Clarity Act ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในปี 2026 จะเป็นเพียงกฎหมายกำกับคริปโททั่วไป หรือคือการวางหมากเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ เพื่อสร้าง Digital Trojan Horse และขยายอิทธิพลสู่ทุกกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลก?
ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ระบบการเงินแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar Finance) สหรัฐอเมริกากำลังพยายามทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง คือการรักษาอำนาจผูกขาดของเงินดอลลาร์ผ่านนวัตกรรมแบบกระจายอำนาจอย่าง "Stablecoin" ร่างกฎหมาย Clarity Act ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในต้นปี 2026 นี้ จึงไม่ใช่แค่กฎระเบียบทางเทคนิค แต่มันคือการวางหมากเชิงภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้าง "ม้าไม้ทอร์จันดิจิทัล" (Digital Trojan Horse) ที่จะส่งอิทธิพลของสหรัฐเข้าไปในทุกกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลก
Clarity Act คืออะไร ?
Clarity for Payment Stablecoins Act (หรือ Digital Asset Market Clarity Act) คือความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของสภาคองเกรสสหรัฐ ในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องมีสินทรัพย์สำรองเป็นเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วน 1:1 และต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มงวดคล้ายกับสถาบันการเงินดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมุ่งที่จะแบ่งเขตอำนาจให้ชัดเจนว่า สินทรัพย์ชนิดใดเป็น "หลักทรัพย์" (Securities) ภายใต้การดูแลของ SEC และชนิดใดเป็น "สินค้าโภคภัณฑ์" (Commodities) ภายใต้การดูแลของ CFTC เพื่อยุติภาวะสุญญากาศทางกฎหมายที่ฉุดรั้งนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน
Soft Power ในคราบ Digital Dollar
หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้ คือการเปลี่ยน Stablecoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร ให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย โดย สหรัฐ กำลังใช้บริษัทเอกชนอย่าง Circle หรือ Paxos เป็นหัวหอกในการต่อสู้กับกระแส De-dollarization ในตลาดเกิดใหม่ ดอลลาร์ที่โปรแกรมได้และมีรัฐบาลรับรองจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ยากจะปฏิเสธ แม้แต่ในประเทศที่พยายามตีตัวออกห่างจากระบบธนาคารดั้งเดิมของสหรัฐ
กำแพงจากโลกเก่าและนวัตกรรมที่ถูกแช่แข็ง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามนี้กำลังติดหล่มความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง กลุ่มล็อบบี้ธนาคารยักษ์ใหญ่กำลังบีบให้สภาสั่งแบน "Stablecoin Rewards" หรือดอกเบี้ยจากเหรียญดิจิทัล เพราะกลัวว่าเงินฝากจะไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ ความขัดแย้งนี้ลุกลามจน Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ประกาศถอนการสนับสนุนกฎหมายนี้ในเดือนมกราคม 2026 โดยประณามว่ามัน "แย่ยิ่งกว่าสถานะปัจจุบัน" เนื่องจากข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไปจนอาจทำลายตลาดหุ้นดิจิทัล (Tokenized Equities) และเปิดช่องให้รัฐบาลสอดแนมธุรกรรมใน DeFi ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
เมื่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ เดินเกมผ่านสนามเลือกตั้ง
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คืออิทธิพลของเงินทุนมหาศาล ข้อมูลจาก NYT DealBook ระบุว่า กลุ่ม Fairshake ซึ่งเป็น Super PAC ฝั่งคริปโท ได้สะสมงบประมาณสูงถึง 193 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง Midterm ปี 2026 นี่คือการประกาศกิตติศัพท์ว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลจะไม่ยอมเป็นเพียงผู้เล่นเบื้องหลังอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดว่านักการเมืองคนไหนจะได้นั่งในสภาคองเกรสเพื่อโหวตผ่านกฎหมายที่พวกเขาต้องการ
นอกจากนี้ ประเด็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนของคนในรัฐบาล (รวมถึงโปรเจกต์คริปโทของครอบครัวทรัมป์ที่เพิ่งเปิดตัว) ยังกลายเป็นเส้นตาย ที่ฝั่ง Democrat พยายามใช้ต่อรอง ทำให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้กลายเป็นเกมการเมืองที่ซับซ้อนและมีเดิมพันสูงที่สุดในรอบทศวรรษ
บทสรุป ความชัดเจนที่อาจมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย
หาก Clarity Act ผ่านออกมาในรูปแบบที่สมดุล สหรัฐ จะมีเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการรักษาความเป็นเจ้าโลกทางการเงินในยุคดิจิทัล แต่ถ้าผลลัพธ์คือการประนีประนอมเพื่อปกป้องธนาคารพาณิชย์และขยายอำนาจการสอดแนม สหรัฐก็อาจจะเสียตำแหน่งผู้นำให้กับยุโรปและเอเชียที่เดินหน้าไปก่อนแล้ว
ในสงครามนี้ "ความชัดเจน" (Clarity) อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่คือ "ความล่าช้า" ที่จะทำให้ดอลลาร์กลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์ในโลกการเงินใหม่ที่ทุกคนหันไปใช้ระบบอื่นแทน
ข้อมูลและบทความโดย Bitkub.com
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้





