วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

Clarity Act คืออะไร? กฎหมาย Stablecoin สหรัฐกับผลกระทบต่อดอลลาร์และตลาดคริปโทเคอร์เรนซี 2026

Clarity Act คืออะไร? กฎหมาย Stablecoin สหรัฐกับผลกระทบต่อดอลลาร์และตลาดคริปโทเคอร์เรนซี 2026

Clarity Act ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในปี 2026 จะเป็นเพียงกฎหมายกำกับคริปโททั่วไป หรือคือการวางหมากเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ เพื่อสร้าง Digital Trojan Horse และขยายอิทธิพลสู่ทุกกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลก?

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ระบบการเงินแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar Finance) สหรัฐอเมริกากำลังพยายามทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง คือการรักษาอำนาจผูกขาดของเงินดอลลาร์ผ่านนวัตกรรมแบบกระจายอำนาจอย่าง "Stablecoin" ร่างกฎหมาย Clarity Act ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในต้นปี 2026 นี้ จึงไม่ใช่แค่กฎระเบียบทางเทคนิค แต่มันคือการวางหมากเชิงภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้าง "ม้าไม้ทอร์จันดิจิทัล" (Digital Trojan Horse) ที่จะส่งอิทธิพลของสหรัฐเข้าไปในทุกกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลก

Clarity Act คืออะไร ?

Clarity for Payment Stablecoins Act (หรือ Digital Asset Market Clarity Act) คือความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของสภาคองเกรสสหรัฐ ในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องมีสินทรัพย์สำรองเป็นเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วน 1:1 และต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มงวดคล้ายกับสถาบันการเงินดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมุ่งที่จะแบ่งเขตอำนาจให้ชัดเจนว่า สินทรัพย์ชนิดใดเป็น "หลักทรัพย์" (Securities) ภายใต้การดูแลของ SEC และชนิดใดเป็น "สินค้าโภคภัณฑ์" (Commodities) ภายใต้การดูแลของ CFTC เพื่อยุติภาวะสุญญากาศทางกฎหมายที่ฉุดรั้งนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน

Soft Power ในคราบ Digital Dollar

หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้ คือการเปลี่ยน Stablecoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร ให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย โดย สหรัฐ กำลังใช้บริษัทเอกชนอย่าง Circle หรือ Paxos เป็นหัวหอกในการต่อสู้กับกระแส De-dollarization ในตลาดเกิดใหม่ ดอลลาร์ที่โปรแกรมได้และมีรัฐบาลรับรองจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ยากจะปฏิเสธ แม้แต่ในประเทศที่พยายามตีตัวออกห่างจากระบบธนาคารดั้งเดิมของสหรัฐ

กำแพงจากโลกเก่าและนวัตกรรมที่ถูกแช่แข็ง

อย่างไรก็ตาม ความพยายามนี้กำลังติดหล่มความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง กลุ่มล็อบบี้ธนาคารยักษ์ใหญ่กำลังบีบให้สภาสั่งแบน "Stablecoin Rewards" หรือดอกเบี้ยจากเหรียญดิจิทัล เพราะกลัวว่าเงินฝากจะไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ ความขัดแย้งนี้ลุกลามจน Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ประกาศถอนการสนับสนุนกฎหมายนี้ในเดือนมกราคม 2026 โดยประณามว่ามัน "แย่ยิ่งกว่าสถานะปัจจุบัน" เนื่องจากข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไปจนอาจทำลายตลาดหุ้นดิจิทัล (Tokenized Equities) และเปิดช่องให้รัฐบาลสอดแนมธุรกรรมใน DeFi ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เมื่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ เดินเกมผ่านสนามเลือกตั้ง

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คืออิทธิพลของเงินทุนมหาศาล ข้อมูลจาก NYT DealBook ระบุว่า กลุ่ม Fairshake ซึ่งเป็น Super PAC ฝั่งคริปโท ได้สะสมงบประมาณสูงถึง 193 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง Midterm ปี 2026 นี่คือการประกาศกิตติศัพท์ว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลจะไม่ยอมเป็นเพียงผู้เล่นเบื้องหลังอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดว่านักการเมืองคนไหนจะได้นั่งในสภาคองเกรสเพื่อโหวตผ่านกฎหมายที่พวกเขาต้องการ

นอกจากนี้ ประเด็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนของคนในรัฐบาล (รวมถึงโปรเจกต์คริปโทของครอบครัวทรัมป์ที่เพิ่งเปิดตัว) ยังกลายเป็นเส้นตาย ที่ฝั่ง Democrat พยายามใช้ต่อรอง ทำให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้กลายเป็นเกมการเมืองที่ซับซ้อนและมีเดิมพันสูงที่สุดในรอบทศวรรษ

บทสรุป ความชัดเจนที่อาจมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย

หาก Clarity Act ผ่านออกมาในรูปแบบที่สมดุล สหรัฐ จะมีเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการรักษาความเป็นเจ้าโลกทางการเงินในยุคดิจิทัล แต่ถ้าผลลัพธ์คือการประนีประนอมเพื่อปกป้องธนาคารพาณิชย์และขยายอำนาจการสอดแนม สหรัฐก็อาจจะเสียตำแหน่งผู้นำให้กับยุโรปและเอเชียที่เดินหน้าไปก่อนแล้ว

ในสงครามนี้ "ความชัดเจน" (Clarity) อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่คือ "ความล่าช้า" ที่จะทำให้ดอลลาร์กลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์ในโลกการเงินใหม่ที่ทุกคนหันไปใช้ระบบอื่นแทน

ข้อมูลและบทความโดย Bitkub.com

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

อ้างอิง : CoinDesk - Crypto's political power supercharged with $193 million in Fairshake United States Senate Committee on Banking, Housing, and Urban Affairs - Myth vs. Fact: The CLARITY Act