“ไมโครซอฟท์ – ซีพี – ทรู” ร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อน AI ครบวงจร พร้อมดันไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค
2 เมษายน 2569 ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับองค์กรและเสริมศักยภาพประเทศในยุคที่ AI จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในทุกภาคส่วน โดยครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการก้าวสู่การเป็น AI-first organization การใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร ตลอดจนแนวโน้มของ Agentic AI ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและการทำงานอัตโนมัติในบางกระบวนการ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวทางเกี่ยวกับโอกาสของ เครือซีพี และ ไมโครซอฟท์ ในการพัฒนาโซลูชัน การต่อยอดเทคโนโลยีบนโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละฝ่าย และความเป็นไปได้ในการสนับสนุนระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยในระยะต่อไป
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในบริบทใหม่ของโลกว่า Smart City พลังงาน และ AI สำหรับบริการสาธารณะ คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทย โดยไทยสามารถเรียนรู้จากต้นแบบระดับโลกอย่างสิงคโปร์และอาบูดาบี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับบริการสาธารณะ การบริหารจัดการเมือง ระบบฉุกเฉิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อสร้างเมืองและระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และตอบโจทย์อนาคตได้ดียิ่งขึ้น
นายศุภชัย ยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การยกระดับทักษะของคนไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ประเทศไทยจะมีนักศึกษาในระดับอุดมศึกษากว่า 2 ล้านคน แต่ทักษะจำนวนมากยังไม่สอดรับกับความต้องการของ เศรษฐกิจดิจิทัล ในอนาคต โดยประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นหารือ ได้แก่ แนวทางการผลักดันมาตรฐานทักษะ AI ระดับชาติ การยกระดับ AI literacy ให้กับประชาชนในวงกว้าง การปรับบทบาทครูสู่การเป็น Facilitator การพัฒนาโครงการ Smart School และแนวทางความร่วมมือในรูปแบบ PPP ร่วมกับภาคเอกชนกว่า 50 ราย ตลอดจนการนำเครื่องมือ AI เช่น Copilot มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และการพัฒนา Cloud Platform เพื่อช่วยคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ
ในมิติของการสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ นายศุภชัยยังสะท้อนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการสนับสนุนสตาร์ทอัพ การดึงดูด Venture Capital และการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นที่ตั้งของ R&D Center ระดับโลก เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่สามารถก้าวขึ้นเป็นฐานพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมได้ด้วยตนเองในระยะยาว ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันพิจารณามาตรการสำคัญ อาทิ การยกเว้นภาษี Capital Gains สำหรับ Venture Capital การจัดตั้ง Matching Funds และแนวทางส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก และสนับสนุนการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศอย่างเป็นระบบ
นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า ในยุค AI ทุกอาชีพจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถจำแนกงานออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ งานที่ AI ทำได้ทั้งหมด งานที่มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI และงานที่มนุษย์ยังคงต้องดำเนินการด้วยตนเอง ซึ่งในอนาคตงานส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างคนและ AI สิ่งนี้สะท้อนว่า ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะของประเทศจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่
การหารือระหว่าง ไมโครซอฟท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคเทคโนโลยีและภาคธุรกิจไทยต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในมิติของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะคน การศึกษา นวัตกรรม และการลงทุน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง AI และดิจิทัลของภูมิภาคในอนาคต





