ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น "กรวัฒน์ เจียรวนนท์" นำ Amity ปิดดีล 3.2 พันล้าน ตอกย้ำบทบาทผู้นำเทคไทยรุ่นใหม่ ที่ต่อยอดวิสัยทัศน์จาก "ศุภชัย เจียรวนนท์" สู่เวทีโลก สะท้อนการส่งต่อศักยภาพและสัญญาณยุคใหม่ของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย
ความสำเร็จของบริษัทเทคโนโลยีไทยอย่าง "อะมิตี้" (Amity) ที่สามารถระดมทุนรอบ Series D ได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงดีลใหญ่ในแวดวง Generative AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังสะท้อนภาพที่ลึกกว่านั้น คือการก้าวขึ้นมาของผู้นำเทคโนโลยีไทยรุ่นใหม่ที่เติบโตต่อยอดจากรากฐานของรุ่นก่อนอย่างชัดเจน
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือบทบาทของ กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Amity ซึ่งเป็นบุตรชายของ ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และผู้ก่อตั้งและประธานคณะผู้บริหารของ Arise Ventures Group
กรวัฒน์ พา Amity เติบโตจากสตาร์ตอัปสู่บริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้แตะ 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีรายได้กว่า 75% มาจากตลาดยุโรป สะท้อนการขยายธุรกิจในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2027
จุดแข็งสำคัญของ Amity คือการเลือกวางตำแหน่งในตลาด Vertical AI โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เฉพาะอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารการตลาด การบริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการจัดการกระบวนการองค์กร ทำให้บริษัทฯ ไม่ได้แข่งขันในสนามที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลตั้งแต่ต้น แต่เลือกสร้าง "คุณค่าเชิงการใช้งานจริง" ให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน
อีกด้านหนึ่ง "ศุภชัย เจียรวนนท์" ในบทบาทรองประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ก่อตั้งและประธานคณะผู้บริหารของ Arise Ventures Group ถือเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศุภชัยมีบทบาทในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งด้านโทรคมนาคม ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และระบบนิเวศเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI, Cloud, Data Center หรือ FinTech ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่
เมื่อพิจารณาเส้นทางของ "กรวัฒน์" ในฐานะ "ลูกของศุภชัย" จึงสะท้อนทั้งการสืบทอดวิสัยทัศน์ และการสร้างตัวตนทางธุรกิจของตนเองอย่างชัดเจน
Amity ไม่ได้เติบโตเพราะสายสัมพันธ์ แต่เติบโตจากการวางตำแหน่งธุรกิจที่ชัด เลือกเล่นในจุดที่ตอบโจทย์ลูกค้า และสร้างรายได้จริงในตลาดต่างประเทศ จนได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนระดับภูมิภาค เงินทุนรอบล่าสุดยังนำไปต่อยอดผ่านยุทธศาสตร์ Build, Buy, Bridge เพื่อขยายขีดความสามารถด้าน AI และเชื่อม ecosystem ทางธุรกิจ ซึ่งสะท้อนการมองเกมในระยะยาว
กรณีของ Amity จึงเป็นมากกว่าความสำเร็จของสตาร์ตอัป แต่เป็นภาพของ "การส่งต่อศักยภาพ" จากรุ่นสู่รุ่นจาก ศุภชัย ที่วางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ สู่กรวัฒน์ที่นำเทคโนโลยีไทยไปแข่งขันในตลาดโลก และนี่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญว่า "เทคไทย" กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงผู้นำ แต่มี "คลื่นลูกใหม่" ที่พร้อมต่อยอดและขยายโอกาสของประเทศในเวทีโลกอย่างแท้จริง





