TWPC เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 เติบโต Double digit ต่อยอดจากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่พลิกกลับอย่างโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิ 156 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 630 basis points สู่ระดับ 21.3% และปริมาณการขายรวมเติบโต 7% ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
กลยุทธ์ธุรกิจ Multicore ของ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) (TWPC) ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) และธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างกำไรที่มีเสถียรภาพ แม้เผชิญกับวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในภาวะชะลอตัวตามฤดูกาล และแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค ในปี 2568 บริษัทฯ กลับมาทำกำไรสุทธิได้ 156 ล้านบาท พร้อมทั้งลดภาระหนี้สินลงโดยอัตราส่วน IBD/E ลดเหลือ 0.22 เท่า
ธุรกิจอาหารและธุรกิจมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ต่างสร้างกำไรขั้นต้นเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2568 โดย TWPC ตั้งเป้าในปี 2569 รายได้ธุรกิจอาหารเติบโตมากกว่า 10% และตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 จากยอดขายปี 2568 ที่ 2,558 ล้านบาท
ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตมาจาก ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat: RTE) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดและมีอัตรากำไรที่ดีของธุรกิจอาหาร เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) สูงกว่า 50% ช่องทางจัดจำหน่ายขยายครอบคลุมร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) กว่า 16,000 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ตั้งเป้าปริมาณการขายเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการปรับกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์นวัตกรรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ โฮจิมินห์ซิตี้ จาการ์ตา และเบงกาลูรู ซึ่ง TWPC สามารถพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมจำหน่ายมากกว่า 50 รายการต่อปี ที่ปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและตามรสนิยมท้องถิ่น
กลยุทธ์ China2.0: แผนจัดตั้งโรงงานใหม่เพื่อส่งเสริมการเติบโต โดยตลาดจีนถือเป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์สำคัญสำหรับการเติบโตในปี 2569 โรงงานแห่งใหม่ของ TWPC ในประเทศจีนจะเริ่มดำเนินการผลิตในไตรมาส 2/2569 เพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ในตลาดจีน บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 20% ในประเทศจีน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเจาะตลาดได้มากยิ่งขึ้นทั้งในกลุ่มส่วนผสมของอาหารและ อุตสาหกรรมอาหาร (industrial applications)
กลยุทธ์การยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูง (Premiumization) ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มสินค้ามูลค่าสูงและมีความผันผวนต่ำอย่างเป็นระบบ
ธุรกิจอาหาร บริษัทฯ ครองตำแหน่งผู้นำตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มบะหมี่พรีเมียมไม่ใช้แป้งสาลีในประเทศไทย ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Readt-to-Eat : RTE และอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook:RTC) มีอัตรากำไรสูงอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ที่เป็นส่วนประกอบของสูตรส่วนผสมพิเศษสำหรับเบเกอรี ผลิตภัณฑ์นม ซอส และขนมขบเคี้ยว มีอัตรากำไรขั้นต้น 20-30% โดยไม่ผูกกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิง และวางเป้าหมายระยะยาวของบริษัทฯ ให้ธุรกิจอาหารและแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) มีสัดส่วนกำไรรวมกันมากกว่า 80% ภายในปี 2573 ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ซึ่งจะยกระดับคุณภาพของ TWPC ให้เทียบเคียงกับบริษัทส่วนผสมอาหารระดับโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะหนุน การปรับมูลค่า (Re-rating) ของหุ้นในระยะกลาง
โครงการปรับโครงสร้างต้นทุน (Cost Transformation) ในปี 2568 สามารถลดต้นทุนวัตถุดิบ 96 ล้านบาท และตั้งเป้าลดต้นทุนวัตถุดิบมากกว่า 150 ล้านบาทภายในสามปีข้างหน้า (2569-2571) ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่ในปี 2568 ต้นทุนทางการเงินลดลง 43% จากการบริหารหนี้อย่างมีวินัย ความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบจากหลายประเทศ ทั้งไทย เวียดนาม และกัมพูชา ช่วยสร้างความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้างในการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
TWPC กำหนดเป้าหมายสำคัญสำหรับปี 2569 ไว้อย่างชัดเจน รายได้เติบโตสองหลัก (Double Digit) จากการขยายกำลังการผลิตในประเทศจีนเติบโตมากกว่า 20% ผ่านการปรับปรุง กระบวนการผลิตและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล อีกทั้งบริษัทฯ ยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยเงินทุนที่พร้อมสำหรับการลงทุนในเชิงกลยุทธ์ โดยการเร่งลดภาระหนี้สินจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการลงทุนเพื่อโอกาสการเติบโตในอนาคต
ความมุ่งมั่นของ TWPC ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้รับการยอมรับจากหลายสถาบันผ่านความสำเร็จมากมายในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating ระดับ A, คะแนน FTSE Russell 3.8 พร้อมคะแนนเต็ม 5.0 ด้านธรรมาภิบาล, คะแนน CDP ระดับ B- ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางน้ำ, เหรียญ Bronze จาก EcoVadis และรางวัล Gold สาขา ความเป็นเลิศ ด้านการบริหารบุคลากร (Excellence in Talent Management) จาก HR Excellence Awards
นายโฮ เร็น ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปี 2568 พิสูจน์ให้เห็นว่าการดำเนินงานอย่างมีวินัยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เราขยายอัตรากำไรขั้นต้น 630 basis points กลับมาทำกำไรได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้งบดุลควบคู่ไปกับการลงทุนเพื่อการเติบโต ในปี 2569 เรามุ่งมั่นสร้างการเติบโตสองหลักและขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ Multicore การสร้างวินัยด้านต้นทุน ความแข็งแกร่งของการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานซึ่งทำให้ ไทยวา พร้อมแข่งขันและเป็นผู้ชนะในทุกสนามทั่วเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.114 บาท สำหรับรอบผลประกอบการของวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2568 สะท้อนถึงนโยบายตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอบนพื้นฐานของผลกำไรที่ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 29 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569





