภัยยังคงเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์กำลังเปลี่ยนจากรักษาเมื่อป่วย สู่การป้องกัน (Preventive Care) จึงต้องใช้ Data สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พร้อมเน้นย้ำว่า องค์กรต้องกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาตลาดเดียว และใช้จุดแข็งของไทย เช่น บริการแบบ High-touch มาสร้างความแตกต่าง

บทเรียนสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านต้องเริ่มจากผู้นำ (Tone from the top) ที่กล้าตัดสินใจ และยึดแก่นขององค์กร เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคา สู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

บทเรียน SME ไทย: "ขายให้โลกซื้อ" ต้องเริ่มจากตัวตน

เวที "ขายอย่างไรให้โลกซื้อ" สะท้อนชัดว่า การแข่งขันด้วยราคาไม่ใช่คำตอบระยะยาว แต่ต้องสร้างแบรนด์ (Branding) และ "ความเชื่อมั่น" ผ่านคุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอ ควบคู่กับการมีพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง

โกวิท ชมพูนุทยรรยง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จำกัด ผู้ผลิตของเล่นเด็กเกรดพรีเมี่ยมยี่ห้อ Plantoys ระบุว่า การเปลี่ยนจาก OEM มาสร้างแบรนด์คือจุดเปลี่ยนสำคัญถ้ายังแข่งที่ราคา วันหนึ่งก็ต้องมีผู้แพ้ พร้อมใช้ Sustainability เป็น Product Strategy เช่น Zero Waste เพื่อสร้างความแตกต่างที่ลอกเลียนแบบได้ยาก

ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชอว์ ปิง จำกัด เจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง มองว่า แบรนด์ต้องมีจุดต่างที่ชัด เช่น คุณภาพระดับ Human-grade และเลือกใช้ Data และ AI วิเคราะห์ตลาด โดยแบรนด์น้องใหม่ไม่มีสิทธิ์เลือกตลาดมากนัก เราต้องทำตัวเองให้น่าสนใจ

ขณะที่ โศรยา จรัณยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกะ อะโกร จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดอกดาวเรือง เน้นว่า การเข้าใจตลาดปลายทางเป็นหัวใจ ทั้งมิติความเชื่อ กฎระเบียบ และมาตรฐานการใช้งานจริง ต้องรู้ว่าลูกค้าเอาไปทำอะไร เพื่อแก้ Pain point ได้จริง พร้อมย้ำความสำคัญของการทดสอบสินค้าและความรู้เชิงลึกตลอดทั้ง Supply Chain

สถาพร ไพศาลบูรพา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูรพา พรอสเพอร์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แป้ง เสริมว่า มาตรฐานและกฎระเบียบคือสิ่งที่ห้ามพลาด และความสัมพันธ์กับพาร์ตเนอร์คือหัวใจในยามวิกฤติ วิกฤติคือบททดสอบว่า Relationship ของเรามีคุณภาพแค่ไหน

บทเรียนสำคัญคือ SME ไทยต้อง "รู้จักตัวเอง เข้าใจลูกค้า และเลือกเกมให้ถูก" ใช้ Data และ AI เป็นเครื่องมือ พร้อมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือวิกฤติ เพื่อเปลี่ยนจากการ "ขายสินค้า" ไปสู่การ "สร้างแบรนด์ที่โลกเชื่อมั่น"

สรุป: ธุรกิจไทยต้อง "คิดใหม่ทั้งเกม"

จากทุกหัวข้อสัมมนาในงาน "ขายดีประเทศไทย" สะท้อนภาพชัดเจนว่า โลกธุรกิจได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจไทยต้องเลือกตลาดให้ถูก ยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากล สร้างคุณค่าแทนการแข่งขันด้านราคา และปรับตัวอย่างรวดเร็วในโลกที่ไม่แน่นอน เพราะชัยชนะในยุคใหม่ ไม่ใช่ของคนที่ขายถูกที่สุด แต่เป็นของคนที่สร้างความแตกต่าง และส่งมอบคุณค่าที่มีความหมาย

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ย้ำบทบาทในการเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทย เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป 

งานขายดีประเทศไทย ถอดรหัสโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจโลก ชี้ ยุโรป–อินเดีย ตลาดศักยภาพ